อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ระหว่าง 3–4 ส.ค. 69 เพื่อหารือกับ ปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี
การหารืออย่างเป็นทางการระหว่าง 2 ประเทศ ได้สานความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การค้า การเงินและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
แต่นอกเหนือจากความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีของไทย แสดงท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในภูมิภาค โดยกล่าว “ถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน” ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ระหว่างการเยือนสำนักเลขาธิการอาเซียน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่ง และตั้งใจจะเข้าร่วมการประชฺมอาเซียน ที่ กรุงมะนิลา ในปลายปีนี้
นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล “UNCLOS” ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน โดยผลลัพธ์ไม่มีผูกพันธ์กับประเทศขอปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม: 1 ปีเหตุปะทะ “ไทย–กัมพูชา” ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย
ด้านเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ระบุว่าเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะ ไทย- กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน
ไทยเสนอ 3 แนวทาง รับความผันผวนโลกยุคใหม่
จากนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าว “ถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน” ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วม กว่า 100 ประเทศ โดยได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน

แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจน โดยฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทางการกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
แนวทางนี้ ดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ โดยเมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียำว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน”
แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
ไทยพร้อมกลับมามีบทบาทรับ 60 ปีอาเซียน
นายกรัฐมนตรี ระบุว่าอาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อน ซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจา
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)”
การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังนับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552
อนุทิน ย้ำว่า “การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง
“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




