ครบ 1 ปี เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ซึ่งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า เกิดการปะทะต่อเนื่องในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียดและส่งผลกระทบต่อทั้งกำลังพลและประชาชนของทั้งสองประเทศ
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งได้สร้างความสูญเสียทั้งด้านชีวิต ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยข้อมูลเปรียบเทียบความเสียหายระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
บทสรุปความสูญเสีย: 1 ปีแห่งความบอบช้ำ
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บันทึกความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ซึ่งสะท้อนถึงราคาที่ต้องจ่ายจากเหตุความขัดแย้งในครั้งนี้
- ฝ่ายไทย กำลังพล (ทหารและ ตชด.) เสียชีวิต 15 นาย บาดเจ็บ 196 นาย ส่วนพลเรือนเสียชีวิต 17 ราย และบาดเจ็บ 38 ราย
- ฝ่ายกัมพูชา (ตามรายงานของฝั่งกัมพูชา): กำลังพลเสียชีวิต 505 นาย บาดเจ็บหรือถูกจับกุมรวมกว่า 91 นาย ขณะที่พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย
ทางตันบนโต๊ะเจรจา: จากทวิภาคีสู่กระบวนการระหว่างประเทศ
แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาระดับทวิภาคีถึง 4 ครั้งหลัก ได้แก่:
- 29 พ.ค. 2568: หารือแก้ไขปัญหาและประกาศจุดยืนร่วมกันหลังเหตุปะทะบริเวณช่องบก
- 7 ส.ค. 2568 (ณ มาเลเซีย): การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ บรรลุข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ
- 10 ก.ย. 2568 (ณ จ.ตราด): ประชุม GBC สมัยพิเศษ ติดตามการถอนอาวุธหนัก
- 21–22 ต.ค. 2568 (ณ จ.จันทบุรี): ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เร่งรัดการจัดทำแผนที่พื้นที่ทับซ้อน
แต่การเจรจาดังกล่าวไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้ กระทั่งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติ ยกเลิก MOU 44 และหันไปใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งถือเป็นการปิดประตูการเจรจาแบบทวิภาคีโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทโดยมีบุคคลกลางเข้ามาทำหน้าที่

1 ปี “ไทย-กัมพูชา” ความขัดแย้งไม่คลี่คลาย
Policy Watch ThaiPBS ได้พูดคุยกับนักวิชาการ และกรรมาธิการที่ติดตามปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา เพื่อร่วมกันประเมินตลอด 1 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้มอย่างไร และอีกนานถึงจะเห็นแสงสว่างของสันติภาพ
กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกรรมาธิการการทหาร ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังผ่านเหตุปะทะมาครบ 1 ปี ว่า ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย และยังไม่เห็นสัญญาณว่าความตึงเครียดจะลดลง แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความพยายามเจรจาและตกลงหยุดยิงหลายครั้ง แต่บรรยากาศโดยรวมยังไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สถานการณ์ล่าสุดยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบาง และความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะกรณีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด และการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเพิ่มระดับความกังวลและสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา
ในมิติของข้อพิพาทระหว่างประเทศ กิตติพงษ์ มองว่า ประเด็นตาม MOU 43 ยังอยู่ระหว่างการหารือของทั้งสองฝ่าย ส่วนกรณี MOU 44 ได้เข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาท โดยมีบุคคลที่เป็นกลางเข้ามาทำหน้าที่ผู้ประนอม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลระหว่างประเทศ และยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าคดีจะพัฒนาไปในทิศทางใด เพราะต้องรอผลการประนอมก่อน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีกรอบเวลาประมาณ 1 ปี โดยเนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับประเด็นเส้นเขตแดนทางทะเล
ส่วนความกังวลมากที่สุดหลังผ่านเหตุการณ์มา 1 ปี กิตติพงษ์ มองว่า สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่คือคำถามสำคัญว่า ไทยและกัมพูชาจะอยู่ร่วมกันในอนาคตอย่างไร เพราะปัจจุบันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้คำว่า “สันติภาพ” อยู่ห่างไกลออกไป
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การพูดถึงสันติภาพไม่ได้หมายถึงการยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา แต่หมายถึงการหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้ผลประโยชน์ของไทย
สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน กิตติพงษ์ ระบุว่า คณะกรรมาธิการการทหารได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านการเยียวยาผลกระทบจากการสู้รบไทย–กัมพูชา โดยมี ชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน เพื่อติดตามมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
เขาประเมินว่า การเยียวยาด้านการเงินที่รัฐบาลและกองทัพดำเนินการ โดยเฉพาะการจ่ายเงินช่วยเหลือกำลังพล ถือว่าเป็นไปอย่างค่อนข้างครบถ้วนและไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุปะทะขึ้นอีกเมื่อใด ส่งผลให้ชุมชนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน
จากการหารือกับกองทัพและหน่วยงานในพื้นที่ พบว่ามีการเตรียมแผนอพยพประชาชนไว้แล้ว หากเกิดการสู้รบอีกครั้ง พร้อมเสนอว่า ระบบการเยียวยาควรปรับให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที
ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ กิตติพงษ์ ยอมรับว่า แม้ยังไม่มีตัวเลขประเมินความเสียหายที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่านชายแดนในเวลานี้ แม้จะมีประชาชนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการค้าชายแดนและการปิดด่าน แต่กลับไม่สามารถส่งเสียงหรือสะท้อนปัญหาได้มากนัก
ต้องเร่งกระบวนการสร้าง “สันติภาพ”
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการก่อสร้างกำแพงบริเวณชายแดน ซึ่งกิตติพงษ์อธิบายว่า ขณะนี้มีการดำเนินการเพียงบางส่วน โดยใช้งบประมาณจากเงินบริจาคและมูลนิธิเป็นหลัก พร้อมมีหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมกำกับดูแล
เขาระบุว่า ข้อกังวลสำคัญคือการก่อสร้างต้องไม่กระทบต่อข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน ดังนั้นจึงดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวเขตแดนเท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ยังมีข้อโต้แย้งจำเป็นต้องชะลอไว้ก่อน เพราะหากก่อสร้างผิดตำแหน่ง ไม่ว่าจะล้ำเข้าไปในเขตของกัมพูชาหรือถอยเข้ามาในเขตของไทย ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทรอบใหม่ได้
กิตติพงษ์ยอมรับว่า การเสนอแนวคิดเรื่องสันติภาพในบรรยากาศทางสังคมปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ผู้ที่ออกมาพูดถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เขาเชื่อว่า ประเทศไทยไม่สามารถอยู่กับความขัดแย้งเช่นนี้ตลอดไป
เขาเสนอว่า การสร้างสันติภาพต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ โดยไทยควรเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขการเจรจา และใช้ “อำนาจแห่งรัฐ” อย่างรอบด้าน ทั้งการทูต การสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร การทหาร และเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน ไทยให้น้ำหนักกับมาตรการทางทหารมากกว่ามิติอื่น เขาเห็นว่ารัฐควรเพิ่มบทบาทด้านการทูตและเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะหากสามารถสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมผ่านสองเครื่องมือนี้ ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย และเปิดโอกาสให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าภายใต้เงื่อนไขที่ไทยเป็นผู้กำหนดได้มากขึ้น
1 ปีข้อพิพาทเขตแดนขยายเพิ่ม 14 จุด
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิชาการอิสระผู้ติดตามปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง มองความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่แตกต่างกัน กับ “กิตติพงษ์ ปิยะวรรณ ” ซึ่ง เขาเห็นว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่คลี่คลาย แต่ในทางตรงกันข้าม ความขัดแย้งกลับมีประเด็นใหม่เพิ่มขึ้น และขยายตัวทั้งในเชิงพื้นที่ และกลไกการแก้ไขปัญหา
ความขัดแย้งเดิมเริ่มจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบกใน 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
แต่ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ตามข้อมูลทางการของฝั่งกัมพูชา ความขัดแย้งทำให้ข้อพิพาททางบกขยายพื้นที่มากขึ้นเป็น 14 จุด ขณะที่ข้อมูลของฝ่ายไทยระบุว่า พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในปัจจุบันมีขนาดรวมประมาณ 18,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพไทยเข้าควบคุมดูแลอยู่ ส่งผลให้ข้อพิพาทได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน
แม้จำนวนพื้นที่พิพาทจะแตกต่างกันตามข้อมูลของแต่ละฝ่าย แต่สาระสำคัญคือ ทั้งสองประเทศต่างยอมรับโดยปริยายว่า พื้นที่แห่งความขัดแย้งได้ขยายตัวจากเดิม และกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารจัดการปัญหาชายแดน
2 ประเทศ ขาดกลไกลเจรจาข้อพิพาท
นอกจากข้อพิพาททางบกแล้ว ความขัดแย้งยังลุกลามไปสู่ประเด็นเขตแดนทางทะเล ซึ่งก่อนหน้านี้แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ยังมีกลไกภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 44) รองรับการเจรจาระหว่างสองประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ข้อพิพาททางทะเลได้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งใหม่ และนำไปสู่การเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทตามกลไกระหว่างประเทศ
“การเปลี่ยนผ่านจากการเจรจาแบบทวิภาคีไปสู่กระบวนการประนอม เป็นผลจากการที่กลไกการพูดคุยระหว่างไทยและกัมพูชาซึ่งเคยใช้แก้ไขปัญหาร่วมกันอ่อนแอลงหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาโดยตรงเหมือนที่ผ่านมา”
ในภาพรวม สุภลักษณ์ เห็นว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาจะยังไม่คลี่คลาย แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัว ทั้งในแง่ของพื้นที่พิพาท ประเด็นข้อขัดแย้ง และกลไกการจัดการปัญหา ซึ่งล้วนทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและยากต่อการหาทางออกมากขึ้นกว่าเดิม
ความขัดแย้ง ลุกลาม สู่ “เศรษฐกิจ-สังคม”
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นด้านความมั่นคง แต่ได้ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งแทบหยุดชะงักตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แม้ยังมีการขนส่งสินค้าบางส่วนผ่านเส้นทางเรือได้ แต่การค้าหลักที่เคยพึ่งพาด่านชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมูลค่าการค้าส่วนใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท อาศัยการขนส่งทางบกเป็นหลัก เมื่อด่านถูกปิด ระบบการค้าชายแดนจึงแทบเป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนโดยตรง
“การปิดด่านยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ เพราะนอกจากการค้าจะหยุดชะงักแล้ว การเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนก็ถูกตัดขาด ความเชื่อมโยงของชุมชนชายแดนที่เคยพึ่งพาอาศัยกันลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน แรงงานชาวกัมพูชาซึ่งเคยทำงานในประเทศไทยจำนวนมากก็ทยอยเดินทางกลับประเทศ”
การหายไปของแรงงานกัมพูชา
สุภลักษณ์ประเมินว่า ก่อนเกิดความขัดแย้ง ไทยมีแรงงานกัมพูชาทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายรวมกันประมาณ 900,000 ถึง 1 ล้านคน แต่ปัจจุบันกว่า 90% ได้เดินทางกลับประเทศแล้ว ส่วนที่ยังอยู่ในไทยจำนวนมากเลือกหลบซ่อนหรือไม่กล้าออกมาทำงาน เนื่องจากกังวลต่อสถานการณ์และมาตรการด้านความมั่นคง
การหายไปของแรงงานกัมพูชาส่งผลกระทบอย่างมากต่อจังหวัดชายแดนภาคตะวันออก โดยเฉพาะสระแก้ว จันทบุรี และตราด ซึ่งพึ่งพาแรงงานกัมพูชาเป็นกำลังหลักในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แรงงานกลุ่มนี้มีทักษะเฉพาะที่แรงงานไทยทดแทนได้ยาก โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในการคัดเลือกระดับความสุกของผลผลิต
การปิดด่านชายแดน กระทบ การลงทุนต่างชาติ
ในระดับระหว่างประเทศ สุภลักษณ์ชี้ว่า การปิดด่านชายแดนได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตอยู่ในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ตามยุทธศาสตร์ “Thailand Plus One” เมื่อการเชื่อมโยงกับกัมพูชาถูกตัดขาด แผนการผลิตและการกระจายสินค้าก็สะดุด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเปิดด่านชายแดน แต่รัฐบาลยังคงยืนยันว่าจะยังไม่ดำเนินการจนกว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงจะมีความชัดเจนมากกว่านี้
ความเกลียดชังของคน 2 ชาติ ยากจะฟื้นฟู
นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งยังส่งผลต่อ Soft Power และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างชัดเจน กระแสต่อต้านสินค้าและธุรกิจของไทยในกัมพูชาเพิ่มสูงขึ้น สินค้าไทยหลายชนิดสูญเสียตลาด ขณะที่ธุรกิจไทยบางแห่งต้องยุติการดำเนินกิจการ
นอกจากนี้ ยังเกิดกระแสถกเถียงและแข่งขันกันเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นมวย ผ้า อาหาร หรือโบราณสถาน จนบรรยากาศของความร่วมมือทางวัฒนธรรมถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงและการแข่งขันเชิงชาตินิยม และความเกลัยดชังซึ่งกันและกันจนยากจะฟื้นฟู
ชาวบ้านในพื้นที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ในพื้นที่ชายแดน ผลกระทบที่เห็นชัดอีกด้านหนึ่งคือ ความมั่นคงทางจิตวิทยา ของประชาชน แม้จะไม่มีการสู้รบเกิดขึ้น แต่ข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะระลอกใหม่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
หลายคนหยุดทำงาน ไม่กล้าออกไปกรีดยางหรือทำการเกษตร เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินและอพยพไม่ทัน แม้เมื่อตรวจสอบกับหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้ว ข่าวจำนวนมากจะไม่เป็นความจริงก็ตาม
สุภลักษณ์ บอกว่า แม้แต่ตัวเขาเองในฐานะคนในพื้นที่ จำเป็นต้องขาย ฝูงวัว 8 ตัว ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะกังวลว่าหากเกิดการปะทะจะไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ เช่นเดียวกับสวนผลไม้และสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากคนดูแลไม่เต็มที่ ทำให้ผลผลิตลดลงและรายได้หายไป
ส่วนมาตรการเยียวยาของภาครัฐ เขาเห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้จะมีโครงการช่วยเหลือประชาชน แต่ในหลายกรณีเงินชดเชยมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่สูญเสีย ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะมองว่าไม่คุ้มค่ากับขั้นตอนและภาระในการยื่นขอรับสิทธิ
1 ปี นโยบายรัฐบาลอนุทิน เพิ่มความขัดแย้ง
เมื่อประเมินนโยบายของรัฐบาลตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สุภลักษณ์เห็นว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงมาตรการด้านความมั่นคง แต่คือข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาได้
ขณะเดียวกัน ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน มีแนวโน้มที่ความตึงเครียดจะดำรงอยู่ต่อไป เพราะทั้งรัฐบาลและกองทัพต่างมีแรงจูงใจทางการเมืองที่ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือมากกว่าจะเร่งคลี่คลายปัญหา
เขาอธิบายว่า รัฐบาลได้รับประโยชน์จากการรักษาบรรยากาศความขัดแย้งไว้ เนื่องจากสามารถสร้างคะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากปัญหาภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการบริหารหรือข้อครหาต่าง ๆ ความขัดแย้งกับกัมพูชาจึงกลายเป็นประเด็นที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมออกจากปัญหาภายในได้ในระดับหนึ่ง
เช่นเดียวกับ นโยบาย การสร้างถนน การก่อสร้างกำแพง ในพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติว่าเป็นอาณาเขตเป็นของฝ่ายใด อาจกลายเป็นข้อพิพาทใหม่ได้ เพราะก่อนที่จะอ้างสิทธิในพื้นที่ ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันตามกลไกที่ตกลงไว้เสียก่อน
สันติภาพไทย – กัมพูชา ยังห่างไกล
เขาบอกว่า สิ่งที่ทั้งสองประเทศควรเริ่มเดินหน้า คือการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เช่น การทดลองเปิดด่านในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดต่ำอย่างจังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งภาคธุรกิจและหอการค้าหลายแห่งเห็นด้วย แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีฝ่ายการเมืองกล้าผลักดัน เนื่องจากเกรงแรงกดดันจากกระแสสังคม
อีกประเด็นคือ การที่รัฐบาลไทยพยายามเชื่อมโยงปัญหาเขตแดนทางบกกับข้อพิพาททางทะเล จนทำให้การเจรจาแบบทวิภาคีหยุดชะงัก หลังรัฐบาลยกเลิก MOU 44 และยังไม่เปิดใช้กลไกความร่วมมือบางส่วนภายใต้ MOU 43 อย่างเต็มที่ แม้กัมพูชาจะเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างต่อเนื่องก็ตาม
สุภลักษณ์มองว่า เมื่อกลไกการเจรจาทวิภาคีไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ กัมพูชาจึงหันไปใช้เวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ช่องทางการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกปิดลง
เขาเห็นว่า หากไทยยังคงรักษากลไกการเจรจาไว้ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถใช้คณะกรรมาธิการร่วมสำรวจและปักปันเขตแดน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาข้อยุติในพื้นที่พิพาทได้ แต่เมื่อกลไกดังกล่าวไม่ถูกใช้ ความขัดแย้งจึงมีแนวโน้มยืดเยื้อและซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มของสถานการณ์ สุภลักษณ์ประเมินว่า การกลับไปสู่สภาวะปกติหรือการสร้างสันติภาพคงไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีความล่าช้า จากการเลื่อนกระบวนการแต่งตั้งคณะผู้ดำเนินการหลายครั้ง ส่งผลให้ทุกครั้งที่กระบวนการถูกเลื่อนออกไป ยิ่งเปิดช่องให้เกิดการคาดการณ์ ข่าวลือ และประเด็นความขัดแย้งใหม่ ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง
เขาสรุปว่า ตราบใดที่กลไกการเจรจายังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาก็จะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน และความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- รัฐบาลยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว ทำได้แค่ไหน ?
- วิกฤตความมั่นคงแก้ได้ด้วย ‘สันติภาพ’
- ค้นหาสัญญาณบวก วิกฤตไทย-กัมพูชา ชี้ การศึกษา-สื่อ กุญแจสร้างสันติภาพยั่งยืน





