ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รางานภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยคาดการณ์ส่งออกสินค้าไทยปี 2570 มีโอกาสที่จะติดลบ โดยมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น กระทบทั้งค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า
ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นนอน ทำให้ปีนี้สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าไทยสูงเป็นประวัติการณ์ จึงทำให้มีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูง และอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าไทยในระยะต่อไปชะลอลง
ปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีแรงงานภาคบังคับ ในอัตรา 12.5% เท่ากับจีน เวียดนาม สิงคโปร์ แต่สูงกว่าอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่ถูกเก็บอัตรา 10% ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน (ผลิตสินค้าเกินความต้องการตลาด) ยังอยู่ระหว่างรอประกาศผลไต่ส่วน โดยหากมีการประกาศออกมาจะต้องเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะและให้ยื่นข้อโต้แต้ง ซึ่งคาดจะใช้เวลาอีก 30 – 40 วัน ก่อนจะประกาศผลไต่สวนขั้นที่สุด
ประมาณการส่งออกทั้งปี 2569

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 69 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาประดิษฐ์ (AI) และความชัดเจนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันการเจรจาความตกลงการค้า ต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (ART) ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ควบคู่กับการขับเคลื่อน 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ยกระดับ SMEs และสินค้านวัตกรรม รวมถึงเร่งเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
ส.ค. ส่งออกโตต่อเนื่อง แต่ยังขาดดุล 11 เดือนติด
การส่งออกของไทยเดือน ส.ค. 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,157,667 ล้านบาท ยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 ที่ 24.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวที่ 19.5% ขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 25.1% ส่งผลให้ดุลการค้าของไทย ขาดดุล 2,482.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11
มูลค่าการส่งออกสินค้าไทย เดือน ส.ค. 2569

การส่งออกในเดือน ส.ค. ได้รับแรงจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง AI ในต่างประเทศ ทำให้ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสด จากผลผลิตภาคใต้ที่ออกสู่ตลาด ด้านตลาดส่งออก ภาพรวมขยายตัวในระดับสูงทั้งตลาดหลักและตลาดรอง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่ง รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ
มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย ปี 2566 – 2569

สำหรับการส่งออกช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 มีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9%YoY หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัว 18.6% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.1% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออกไปตลาดสำคัญยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง สอดคล้องกับดัชนี PMI ภาคการผลิตโลกเดือน ส.ค. ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน พร้อมคำสั่งซื้อใหม่สำหรับการส่งออกที่กลับมาขยายตัว โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก รวมทั้งยังคงมีการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลางและเอเชียใต้ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
- ตลาดหลัก ขยายตัว 25.4% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 48.7% จีน 15.5% ญี่ปุ่น 19.6% สหภาพยุโรป 23.1% อาเซียน 19.3% และ CLMV 0.3%
- ตลาดรอง ขยายตัว 17.8% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 81% ลาตินอเมริกา 8.8% และรัสเซียและกลุ่ม CIS 1.9% ขณะที่หดตัวในตลาดทวีปแอฟริกา 8.8% เอเชียใต้ 11.4 %ตะวันออกกลาง 7.8% และสหราชอาณาจักร 8.9% และตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 66%
ภาษีสหรัฐฯ ปัจจัยเสี่ยงส่งออก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าการส่งออกในระยะข้างหน้าแม้จะชะลอตัวลงแต่ยังขยายตัวสูงจากแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และ ดาตาเซนเตอร์ (Data center) ทั่วโลก อีกทั้ง อุปสงค์โลกยังมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน
ขณะที่ผลกระทบมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายรายการยังได้รับการยกเว้นภาษี
อย่างไรก็ดี ไทนยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ( Structural Excess Capacity) คาดว่าจะประกาศในช่วงปลายเดือน ก.ย. หรือ ต.ค. รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ อาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้การพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 10 ม.ค. 2570 จากเดิมที่จะสิ้นสุด 10 พ.ย. 69 ภายหลังการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อ 24 ก.ย. 69 ช่วยลดความกังวลต่อแนวโน้มการค้าโลกในระยะสั้น
อย่างไรก็ดีระยะเวลาที่ขยายออกไปเพียง 2 เดือนยังค่อนข้างสั้น ทำให้ช่วงต้นปี 70 ยังคงมีความเสี่ยง หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถต่ออายุหรือบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมได้
สำหรับการนำเข้าไทยก็มีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่องเช่นเดียวกับการส่งออกจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะ Data center ในไทย อย่างไรก็ดี มูลค่านำเข้าไทยเผชิญความเสี่ยงด้านสูง จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและ เสี่ยงทำให้ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้นจากผลสงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
พาณิชย์เร่งเจรจา ART สหรัฐฯ ก่อนประกาศผลไต่สวนมาตรา 301 หวังคงภาษีลด
กรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และกรณีการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการไต่สวนแล้ว กำหนดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าจากไทยที่ 12.5%
ขณะที่ประเทศที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของสหรัฐฯ และมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) จะใช้อัตรา 10% แต่ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดรายการสินค้าบางส่วนที่ได้รับยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย ซึ่งไทยก็มีสินค้าหลายรายการได้รับการยกเว้นภาษี
ทั้งนี้ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาผลการไต่สวน โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ มี.ค. 69 และกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ แล้ว จึงขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการภาษีสหรัฐฯ จากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลทางการ เพราะผลการไต่สวนยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
สำหรับความคืบหน้าการเจรจา ART ขณะนี้ สาระสำคัญและหลักการของการเจรจาได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงในระดับเทคนิค เพื่อให้มีความสอดคล้อง ชัดเจน และรอบคอบ โดยฝ่ายไทยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
“การเจรจา ART เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราภาษีของสหรัฐฯ โดยไทยได้เร่งผลักดันการจัดทำความตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าและอัตราภาษีที่สอดคล้องกับสถานะของไทยและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้ โดยเป้าหมายของไทย คือ การสรุปการเจรจา ART เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง” นายกรนิจกล่าว
ทั้งนี้ อัตรา 19% เป็นกรอบอัตราที่ไทยเคยได้รับภายใต้การเจรจาในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ไทยเคยเผชิญอัตราภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA ที่ 36% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 19% ภายหลังการจัดทำกรอบความตกลงกับสหรัฐฯ และต่อมาสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนฐานกฎหมายในการใช้มาตรการทางภาษี และเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น การนำอัตราภาษีของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันในขณะนี้ จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบถ้วนว่าเป็นอัตราที่เกิดจากมาตรการหรือการไต่สวนในกรณีใด เนื่องจากแต่ละประเทศมีสถานะในการเจรจาและข้อผูกพันกับสหรัฐฯ แตกต่างกัน อีกทั้งอัตราที่ประกาศอยู่ในปัจจุบัน คือ กรณีแรงงานบังคับ ยังไม่สะท้อนผลจากการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และผลการเจรจา ART
ก่อนหน้านี้ เมื่อ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ทีมเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดของ ART หลังสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ และฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าจะพิจารณาอัตราภาษีของไทยอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้
บทความที่เกี่ยวข้อง:



