การก้าวขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจ” ของจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ทำให้โลกเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น จากการทำให้ดุลอำนาจโลกขยับ และมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯที่ครองความยิ่งใหญ่มานานนับตั้งแต่สงครามการโลกที่ 2 กำลังถูกท้าทายจาก “โลกหลายขั้ว” ดังนั้นจึงน่าจับตาการขยับตัวของจีนอย่างใกล้ชิด และจีนถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่ใกล้ชิดกับไทยมากที่สุดในเอเชีย นโยบายต่าง ๆ ของจีนย่อมส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในงานเสวนา “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) วิเคราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีลักษณะเป็น Finance-based Economy หรือเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการเงินเป็นหลัก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายประเภท โดยมีตลาดการเงินอย่าง Wall Street เป็นศูนย์กลางสำคัญ
เมื่อพิจารณาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะพบว่ามีมูลค่าหลักทรัพย์สูงมาก เช่น NVIDIA มีมูลค่าตลาดประมาณ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าขนาดเศรษฐกิจไทยประมาณ 10 เท่า รวมถึงยังมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง เช่น Microsoft และ Apple
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นแล้ว มีมูลค่าตลาดรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 70–80 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีอย่างเข้มงวด อาจส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่แตกในตลาดหุ้น ซึ่งอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่พึ่งพาภาคการเงินอย่างมาก
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจจีนมีลักษณะเป็น Production-based Economy หรือเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการผลิต โดยเฉพาะการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ทำให้จีนได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงงานของโลก
ขณะเดียวกัน จีนมีความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งจีนมีทรัพยากรประเภทนี้มากที่สุดในโลก และจีนยังเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในหลายภูมิภาค เช่น แอฟริกา ลาตินอเมริกา ออสเตรเลีย และเมียนมา
ดังนั้น จึงทำให้จีนมีความได้เปรียบในสองส่วนสำคัญ ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการผลิต และความสามารถในการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่สหรัฐฯ มีความเข้มแข็งในสองด้านหลัก คือ ภาคการเงิน และภาคบริการ โดยเศรษฐกิจภาคบริการของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งธุรกิจบันเทิง บริการสุขภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเทอร์เน็ต การค้าปลีก การค้าส่ง ประกันภัย ประกันชีวิต ธุรกิจอาหาร และอุตสาหกรรมกีฬา
คาดจีนใช้เทคโนโลยียกเครื่องอุตสาหกรรมเก่า–ใหม่
ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 5 ทางอธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ประเมินว่า จีนจะยังคงให้ความสำคัญกับการต่อยอดแนวทางภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569–2573) โดยเฉพาะแนวคิด “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” (New Quality Productive Forces) ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพการผลิตผ่านการใช้เทคโนโลยี ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เข้ากับภาคอุตสาหกรรมให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในโรงงานและกระบวนการผลิตได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผลงานวิจัยที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน พร้อมทั้งต้องมีกลไกและสถาบันที่เข้มแข็งเข้ามาสนับสนุน
นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่ (Local Conditions) เนื่องจากแต่ละมณฑลมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน เช่น มณฑลไห่หนานและมณฑลยูนนาน จึงต้องปรับแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของจีน คือ “การสร้างสิ่งใหม่ก่อนยกเลิกสิ่งเก่า” แม้นักวิชาการบางส่วนจะมองว่าอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพต่ำ หรือ Zombie Industry ควรถูกยกเลิก เนื่องจากเป็นภาระทางเศรษฐกิจ แต่แนวทางของจีนกลับให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งใหม่ให้ประสบความสำเร็จก่อนที่จะยกเลิกสิ่งเก่า
ขณะเดียวกัน จีนไม่ได้มุ่งทำลายอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งเทคโนโลยีเครื่องจักรกล เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยให้โรงงานและอุตสาหกรรมเดิมสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากหากปล่อยให้อุตสาหกรรมเดิมปิดตัวลงจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน รวมถึงธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเหล่านั้น
เทคโนโลยีสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจีน
ที่ผ่านมา ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญของจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มุ่งเน้นแนวคิด “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” และยังคงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 15
สมภพ อธิบายว่า แนวคิดพลังการผลิตคุณภาพใหม่มีความเกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเฉพาะแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxism) จะมีความเกี่ยวข้องกับวิถีการผลิต (Mode of Production) ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Production Relations) หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกระบวนการผลิต เช่น นายจ้างกับลูกจ้าง และพลังการผลิต (Productive Forces) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำแรงงานมนุษย์มาใช้ร่วมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้สูงขึ้น
แนวคิดเรื่องพลังการผลิตจึงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ผู้นำจีนให้ความสำคัญ และถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันจีนสามารถพัฒนาขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาได้อย่างใกล้เคียง และในบางสาขามีความก้าวหน้าเหนือกว่าสหรัฐอเมริกาแล้ว
“ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยยากจน เปิดประเทศมาได้ไม่กี่สิบปีจะก้าวหน้าก้าวแบบนี้ได้ยังไง ถ้าถามว่าจีนประสบความสำเร็จในการ Great Leap Forward หรือว่าก้าวกระโดดครั้งใหญ่ มันก็คือการพัฒนาเทคโนโลยี นี่แหละที่เป็นรูปธรรมที่สำคัญ” อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าว

ปัจจุบันจีนมีความก้าวหน้าและมีบทบาทเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายสาขา โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ คือ Embodied AI หรือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าไปทำงานร่วมกับอุปกรณ์
ปกติ AI มักถูกนำไปใช้งานผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอทั่วไป แต่หากนำ AI เข้าไปติดตั้งในตัวหุ่นยนต์ ก็จะกลายเป็น Embodied AI ซึ่งจีนกำลังมีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยีสาขานี้ เช่นเดียวกับการนำ AI ไปใช้ในรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ก็เป็นอีกตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์
นอกจากนี้ จีนยังเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน
สมภพ สะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน โดยยกตัวอย่างการจดทะเบียนสิทธิบัตร ซึ่งจีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีการจดสิทธิบัตรจำนวนมากที่สุดในโลก และมีมากกว่าสหรัฐอเมริกา
เทคโนโลยีจีนได้เปรียบด้านต้นทุน
การพัฒนาพลังการผลิตคุณภาพใหม่ของจีน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี สมภพ ประเมินว่า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI เช่น DeepSeek, Kimi และ Qwen ของ Alibaba ซึ่งมีบริการให้ใช้งานฟรี และมีโมเดลที่เปิดให้ผู้พัฒนานำไปใช้งานหรือต่อยอดได้ ต่างจากเทคโนโลยี AI ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะบริษัท OpenAI และ Anthropic ที่ส่วนใหญ่ให้บริการในลักษณะ Closed Source
ทั้งนี้ จีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุน เนื่องจากเทคโนโลยี AI จากจีนมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก และบางบริการสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แม้เทคโนโลยีจากจีนบางประเภทอาจยังมีคุณภาพไม่เทียบเท่ากับเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยราคาที่ต่ำกว่าและมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศส่วนใหญ่ของโลก และไม่ได้มีกำลังซื้อเทคโนโลยีราคาแพงมากนัก
ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำของจีนจึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศเหล่านี้สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้มากขึ้น
แนวคิดสำคัญของจีนยุคใหม่
สมภพ กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาประเทศจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยสรุปแนวคิดสำคัญไว้ 3 ประการ
ประการแรก การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศจีน โดยเฉพาะการยกระดับเทคโนโลยีและพลังการผลิต
ประการที่สอง ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งป้องกันไม่ให้การพัฒนาเศรษฐกิจนำไปสู่ปัญหาความมั่งคั่งกระจุกตัว หรือภาวะรวยกระจุกจนกระจาย นอกจากนี้ จีนยังต้องการให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาขยายไปสู่ประชาคมโลกด้วย โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือแบบพหุภาคี มากกว่าความร่วมมือแบบทวิภาคี
ประการที่สาม การตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและการต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว (Unilateralism) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และไม่สนับสนุนแนวทางที่ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้อำนาจตามอำเภอใจต่อประเทศอื่น

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับแนวทาง ความคิดริเริ่ม (Initiative) ในการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ข้อริเริ่มด้านการพัฒนาโลก (Global Development Initiative) ข้อริเริ่มด้านอารยธรรมโลก (Global Civilization Initiative) ข้อริเริ่มด้านความมั่นคงโลก (Global Security Initiative) และข้อริเริ่มด้านธรรมาภิบาลโลก (Global Governance Initiative)
7 สมรภูมิสงคราม สหรัฐฯ – จีน
สงครามเย็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว คือ จีนกับสหรัฐอเมริกา แม้ไม่รบกันโดยตรง แต่ใช้สมรภูมิอื่นแทน จากการวิเคราะห์ของ ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน โดยมองว่า ปัจจุบันโลกแบ่งออกเป็น 3 ขั้ว
- ขั้วแรก คือ Global North ประกอบด้วยสหรัฐฯ ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
- ขั้วที่สอง Global South ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล รวมถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหมา (Emerging Economies)
- ขั้วที่สาม คือ กลุ่มประเทศอิสลาม ซึ่งแตกตัวกันอยู่ แต่ถ้ากลุ่มนี้รวมตัวกันได้ก็จะกลายเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
ขณะที่ขั้ว Global North และขั้วGlobal South ต่างก็พยายามดึงกลุ่มประเทศอิสลาม เข้ามาเป็นพวก ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ วันนี้ เหมือนหนึ่งมหาสงคราม ที่ช่วงชิงการจัดระเบียบ
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจจะเห็นสมรภูมิ 7 รูปแบบ โดยไม่ได้เกิดการรบกันโดยตรง แต่ทำผ่านสงครามตัวแทน
- สมรภูมิที่หนึ่ง คือ การค้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): เช่น สงครามการค้าและภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และจีน
- สมรภูมิที่สอง คือ เส้นทางการขนส่ง ที่เป็นจุดคอขวดต่าง ๆ และจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab el Mandeb) และช่องแคบมะละกา (Malacca)เป็นต้น
- สมรภูมิที่สาม คือ ด้านการเงิน หลังหลายประเทศพยายามลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินและการค้าเป็นอาวุธ
- สมรภูมิที่สี่ คือ ควบคุมระบบข่าวสารข้อมูล ดาวเทียม และปฏิบัติการข่าวสารต่างๆ
- สมรภูมิที่ห้า คือ ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในด้านนโยบายการต่างประเทศ เช่น การสานสัมพันธ์กับทุกฝ่าย (Multi-Alignment) และสร้างความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ
- สมรภูมิที่หก คือ สงครามลูกผสมและสงครามนอกรูปแบบ โดยมีการเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองผ่านเครือข่ายประชาชน และการทำสงครามลับต่าง ๆ
- สมรภูมิที่เจ็ด คือ สมรภูมิ All-out War หรือ Military Conflicts โดยเป็นสมรภูมิที่ยกกำลังทหารและแสนยานุภาพมาปะทะและสู้รบกันจริงๆ เมื่อความขัดแย้งลุกลามถึงขีดสุด
จากโลกถึงดวงจันทร์ มหาอำนาจแย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก
แล้วสมรภูมิดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง ปิติ อธิบายว่า จุดยุทธศาสตร์แรก คือ พื้นดินใต้ทะเล จากการแย่งชิงทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และกลุ่มแร่ธาตุสำคัญที่หายาก (critical mineral) หรือกรณีพิพาท MOU 2544 พื้นที่ทับซ้อน ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เป็นการแย่งใช้สิทธิพื้นที่ไหล่ทวีปใต้ท้องทะเล
ที่ต่อมา จุดยุทธศาสตร์ถัดมา คือ ท้องทะเล ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ท่อส่งน้ำมัน และสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่เชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมทั่วโลก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการก่อวินาศกรรมและการทำสงครามรูปแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น กรณีความเสียหายของท่อส่งก๊าซจากรัสเซีย ที่ผ่านยูเครนไปยังยุโรป เป็นต้น
นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เช่น สะพาน ท่าเรือ และสนามบิน แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารระหว่างประเทศยกตัวอย่างโครงการ Digital Gateway ที่จีนกำลังพัฒนาโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเชื่อมโยงจากนครหนานหนิงไปยังบรูไน เพื่อขยายการเชื่อมต่อกับประเทศในอาเซียนภาคพื้นสมุทร
จุดยุทธศาสตร์ที่สาม คือ เส้นทางเดินเรือและช่องแคบสำคัญของโลก ซึ่งกำลังกลายเป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ยกตัวอย่างช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและพลังงานที่สำคัญของจีน โดยจีนเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากหากเกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีน จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้จีนพัฒนาโครงการ BRI เพื่อสร้างเส้นทางคมนาคมและขนส่งทางเลือก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกา
ขณะเดียวกัการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ยังขยายไปสู่พื้นที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติก โดยเฉพาะภูมิภาคแคริบเบียนและลาตินอเมริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกามองว่าเป็นพื้นที่สำคัญต่อความมั่นคงและอิทธิพลของตนเอง ตามแนวคิดหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) และนโยบายของสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คลองสุเอซ ทะเลแดง และช่องแคบบับเอลมันเดบ รวมถึงช่องแคบฮอร์มุสบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งสินค้าและพลังงานระหว่างประเทศ
ปิติ มองว่าพื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นจุดปะทุของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
จุดยุทธศาสตร์ที่สี่ คือ น่านฟ้า ซึ่งเป็นอีกพื้นที่สำคัญของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการบินระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะจีนที่สามารถพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่รุ่น COMAC C919 ได้ด้วยตนเอง และกำลังเร่งพัฒนาเครื่องบินรุ่น C929 เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเครื่องบินพาณิชย์ที่มีโบอิ้งของสหรัฐฯ และแอร์บัสของยุโรปเป็นผู้เล่นหลัก นอกจากนี้ จีนยังมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน
จุดยุทธศาสตร์ที่ห้า คือ พื้นที่ขั้วโลก โดยเฉพาะขั้วโลกเหนือที่รัสเซียและจีนกำลังร่วมมือกันพัฒนาเส้นทางเดินเรืออาร์กติก หลังการละลายของน้ำแข็งทะเลทำให้สามารถใช้เส้นทางเดินเรือได้มากขึ้นในบางช่วงของปี ขณะที่ขั้วโลกใต้ถูกมองว่าอาจกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในอนาคต เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งอาจทำให้มหาอำนาจสนใจสำรวจและเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่บนโลก แต่ยังขยายไปสู่อวกาศ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเทคโนโลยีดาวเทียม ทั้งดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารโทรคมนาคม และดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า ซึ่งใช้ประโยชน์ด้านการสื่อสารและการติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากตำแหน่งวงโคจรและคลื่นความถี่ที่เหมาะสมต่อการใช้งานมีข้อจำกัด จึงกลายเป็นอีกพื้นที่ที่ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันเข้าถึงและใช้ประโยชน์
ขณะเดียวกัน การแข่งขันยังขยายไปสู่อวกาศห้วงลึก (Deep Space) โดยเฉพาะ บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของภารกิจสำรวจอวกาศ หนึ่งในนั้นคือโครงการฉางเอ๋อ 7 (Chang’e-7) ของจีน ที่มีเป้าหมายสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์
ที่ผ่านมา ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง แต่คำถามสำคัญคือ ไทยจะสามารถปรับไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบหลายทิศทาง เพื่อประคองตัวและรักษาสมดุลทางอำนาจระหว่างสองขั้วมหาอำนาจได้หรือไม่ ?
บทความที่เกี่ยวข้อง:




