คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวนโยบายการต่างประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทาง และไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีโดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี พ.ศ. 2571
เสริมสร้างเสถียรภาพ โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ
ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย
ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย โดย
ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า ยาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค
มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MoU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้
สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย …
ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา
ประเทศไทยภายใต้คลื่นลมภูมิรัฐศาสตร์โลก
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการทูตของไทยในเวทีโลก จะเห็นว่าแยกไม่ออก จากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และปรับไปตามสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้น
ยุคสงครามเย็น (คริสต์ทศวรรษ 1950 – 1970)
พ.ศ. 2497 (1954) นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์เต็มตัว ไทยร่วมลงนามจัดตั้ง SEATO (องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์
พ.ศ. 2510 (1967) ร่วมก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความร่วมมือและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ.ศ. 2518 (1975) นโยบายเปิดความสัมพันธ์กับจีน ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปเยือนจีน พบประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเริ่มปรับสมดุลนโยบายต่างประเทศ ไม่พึ่งพาสหรัฐฯเพียงฝ่ายเดียว
ยุคเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
พ.ศ. 2531 (1988) นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญในการพลิกฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มอินโดจีน (เวียดนาม กัมพูชา ลาว) ยุติความขัดแย้งทางทหารแล้วเปลี่ยนมาเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจแทน
พ.ศ. 2540 (1997) นโยบายการทูตเชิงรุกหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยมุ่งเน้นการทูตเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผลักดันความร่วมมือพหุภาคี และเริ่มมีบทบาทนำในระดับสากล เช่น ศุภชัย พานิชภักดิ์ ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)
ยุคการทูตประชานิยมและทวิภาคี
นโยบายทักษิโนมิกส์ (Thaksinomics / Forward Engagement) รัฐบาลเน้นเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) แบบทวิภาคีกับหลายประเทศ (เช่น ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น) และสร้างเวทีความร่วมมือใหม่ ๆ เช่น ACD (กรอบความร่วมมือเอเชีย) เพื่อยกฐานะให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ยุครักษาความสมดุล
เน้นความมั่นคงภายในและการรักษาระยะห่างจากตะวันตกหลังการรัฐประหารปี 2557 ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกตึงเครียดขึ้นชั่วคราว นโยบายต่างประเทศของไทยจึงเอนเอียงเข้าหา จีน มากขึ้นในมิติเศรษฐกิจและการทหาร เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง การจัดซื้ออาวุธ
พ.ศ. 2565 (2022) ไทยเป็นเจ้าภาพ APEC 2022 ใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณเปิดประเทศกลับสู่เวทีโลกหลังโควิด-19 และยึดแนวทางความยั่งยืนผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)
การทูตในยุคโลกหลายขั้ว
พ.ศ. 2566 – 2567 นโยบาย “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” (Proactive Economic Diplomacy) รัฐบาลไทยเดินสายดึงดูดทุนยักษ์ใหญ่ (Tech Giants) เพื่อย้ายฐานการผลิต Data Center, Cloud และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (EV, Semiconductor) เข้าไทย ควบคู่กับการประกาศจุดยืนสมัครเข้าเป็นสมาชิกทั้ง BRICS และ OECD เพื่อถ่วงดุลอำนาจระหว่างขั้วตะวันตกและตะวันออก
พ.ศ. 2568 – 2569 ยกระดับสู่ “การทูตเชิงรุกที่ตอบโจทย์ประชาชน” (Proactive Diplomacy for the People) ภายใต้กรอบโครงสร้างโลกหลายขั้ว (Multipolar World) รัฐบาลปัจจุบัน ได้วางหมุดหมายสำคัญไว้ 4 มิติหลัก:
- การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์: เป็นมิตรกับทุกฝ่าย (Friend to All) ไม่เลือกข้าง แต่เพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจรองเพื่อกระจายความเสี่ยง
- ร่วมกำหนดระเบียบโลกใหม่: เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มความร่วมมือสำคัญทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมอย่างฉับไว
- แก้ปัญหาข้ามพรมแดนแบบจับมือเพื่อนบ้าน: ยกระดับนโยบายสกัดกั้นและปราบปรามภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ ปัญหายาเสพติด และฝุ่นควันข้ามแดน
- เดินหน้าความมั่นคงทางพลังงาน: เร่งเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) กับประเทศเพื่อนบ้าน (เช่น กัมพูชา) เพื่อจัดหาแหล่งพลังงานใหม่
ที่มา: กระทรวงต่างประเทศ







