กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 (1 ม.ค. – 31 มี.ค.) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน ลดลง 2.43% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ทั้งนี้รายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งหมดอยู่ที่ 7.28 แสนล้านบาท ปรับลดลง 0.40% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากรายได้ชาวต่างชาติ 4.53 แสนล้านบาท ลดลง 1.93% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงเติบโต 2.21% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 2.75 แสนล้านบาท

ในปีนี้ ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มระยะไกล (Long haul) หลายประเทศทำสถิติสูงสุดใหม่ อาทิ รัสเซีย เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน ตลาดหลักยังคงเป็นกลุ่มระยะสั้น (Short haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน การยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมกีฬานานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งกระทบต่อเส้นทางบินจากตะวันออกกลางในฐานะศูนย์กลางที่สำคัญของเที่ยวบิน Long haul ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมาประเทศไทยลดลง และนักท่องเที่ยวยุโรปบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนมาใช้เที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทยแทน
ผลกระทบท่องเที่ยวชัดขึ้น
ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 – 19 เม.ย. มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 1.5 ล้านคน ลดลง 10.65% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า วิกฤตตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวไทยชัดเจน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน เม.ย. ปรับลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางที่หดตัวต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านเส้นทางการบิน เนื่องจากสายการบินในภูมิภาคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และเปิดให้บริการเพียงบางเส้นทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี
ทั้งนี้หลังเทศกาลสงกรานต์ จำนวนผู้โดยสารต่างชาติเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูง ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกทยอยปรับขึ้นค่าโดยสารและลดจำนวนเที่ยวบิน อีกทั้งหลายประเทศยังเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ซึ่งยิ่งกดดันการเดินทางระหว่างประเทศ
คาดไตรมาส 2 นักท่องเที่ยวหดอีก 9.2%
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมการบินโลก โดยในช่วงเดือนมี.ค. – มิ.ย. 2569 มีการปรับลดแผนการบินระหว่างประเทศแล้วมากกว่า 150,000 เที่ยวบิน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า อุตสาหกรรมการบินยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของต้นทุนทั้งหมด โดยต้นเดือนเม.ย. 2569 ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งขึ้นกว่า 129% จากสิ้นปี 2568 แตะระดับ 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางยุโรป–ไทยในเดือนเดียวกันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 58% และกระทบความต้องการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย อาจเพิ่มความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในบางประเทศ และนำไปสู่การลดลงของจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ซึ่งจะซ้ำเติมภาคธุรกิจการบิน
จากปัจจัยดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัว 9.2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือประมาณ 6.49 ล้านคน จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ความเชื่อมั่นการเดินทางที่ลดลง ราคาตั๋วโดยสารที่สูงขึ้น ต้นทุนน้ำมันที่เร่งตัวมากกว่า 100% และความเสี่ยงด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวยังมีแรงพยุงจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น จีนและอินเดียที่ยังเติบโตได้ดี รวมถึงไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




