รัฐบาลลดความเสี่ยงแหล่งพลังงานใหญ่ ที่ไทยพึ่งพามายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษอย่างตะวันออกกลาง ทำให้ต้องเตรียมหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะจากรัสเซียที่ถือว่าเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย แม้จะยังมีความเสี่ยงเผชิญกับการตอบโต้ของสหรัฐหากต้องซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า วิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับไทยในการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
สีหศักดิ์ ระบุว่า “สิ่งที่เราตระหนักได้จากวิกฤตในตะวันออกกลางครั้งนี้คือ เราจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงาน เราต้องมองหาแหล่งใหม่ ๆ เพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด”
หากไทยพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเพียงแห่งเดียว เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยอ้างถึงปัญหาที่เรือบรรทุกน้ำมันต้องเผชิญในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดล้อม จึงเป็นเหตุผลที่ไทยกำลังพิจารณาพลังงานจากรัสเซีย ทั้งก๊าซ น้ำมัน และปุ๋ย
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันแล้วเกี่ยวกับกลไกทางการเงินสำหรับการค้าภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับเสริมว่า แม้จะยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่รัสเซียและไทยยังสามารถใช้ช่องทางที่เหมาะสมและได้รับอนุญาตในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันได้
ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์เดินทางเยือนกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ระหว่าง 12-15 ส.ค. 69 เพื่อประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation JC) ครั้งที่ 9 พร้อมทั้งนำภาคเอกชนเจรจาขยายการค้า การลงทุน แสวงหาโอกาสใหม่ ผลักดันการเจรจา FTA ไทย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)
รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 36 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ประกอบด้วย 5 ประเทศสมาชิก ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซ เบลารุส และอาร์เมเนีย
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สงคราม ไทยเริ่มนำเข้าพลังงานจากแหล่งอื่น นอกจากตะวันออกกลาง โดยมีการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐเพิ่มขึ้น รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และที่เพิ่มขึ้นตามมา คือ จากอาฟริกา คือ แองโกลา ไนจีเรียและลิเบีย

สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต (สศช.) รายงาน “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งของตะวันออกกลาง” ระบุว่าภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 20.6% ของปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลกสถานการณ์ความขัดแย้งได้ส่งผลรุนแรงต่ออุปทานพลังงานโลก
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากอุปทานที่ลดลงดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากการเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา ยุโรป รัสเซีย รวมถึงแอฟริกา รวมถึงการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินของสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) รวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการระบายน้ำมันสำรองในปริมาณสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาการตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบโลกและมีส่วนช่วยให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในระยะเวลาต่อมา
โดยคาดว่ากลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างรุนแรงเนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงประมาณ 56% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมดในปี 2568

อย่างไรก็ดี ในช่วงของสถานการณ์ความไม่สงบ ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกลับเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ อีกทั้งยังได้มีการกระจายการนำเข้าพลังงาน (Supplier Diversification) จากประเทศต้นทางอื่นเพื่อเป็นการทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ สหรัฐฯ รัสเซีย บราซิล และภูมิภาคแอฟริกา เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างสัดส่วนการนำเข้าของประเทศในภูมิภาคเอเชียในช่วง มี.ค.-พ.ค. 2569 ที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง 40% ลดลงจาก 56% ในปี 2568 แต่ชดเชยโดยการนำเข้าจากประเทศรัสเซีย สหรัฐฯ บราซิล แองโกลา และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นแทน
นอกจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติแล้ว ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าสำคัญอีกหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อาทิ แนฟตา เมทานอล แอมโมเนีย พลาสติก ก๊าซฮีเลียม รวมถึงแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ ยูเรีย กำมะถัน และอะลูมิเนียม ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ระดับราคาสินค้าดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสะท้อนการขาดแคลนอุปทานการส่งออกจากตะวันออกกลาง
เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาและมูลค่าการส่งออกของสินค้าแต่ละประเภทพบว่ามีความแตกต่างกันออกไป โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (สัดส่วนการส่งออกจากตะวันออกกลางเฉลี่ยประมาณ 13.0%) พบว่ามูลค่าการค้าในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2569 ยังมีระดับใกล้เคียงกัน แต่ในไตรมาสที่ 2 พบว่าประเทศผู้นำเข้าเพิ่มการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ที่ได้เพิ่มสัดส่วนการส่งออกในสินค้าสำคัญหลายชนิดทั้งแนฟตา ก๊าซฮีเลียม และโพรเพน เช่นเดียวกับรัสเซียที่มีการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกแอมโมเนีย และก๊าซฮีเลียม ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น จีน แคนาดา และสิงคโปร์ต่างมีการเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขึ้นเช่นเดียวกัน ภายใต้การกระจายการนำเข้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ระดับราคาของสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวลดลงตามลำดับ
ส่วนยูเรีย (สัดส่วนการส่งออกจากตะวันออกกลาง 30.6%) พบว่าในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 มูลค่าการส่งออกยูเรียปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการส่งออกยูเรียของหลายประเทศเพื่อป้องกันการขาดแคลนปุ๋ยเคมีภายในประเทศ1 ประกอบกับการเพิ่มการส่งออกยูเรียของสหรัฐฯ รัสเซีย รวมถึงมาเลเซีย ส่งผลให้ราคายูเรียปรับตัวลดลงใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ความขัดแย้ง
ขณะที่สินค้าบางชนิดยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกำมะถันและอะลูมิเนียม (สัดส่วนการส่งออกจากตะวันออกกลาง 18.8% และ 44.9% ตามลำดับ) เนื่องจากการลดลงของอุปทานจากตะวันออกกลางยังไม่สามารถชดเชยได้ด้วยอุปทานจากภูมิภาคอื่น ซึ่งหากระดับราคาของสินค้าดังกล่าวยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ภาวะขาดแคลนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุตสาหกรรม ขณะที่กำมะถันเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการถลุงโลหะ
ทั้งนี้ การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานของสินค้าต่าง ๆ ในช่วงของสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโลกในการปรับตัวต่อผลกระทบการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังเป็นไปอย่างจำกัด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




