การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ของอาเซียน เป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา และสนับสนุนแนวทางการกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement)
อ่านเพิ่มเติม: ไทยฟื้นบทบาทในอาเซียน เสนอ 3 แนวทางสร้างความแข็งแกร่ง
แนวนโยบายของไทย อนุทิน ชายซีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศไว้ในช่วงการเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเมียนมาในครั้งนี้ มีการหารือและตกลงในระดับทวิภาคีในหลายประเด็น ทั้งผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน
อนุทิน เสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

ในด้านเศรษฐกิจ มีการหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา พร้อมยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ในด้านแรงงาน ได้มีการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ
สำหรับประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
อนุทินและ มิน ออง ไลง์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ
- บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน
- ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
- บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลลัพธ์จากการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือในวันนี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย–เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา ทั้งยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่จะกระชับความร่วมมือไทย–เมียนมาในทุกมิติ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




