กระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกของไทยในเดือนมี.ค. 69 มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์ มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ที่ 18.7% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 19.3%

ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง แรงส่งในช่วงที่มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงระยะสั้น ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพ ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
ผลกระทบจากการ ชะงักงันของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่สงบเริ่มส่งสัญญาณในตลาดตะวันออกกลางที่กลับมาหดตัว
ทั้งนี้ การส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 17.6% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และ ยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 17.0% มูลค่าการค้ารวม ซึ่งมูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์ เดือนมี.ค. 69 การส่งออก มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 38,496.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.7% ดุลการค้า ขาดดุล 3,339.5 ล้านดอลลาร์
ภาพรวม 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 105,646.4 ล้านดอลลาร์ขยายตัว 32.4% ดุลการค้า ขาดดุล 9,476.6 ล้านดอลลาร์
ตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี นำโดยกลุ่มตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และ อาเซียน ที่มีสินค้ากลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผนวกกับการขยายตัวในระดับสูงของ ตลาดรองโดยเฉพาะเอเชียใต้และทวีปออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม การส่งออกในบางตลาดยังคงเผชิญความท้าทาย อาทิ ตลาดจีนและ CLMV รวมถึงตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์

ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
(1) ตลาดหลัก ขยายตัว 20.2% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 41.9% ญี่ปุ่น 9.1% สหภาพยุโรป 21.9% และอาเซียน 25.0% ขณะที่ หดตัวในตลาดจีน 1.1% CLMV 0.1%
(2) ตลาดรอง ขยายตัว 21.6% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 123.3% ทวีปออสเตรเลีย 56.2% ทวีปแอฟริกา 5.0% ลาตินอเมริกา 26.2% และสหราชอาณาจักร 14.6% ขณะที่หดตัวในตลาดตะวันออกกลาง 57.1% รัสเซียและ CIS 38.9%
(3) ตลาดอื่น ๆ หดตัว 35.4%
ตลาดตะวันออกกลาง หดตัวร้อยละ 57.1 (หดตัวในรอบ 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และ ส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และข้าว สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2569 หดตัว 13.2%
แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป
แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังอยู่ในทิศทางที่ขยายตัวจากปีก่อน ด้วยแรงหนุนของการปรับเปลี่ยนไปใช้ คอมพิวเตอร์และมือถือที่รองรับการประมวลผล AI และการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง
แนวโน้มส่งออกยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อการขนส่งโลจิสติกส์ และ ราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการบริโภคของประเทศคู่ค้าที่จะชะลอลง รวมถึงความเสี่ยงจากการดำเนินมาตราการทางการค้าใหม่ ๆ ของสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต
ส่งออกขยายตัวเกินกว่าคาดการณ์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการส่งออกไทยเดือนมี.ค. 2569 ขยายตัวสูง 18.7% สวนทางกับที่คาดการณ์ว่าจะเห็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การส่งออกไปยังตะวันออกกลางหดตัวแรงที่ -57.1% โดยการส่งออกหดตัวในเกือบทุกสินค้าเนื่องจากการขนส่งทางเรือที่ชะงักงันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอุปสงค์ที่ลดลงในช่วงภาวะสงครามอย่างไรก็ดี การส่งออกที่หดตัวกระทบต่อภาพรวมการส่งออกไทยไม่มาก (contribution to growth -2.5%)
ทั้งนี้ แนวโน้มการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2/2569 จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย
การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงที่ 43.8% แม้ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการส่งออกไทย (contribution to growth 9.2%) โดยสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ยังมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ได้แก่ คอมพิวเตอร์ (ไม่รวม HDDs) และอุปกรณ์สื่อสาร และคาดว่า
วัฏจักรความต้องการสินค้ายังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยการส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วง 20 วันแรกของเดือนเม.ย. ขยายตัวสูง 49.4% มาจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งกร่ง
การเร่งส่งออกสินค้าบางรายการที่เคยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี Reciprocal tariffs อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 28.6%YoY โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดดังกล่าวคาดว่าจะเร่งตัวต่อเนื่องจนกว่าสหรัฐฯ จะมีการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังได้รับปัจจัยหนุนชั่วคราวจากการส่งออกสินค้าในหมวดอากาศยานที่ขยายตัวเกินกว่า 2,000%
ในปี 2569 การส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวไม่ต่ำกว่ากรณีฐานของกระทรวงพาณิชย์ที่ 3% แม้ว่าการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางจะหดตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และ data center ยังหนุนการส่งออกไทยมากกว่าที่ประเมิน
ขณะที่การนำเข้าก็คาดว่าจะขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้เช่นกันตามการส่งออกที่ยังขยายตัวดี ส่งผลให้ดุลการค้า (ฐานศุลกากร) มีแนวโน้มขาดดุลมากกว่าที่เคยคาดการณ์
ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า
SCB EIC ระบุว่าการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)
ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก โดยมูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อน
SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5%
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)
ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง
ที่มา: ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนมีนาคม 2569
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





