Joseph Stiglitz ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ค เขียนวิเคราะห์และวิจารณ์ระบบทุนนิยมของสหรัฐในสมัยนี้ บทความชื่อว่า Trump’s Un-American Capitalism หากมองจากชื่อบทความ จะเห็นว่า Stiglitz วิจารณ์ระบบทุนนิยมของทรัมป์ว่าไร้ความเป็นอเมริกา และเขาอธิบายต่อในบทความว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังอนุญาติให้การทุจริตเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผย
ในอีกมุมหนึ่ง Jodi Vittori อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Georgetown วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่อเมริกาจะเดินหน้ากลายเป็นประเทศที่เป็น Kleptocracy หรือคณาธิปไตย ในบทความ Is America a Kleptocracy? เธอยกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และอิทธิพลของ Elon Musk ที่เข้ามาสร้างบรรทัดฐานที่แปลกและมึนงงในรัฐบาลสหรัฐ
และสุดท้าย หนังสือเรื่อง State Capitalism: How the Return of Statism is Transforming the World เขียนโดย Joshua Kurlantzick นักวิชาการอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญเขตพื้นที่เอเชียตะวันออกเชียงใต้ จาก Council on Foreign Relations ให้มุมมองว่า ในระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกเห็นการเคลื่อนไหวจากการเป็นระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรีมุ่งไปสู่การเป็นทุนนิยมโดยรัฐมากขึ้น
ระบบทุนนิยมของสหรัฐเปลี่ยนไป
Stiglitz วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังทำให้เกิดทุนนิยมแบบพรรคพวกและเป็นการทุจริตอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับรากฐานของสถาบันที่อเมริกาสร้างขึ้นมาเอง ทั้งนี้ ผู้ชนะในการแข่งขันยุคใหม่จะไม่ใช่เพราะว่าเขาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่เป็นเพราะว่าเขาคือผู้ประจบประแจงผู้นำประเทศที่เก่งที่สุดต่างหาก
คำพูดของ Stiglitz มีความเสียดสี และในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าการค้าขายในยุคสมัยนี้อาจไม่ได้พึ่งแต่ความสามารถในการคิดและพัฒนาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ แต่ต้องมาพร้อมกับความสามารถในการเข้าหารัฐบาลอีกด้วย
Stiglitz อธิบาย สิ่งที่ทำให้ระบบทุนนิยมของอเมริกามีความแตกต่างและโดดเด่นก็คือ การเป็น ‘strict private ownership of firms’ หรือแปลว่าการที่ภาคเอกชนนั้นเป็นเจ้าของบริษัทอย่างเคร่งครัด ในทางกลับกัน ระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นในประเทศจีนหรือรัสเซีย รัฐบาลจะเป็นเจ้าของร่วมด้วยกับบริษัทเอกชนอย่างแนบเนียน และในตอนนี้ Stiglitz โต้ว่าสหรัฐกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับประเทศจีนและรัสเซียแล้ว
Stiglitz กล่าว เขาสนับสนุนแนวคิดที่รัฐบาลสามารถและควรมีบทบาทต่อเศรษฐกิจสหรัฐมาตลอด และรัฐเองก็ทำได้หลายช่องทางไม่ว่าจะผ่านนโยบายอุตสาหกรรม หรือการดูแลความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ภาคเอกชนและผลประโยชน์ส่วนรวม แต่การดำเนินการต่างๆ ต้องมีระบบรองรับที่ชัดเจน ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีความโปร่งใส ความเป็นกลาง และปราศจากกิจกรรมที่เอื้อเฟื้อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมือง
State Capitalism: รัฐบีบคั้น หรือ เอกชนสมัครใจ?
เหตุผลที่ Stiglitz กล่าวหารัฐบาลสหรัฐว่าเข้ามายุ่งเกี่ยว ควบคุมภาคเอกชน และก่อให้เกิดระบบทุนนิยมแบบ State Capitalism ก็มาจากพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา
มีรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์เจรจากับบริษัทด้าน AI ไม่ว่าจะเป็น Anthropic, OpenAI และบริษัทอื่นๆ การเจรจาเหล่านี้อาจนำไปสู่การที่บริษัทต้องสละหุ้นบางส่วนให้แก่รัฐบาลอย่าง ‘สมัครใจ’ เหตุการณ์ลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซีย เพราะปูตินเองก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอำนาจหรือ Oligarchy ด้วยความ ‘สมัครใจ’ เช่นกัน
นอกจากรัสเซียแล้ว เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในประเทศอื่น อย่างเช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย กลุ่มคนรวยเคยโดนกักขังในโรงแรมเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างช่วงปี 2017-2018 และถูกปล่อยตัวหลังจากพวกเขายอมมอบหุ้นบางส่วนให้แก่รัฐบาล หรือแม้แต่ประเทศจีนที่ Jack Ma ต้องลดบทบาทตัวเองลงและหายตัวไประยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่พูดต่อว่ารัฐบาลจีน Stiglitz สะท้อนว่าเมื่อเวลาผ่านไป เจ้าของทำธุรกิจเรียนรู้ที่จะไม่ท้าทายรัฐบาลของพวกเขา
ทั้งนี้ Stiglitz มองว่า ทรัมป์คงไม่ลงมือปฏิบัติอย่างสุดโต่งอย่างปูตินหรือสีจิ้นผิง แต่แนวทางที่รัฐบาลทรัมป์ดำเนินการนั้นก็อดให้ชวนคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลพยายามต้องการที่จะได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากบริษัทด้าน AI ที่โตเร็วอย่าง Anthropic
รัฐบาลทรัมป์ได้ออกคำสั่งแบนการส่งออกเครื่องมือ AI ที่ก้าวหน้าที่สุดของบริษัท Anthropic อย่างกะทันหัน และรัฐบาลยังเดินหน้าเปิดฉากหารือกันต่อ ซึ่งสื่อได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลต้องการอะไรบางอย่างจากเทคโนโลยีของ Anthropic
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐ ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐเคยออกมาเรียกร้องให้บริษัทอย่าง Nvidia และ AMD แบ่งรายได้ 15% จากยอดขายที่ขายได้ในประเทศจีนให้แก่รัฐบาลสหรัฐ เพื่อแลกกับการแบนการส่งออก
Stiglitz เล่าว่า ทรัมป์เอาเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติมาเป็นข้ออ้างในการสั่งแบน เพื่อแลกกับการได้เงินไม่กี่พันล้านดอลลาร์ และหลังจากนั้นไม่ถึงสองสัปดาห์ บริษัท Intel ก็มอบหุ้น 10% ให้กับรัฐบาลสหรัฐอย่าง ‘สมัครใจ’ เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเงินที่พวกเขาควรจะได้รับอยู่แล้วภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้
จากเหตุการณ์ต่างๆ เราสามารถเริ่มเห็นรูปแบบการแทรกแซงของรัฐบาลทรัมป์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสั่งแบน การเจรจาเพื่อให้รัฐบาลได้หุ้น หรือส่วนแบ่งของรายได้เป็นต้น
ทุนนิยมโดยรัฐ คำนึงผลประโยชน์ส่วนรวมจริงหรือ ?
หลังจากที่มีพฤติกรรมต่างๆ เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลออกมาอ้างว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ที่มุ่งไปสู่ระบบทุนนิยมโดยรัฐ จะเป็นการรับประกันว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม Stiglitz วิจารณ์ว่า หากนี้คือเป้าหมายของรัฐจริงๆ รัฐบาลควรจะสนับสนุนการจัดเก็บภาษีจากกำไรของบริษัทเอกชน ซึ่งมีไว้เพื่อรับประกันว่าจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน และในเวลาเดียวกันก็เพื่อเป็นการยอมรับว่าบริษัทเอกชนเองก็ได้รับผลประโยชน์จากสินค้าบริการสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงนั้น รัฐบาลทรัมป์กลับทำลายการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 ภาษีที่จัดเก็บได้จากกำไรของบริษัทเอกชนสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลเป็นมูลค่าได้ 2.6% ของ GDP ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของระดับดังกล่าว ทั้งที่สัดส่วนของกำไรภาคธุรกิจเอกชน (เมื่อเทียบกับ GDP) ได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว
ในมุมของ Stiglitz เขามองว่ารัฐบาลทรัมป์นั้นเป็นรัฐบาลที่ทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ทั้งการเข้าไปถือหุ้นของบริษัทเอกชน การขับเคลื่อนด้วยระบบพวกพ้อง การลงทุนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และเขามองว่าการกระทำเหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเสรีของสหรัฐบิดเบือนมากยิ่งขึ้น
ระบบทุนนิยมทรัมป์ นำไปสู่อะไร ?
ทั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์ต่อว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมในสหรัฐจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง Stiglitz มองเป็นสองประเด็นใหญ่ และโดยรวมเขามองว่าระบบทุนนิยมแบบ Republican นั้นสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้
- ประการแรก ระบบทุนนิยมลักษณะนี้จะส่งผลให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง และผลักดันให้สังคมเข้าสู้ระบบ Oligarchy หรือคณาธิปไตยมากขึ้น ระบบคณาธิปไตยคือรูปแบบการปกครอง หรือโครงสร้างอำนาจทางสังคมที่อำนาจทั้งหมดตกอยู่กับกลุ่มที่มีอิทธิพล (Elite) ซึ่งคนเหล่านี้มีอำนาจและเส้นสายทางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบาย
- ระบบทุนนิยมโดยรัฐอาจทำลายความมั่นคงของอเมริกาด้วยเช่นกัน Stiglitz มองว่า รากฐานสถาบันที่มั่นคงและรวมไปถึงหลักนิติธรรมที่แข็งแรงนั้น จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
ทว่า การกระทำของทรัมป์และรัฐบาลกลับย้อนแย้งกับรากฐานของสถาบันที่สหรัฐสร้างขึ้นมา ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลมีความชอบทำที่จะเข้าส่งเสริมและกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ อย่างเช่น AI ที่ผลกำไรของภาคเอกชนอาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสาธารณะ
แต่การแทรกแซงของรัฐบาลนั้น Stiglitz ย้ำว่าต้องเป็นไปตามหลักของระบบนิติธรรมและต้องยอมรับการตรวจสอบจากสถาบันที่เป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นการเดินหน้าหาผลประโยชน์ส่วนตัว
และสุดท้าย อเมริกาภายใต้การบริหารของทรัมป์อาจถูกกำหนดให้ต้องอยู่กับระบบทุนนิยมแบบพวกพ้อง แทนการเป็นประเทศที่มีกลยุทธ์ทางอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จ
สหรัฐจะกลายเป็น Kleptocracy หรือไม่ ?
ในอีกมุมมองหนึ่ง มีการพูดคุยถึง Kleptocracy (หรือ คณาธิปไตย) ซึ่งหมายถึงระบบระบบพวกพ้องกินเมือง ซึ่งโดยปกติแล้ว แนวคิดเรื่องนี้มักนำมาถูกใช้กับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือเป็นเผด็จการเสียมากกว่า แต่ตอนนี้กลับถูกมาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐ
และหากถามว่า Kleptocracy ต่างกับทุนนิยมโดยรัฐอย่างไร? สามารถมองได้ว่า Kleptocracy คือการที่ผู้นำยักยอกเงินภาษีและทรัพย์สินของรัฐอย่างเป็นระบบเพื่อความร่ำรวยมั่งคั่งส่วนตัว และในฝั่งของ ทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ต่างๆ เพื่อบริหารและขับเคลื่อนประเทศ
ฉะนั้นแล้ว สามารถมองได้ว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับความคลุมเครือที่เส้นแบ่งระหว่าง ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ กับ ‘ผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวของผู้มีอำนาจ’
อำนาจรัฐและทุนใหญ่ Elon Musk
Vittori มองว่า มีความเป็นไปได้ที่คำสั่งการและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐในอนาคตจะผลักดันประเทศไปสู่ความเป็น Kleptocracy มากขึ้น สังเหตุง่าย ๆ ได้จากการตัดสินใจหรือการกระทำที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง Elon Musk และรัฐบาลทรัมป์
เป็นที่ทราบกันดีว่า Elon Musk เป็นผู้สนับสนุนทรัมป์และยังเป็นผู้ที่บริจาคเงินให้ทรัมป์อย่างมหาศาลถึง 277 ล้านดอลลาร์ ในช่วงก่อนเลือกตั้ง จนวันที่ทรัมป์เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่สอง ความกังวลในเรื่องของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างทุนและอำนาจรัฐก็เพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ Elon Musk ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานรัฐพิเศษ (Special Government Employee) ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งตำแหน่งนี้ของ Musk เขาดูแลและกำกับ Department of Government Efficiency (DOGE) โดยมีเป้าหมายของหน่วยนี้คือเพื่อตัดงบประมาณรัฐ (Federal Spending) ที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งหน้าที่นี้อนุญาตให้ Musk มีอำนาจในการชี้ขาดงบประมาณและปรับลดโครงสร้างกระทรวงต่างๆ
และในเวลาเดียวกัน บริษัทต่างๆ ของ Musk ไม่ว่าจะเป็น SpaceX Tesla หรือ Starlink ก็มีสัญญากันรัฐบาลกลางสหรัฐมากมายถึง 52 ฉบับใน 7 หน่วยงาน
ข้อเท็จตรงนี้รวมกับการที่ Musk เป็นหน่วยตรวจสอบเองด้วย ทำให้ Musk อยู่ในสถานะที่เป็นทั้งผู้ถืออำนาจรัฐและกำหนดนโยบายให้บริษัทตัวเอง ซึ่งขัดกับหลักธรรมาภิบาล และทำให้เกิดประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ทั้งนี้ทั้งนั้น Vittori ชี้ หากในอนาคตการทุจริตระดับสูงเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในรัฐบาล เจ้าหน้าที่ระดับล่างอาจเริ่มเลียนแบบและกล้าที่จะรับสินบนเช่นกัน และ Vittori เตือนถึงการเข้ามาของมหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ว่า หากคนกลุ่มนี้เข้ามาแทรกแซงและกำหนดทิศทางของรัฐบาลเพื่อปกป้องความมั่นคงและอำนาจของตัวเอง แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เมื่อวันนั้นมาถึง สหรัฐจะเข้าสู่การเป็นระบอบของ Kleptocracy อย่างสมบูรณ์
และก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ Joe Biden ได้พูดเตือนเอาไว้ว่า “an oligarchy is taking shape in America” หรือกระบวนการคณาธิปไตยได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในสหรัฐ
ทุนนิยมโดยรัฐเป็นอันตรายต่อ Young Democracies
หากตั้งคำถามว่าทุนนิยมโดยรัฐว่ามีผลอะไรต่อประชาธิปไตย ก็คงไม่มีคำตอบเดียวเพราะผลกระทบนั้นซับซ้อนและขึ้นอยู่กับบริบทประเทศนั้นๆ
ในหนังสือ State capitalism: How the Return of Statism is transforming the world นักวิชาการ Kurlantzick ให้คำนิยามของทุนนิยมโดยรัฐว่า เป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมหรือใช้อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างน้อยหนึ่งในสาม
ทั้งนี้ ยังมีข้อสังเกตุว่าประมาณช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา หรือ Developing countries นั้นมีการเปลี่ยนแปลงจาก Free Market Capitalism ไปสู่การเป็น Modern State Capitalism เพิ่มขึ้น Kurlantzick อธิบายว่าทุนนิยมโดยรัฐสมัยใหม่คือการผสมผสานระหว่าง Traditional state Economic Planning และปัจจัยเรื่องของ Free Market Competition อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดการค้าเสรีหรือการลงทุนจากต่างประเทศ
เนื่องจาก Kurlantzick ศึกษาเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวประเทศในเอเชีย เขาให้มุมมองว่าประเทศอย่างสิงค์โป เวียดนาม และจีน รัฐบาลเข้ามาใช้อำนาจควบคุมบางอย่างเพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มต้นและเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ
และในส่วนของประเทศที่เป็น Democratic State Capitalist เช่น บราซิล อินเดีย หรืออินโดนีเซียเอง เขาสะท้อนว่าประเทศเหล่านี้สามารถรักษาสมดุลระหว่าง ‘Economic statism’ หรือแนวคิดที่รัฐเข้ามามีบทบาทและควบคุมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และ ‘Political Freedom’ หรืออิสระทางการเมืองได้ดี ตีความได้ว่าบราซิล อินเดีย และอินโดนีเซียยังความเป็นอิสระทางการเมืองได้ดีถึงแม้จะมีการแทรกแซงจากรัฐบาลบ้างนั้นเอง
ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่อ่อนแอกว่า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และรวมถึงประเทศไทย การมีระบบทุนนิยมโดยรัฐจะเป็นการทำร้ายอิสรภาพทางการเมืองและอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมือง
Kurlantzick อธิบายต่อว่า ประเทศไทยและมาเลเซียถือเป็น Young democracies หรือเรียกได้ว่าเป็น ประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านมาเป็นประชาธิปไตยได้ไม่นาน ฉะนั้นแล้ว การมีอยู่ของทุนนิยมโดยรัฐในประเทศลักษณะนี้ จะมีโอกาสที่ระบบทุนนิยมโดยรัฐจะทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจเข้าไปอยู่ในกำมือคนเพียงไม่กี่คน และสิ่งนี้จะทำให้วัฒนธรรมและสถาบันของประชาธิปไตยพังลง
นอกจากนี้ Kurlantzick เชิญชวนสหรัฐและประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ให้มองข้ามการที่รัฐเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจและหันไปพิจารณารูปแบบของระบบการเมืองที่ใช้อยู่แทน เพราะว่าประเทศที่ใช้ระบบทุนนิยมโดยรัฐภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ภัยคุกคามเสมอไป
โดยสรุป ระบบทุนนิยมของสหรัฐเริ่มมีการเปลี่ยนแล้ว เราเห็นเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคเอกชนที่มาจากฝั่งรัฐบาล ถึงแม้เราอาจไม่รู้แรงจูงใจที่แน่ชัดว่าเหตุผลคืออะไร แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้ถือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และถึงแม้สหรัฐในปัจจุบันจะมีรัฐบาลจากฝั่งขวา แต่ก็ยังคงมีรากฐานประชาธิปไตยที่แข็งแรง ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าระบบทุนนิยมสหรัฐจะขยับไปในทิศทางปัจจัยจากภาคสังคม ประชาชน และเอกชนก็ยังมีความสามารถในการโต้แย้งได้อยู่
อ้างอิง:
- https://www.project-syndicate.org/commentary/trump-thuggery-capitalism-corruption-cronyism-against-democracy-and-economic-growth-by-joseph-e-stiglitz-2026-06?a_la=english&a_d=6a3c00ca6b5f28c7790ba9bb&a_m=&a_a=click&a_s=&a_p=%2Farchive&a_li=trump-thuggery-capitalism-corruption-cronyism-against-democracy-and-economic-growth-by-joseph-e-stiglitz-2026-06&a_pa=archive-results&a_ps=&a_ms=&a_r=
- https://foreignpolicy.com/2025/03/25/america-kleptocracy-trump-musk-corruption/
- https://www.cfr.org/education/teach/book-guides/state-capitalism-how-return-statism-transforming-world





