สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกระดับมาตรการทางการค้าครั้งใหญ่ ด้วยการสั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม 60 ประเทศคู่ค้าทั่วโลก ในอัตราระหว่าง 10% – 12.5% โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการปราบปรามและจัดการปัญหาแรงงานบังคับ (Forced Labor) หรือการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งประเทศไทยก็ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด 12.5% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น.ในวันนี้ (24 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 11.01 น. ตามเวลาไทย
การประกาศในครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจตาม มาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีระยะยาว ต่อเนื่องจากมาตรการภาษีฉุกเฉินชั่วคราว (Section 122) ที่เก็บภาษีอัตรา 10% กำลังทยอยสิ้นสุดลงในวันนี้ โดยโครงสร้างอัตราภาษีใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ตามการประเมินระดับความเข้มงวดของกฎหมายในแต่ละประเทศ
ประเทศที่ถูกเก็บภาษี 12.5% เป็นประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ายังขาดกลไกทางกฎหมายที่ครอบคลุม หรือยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งหลายประเทศส่วนใหญ่ถูกเก็บในอัตรานี้รวมถึงประเทศไทย
แต่มีเพียง 17 ประเทศเท่านั้นที่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% เนื่องจากมีกฎหมายห้ามการใช้แรงงานภาคบังคับและมาตรการสกัดกั้นไม่ให้สินค้าเหล่านั้นถูกส่งไปยังสหรัฐฯ ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร ตรินิแดดและโตเบโก
ขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญอีก 5 แห่ง ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะถูกเรียกเก็บภาษี Section 301 ในรูปแบบ Net of MFN หรือการคำนวณอัตราภาษีใหม่เมื่อรวมกับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์สูงสุด (MFN) ที่จัดเก็บอยู่เดิม ส่งผลให้อัตราภาษีรวมอยู่ที่ประมาณ 10-12.5% โดย EU และไต้หวัน จะมีอัตราภาษีรวม 10% หากเดิมเสียภาษี MFN ไม่ถึง 10% ก็จะถูกเรียกเก็บเพิ่มให้ครบ 10% ส่วนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะมีอัตราภาษีรวมไม่เกิน 12.5%
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะยกเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้าบางประเภท ได้แก่ น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตได้ในปริมาณเพียงพอ หรือไม่สามารถผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนสินค้าที่การจัดเก็บภาษีอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และสินค้ากลุ่มเหล็กและเหล็กกล้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งลงนามในสมัยแรกของประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็ยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีดังกล่าวเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า มาตรการนี้เป็นการบังคับใช้สิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ หรือประเทศใด ๆ เคยทำมา โดยการใช้แรงงานบังคับไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมให้แก่ประเทศที่ล้มเหลวบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ แตกต่างกับสหรัฐฯ ที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเข้มงวด
พาณิชย์คาดส่งออกครึ่งปีหลังแผ่ว
สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะมีแนวโน้มลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และทั้งปีเติบโต 8%YoY อ้างอิงจาก กรณีฐาน (Base Case) โดยใช้สมมติฐานแบบค่อนข้างระมัดระวัง (Conservative) แม้ว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการของตลาดโลก แต่คาดว่าปัจจัยบวกจากการเร่งนำเข้าสินค้า (Front Loading) ก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ จะทยอยลดลงในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังประเมินว่าความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงผันผวนอยู่และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะที่มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ภายใต้สมมติฐานที่การแข่งขันทางการค้ายังสามารถดำเนินต่อไปได้ และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย
ภาพแสดงคาดการณ์ส่งออกไทย ของ สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ณ 24 ก.ค. 2569

ขณะที่อีกกลุ่มเป็นสินค้าที่ถูกเก็บภาษี 12.5% แม้จะเพิ่มขึ้นไม่ได้เยอะมาก แต่หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีศักยภาพอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งถูกเก็บภาษีต่ำที่ 10% ก็อาจมีผลกระทบให้ไทยเสียเปรียบในด้านศักยภาพการแข่งขัน
“ผลกระทบที่เราโดนภาษี 2.5% เนี่ยไม่ได้มาก แต่ว่าในครึ่งปีหลังเนี่ยการส่งออกเราอาจจะชะลอจากที่มันเร่งนําเข้าไปก่อนหน้านี้” ผู้อำนวยการ สนค. กล่าว
ทั้งนี้ ประเมินว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ในระยะต่อไป จะยังได้รับแรงหนุน หากวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลกยังคงขยายตัว ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับผลกระทบไม่มาก ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยหากการเจรจาสามารถหาข้อยุติได้เร็ว ก็จะส่งผลดีต่อการค้า รวมถึงช่วยลดความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าอื่น ๆ ที่อาจทยอยออกมาในอนาคต
กลุ่มอิเล็กฯ ดันส่งออก มิ.ย. โต 20.8%
สนค. รายงานการส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 20.8%YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย เติบโต 23.1%YoY ปัจจัยหลักจากสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเครื่องใช้อัจฉริยะในยุค AI ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร แม้ภาพรวมจะยังหดตัว แต่มีบางกลุ่มสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย ส่งผลให้การส่งออก 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 17.6%YoY

ด้านตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ยังคงเติบโตได้ดี 25.5%YoY จากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญประกอบกับการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนที่ภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคังใช้ โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เติบโต 44.3%YoY จีน 4.9%YoY ญี่ปุ่น 22.7%YoY สหภาพยุโรป 22.3%YoY และ อาเซียน 40.5%YoY ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV 5.6%YoY
ด้านตลาดรองเติบโต 15.9%YoY โดยเติบโตในทวีปออสเตรเลีย 32.7%YoY ทวีปแอฟริกา 9.9%YoY ลาตินอเมริกา 50.7%YoY รัสเซียและกลุ่ม CIS 5.1%YoY และ สหราชอาณาจักร 15.6%YoY ขณะที่หดตัวในตลาดเอเชียใต้ 6.3%YoY และตลาดตะวันออกกลาง 6.9%YoY และ ตลาดอื่น ๆ หดตัว 59.9%YoY

กสิกรชี้ผลกระทบไม่เปลี่ยนจากเดิม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าสหรัฐฯเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Section 301 โดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยนผลต่อธุรกิจของไทยไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
หลังภาษีนำเข้า Section 122 สิ้นสุดลง เมื่อ 24 ก.ค. 69 สหรัฐฯ เดินหน้าบังคับใช้ภาษีนำเข้า Section 301 สำหรับประเด็นการขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) ต่อในทันทีกับ 60 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีจากประเด็นดังกล่าว ในอัตรา 12.5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาษีนำเข้า Section 301 จากประเด็น Forced Labor ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพผลต่อธุรกิจไปจากเดิมที่โดน Section 122 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ สินค้ากลุ่มที่โดน Section 232 และที่เดิมได้รับยกเว้นภาษี ในรอบนี้ก็ยังไม่ได้เข้าข่ายโดน
ดังนั้น ผลต่อธุรกิจ จาก Section 301 ในประเด็น Forced Labor คงจะแตกต่างกันในประเภทสินค้า ดังนี้
- กลุ่มที่ยังมีความได้เปรียบด้านราคา แม้ไทยจะพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง แต่ราคาที่สหรัฐฯ นำเข้าต่อหน่วย หลังรวมภาษีแล้ว ยังต่ำกว่าคู่แข่งหลัก เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องประดับเงิน ทูน่ากระป๋อง และเครื่องซักผ้า
- กลุ่มที่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง นอกจากจะพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง และราคาที่สหรัฐฯ นำเข้าต่อหน่วยหลังรวมภาษีแล้ว ยังสูงกว่าคู่แข่งหลัก เช่น เครื่องจักร อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว และกุ้งแปรรูป (ไม่รวมกุ้งกระป๋อง)
แม้บางธุรกิจจะเผชิญความเสี่ยงจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง แต่อาจมีปัจจัยหนุนเฉพาะที่ทำให้สินค้ายังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งไทยเน้นผลิตและส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพ (Premium Product) รวมถึงสินค้าที่เกาะไปกับเทรนด์โลก หรือเครื่องจักร ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ คาดยังเติบโตได้ จากการที่มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก
ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการเก็บภาษีนำเข้า Section 301 ในประเด็น Structural Excess Capacity เพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน และความโปร่งใส่ของห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




