ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือในระดับภูมิภาค การค้าเสรี และระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงกัน คือ เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างโอกาสให้แก่เศรษฐกิจโลก แต่วันนี้ระเบียบโลกดังกล่าวกำลังถูกท้าทายจากความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกที่กำลังก่อตัว เมื่อประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ เข้ามามีน้ำหนักเหนือ “ประสิทธิภาพ”ของเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ โจทย์สำคัญคือ ในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศต่าง ๆ ควรปรับนโยบายอย่างไร เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “การคว้าประโยชน์จากการเชื่อมโยงโลก” ควบคู่ไปกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ธุรกิจและภาคครัวเรือน
ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนระเบียบโลก
สถาบันป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) มองว่า ขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น สู่ยุคที่การแข่งขันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามามีบทบาท โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 และทวีความเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 หรือยุค “ทรัมป์ 2.0” และสหรัฐฯ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน อีกปรากฏการณ์สำคัญคือการกลับมาของนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่นำมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตน โดยจำนวนของนโยบายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2563 ในขณะที่บางประเทศนำมาตรการเศรษฐกิจเชิงบีบบังคับมาใช้ เช่น มาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมการส่งออก เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ
ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นปี 2569 ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการเร่งขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานอื่น ๆ รวมถึงการขาดแคลนปัจจัยการผลิต
ดังนั้น ระเบียบโลกที่เคยถูกค้ำจุนด้วยสถาบันพหุภาคีที่ก่อตั้งจากความร่วมมือของรัฐบาลหลายประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวนมาก จึงกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ การค้าและลงทุนในอนาคต จึงกำลังถูกเชื่อมโยงไปที่ประเด็นด้านยุทธศาสตร์ชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และการสร้างอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว ฉุดการค้า-ลงทุน
ความแตกแยกทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ส่งออกต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดส่งออกจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศต่างต้องหาทางเร่งระบายสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดเดิมได้ รวมถึงใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่ออุดหนุนสินค้าในประเทศ
นอกจากนี้เม็ดเงินลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกมีการย้ายไปสู่ฐานการผลิตใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านผลิตและการลงทุน
ไทยจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความแตกแยก
ความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อไทย ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากการเป็นฐานส่งออกสินค้าที่สำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งออกไปที่สหรัฐฯ รวมถึงการไหลเข้ามาของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัวอย่างจริงจัง ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้ จากนโยบายการค้าที่มีแนวโน้มกีดกันมากขึ้น การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน และการที่ประเทศอื่น ๆ ต่างพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการขยายตัวของการส่งออกก็อาจมีไม่มากเท่าที่ควร หากไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในปริมาณมาก หรือเป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน” ในการส่งออกสินค้าของประเทศอื่นเพื่อส่งออกต่อไปยังตลาดปลายทาง
กราฟแสดงชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเทียบกับ 7 ประเทศในภูมิภาค (ที่มา: CEIC, คำนวณโดย ธปท.)

ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนได้จากข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ไม่ขยายตัวตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าการส่งออกจะเติบโตต่อเนื่อง สวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาค จึงยิ่งตอกย้ำถึงขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันของไทยที่กำลังแย่ลง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งหาคำตอบและแก้ไข
ความท้าทายในนโยบายเศรษฐกิจ
ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายทุกประเทศจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ความแตกแยกที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่งและทนทานต่อความผันผวนจากภายนอก ผ่านการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ผลิตภาพ รวมทั้งการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เช่น การกระจายตลาดส่งออกและแหล่งลงทุน การสะสมทุนสำรอง และการระมัดระวังไม่ก่อหนี้เกินตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือ ประเทศจะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองอย่างไร โดยที่ไม่ไปลดทอนผลประโยชน์จากความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมไปถึงจะวางแผนกลยุทธ์ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไรที่จะสร้างประโยชน์ร่วมแก่ทุกฝ่าย
ที่มา: สถาบันป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) โดย นุวัต หนูขวัญ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย และฐิติ ทศบวร หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




