หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก มาจาก นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และ เศรษฐกิจ สหรัฐฯ ที่เข้าสู่ความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง จากหนี้สาธารณะที่สูง อัตราเงินเฟ้อพุ่ง ดอลลาร์อ่อนค่า รวมไปถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามยูเครน รัสเซีย และ กรีนแลนด์ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
เวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank บอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงของฐานะการคลัง (fiscal dominance) อย่างชัดเจน ขณะที่การขาดดุล งบประมาณที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง และระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการจัดหาเงินทุนของภาครัฐ อาจเข้ามาบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ การบั่นทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ของตลาด อาจจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง และผลักดันให้นักลงทุนเรียกร้อง risk premium ที่สูงขึ้น
ส่วนสาเหตุหลักของเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ที่ภาษีหรือ ข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่อยู่ที่การขาดกรอบวินัยทางการคลังในการควบคุมหนี้สาธารณะ
สำหรับไฮไลท์มุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นในปี 2026 ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การถือเงินสดไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม การรับมือจึงแนะนำลงทุนผ่าน 4 ธีมหลัก คือ
- ลงทุนในบริษัทที่นำ AI มายกระดับประสิทธิภาพ
- ลงทุนในสินทรัพย์จริงในธุรกิจโครงสร้างพื้น อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่าเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ
- ตลาดหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ยังเติบโตทำกำไรได้ดี
- ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม high yield โดยทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัญหาหนี้สหรัฐพุ่ง
ทองคำรับแรงหนุนจากหนี้สหรัฐพุ่ง
ขณะที่ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางด้านการคลัง (Fiscal Dominance) ที่ทวีความชัดเจน แม้ราคาจะมีการพักฐานในระยะสั้น แต่เชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่ผลักดันทองคำ สู่ระดับสูงสุดใหม่ก่อนหน้า ได้แก่ ความกังวลด้านฐานะการคลัง และความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ ความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ จะยังคงอยู่ความต้องการซื้อจากธนาคารกลาง และกระแส เงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่แข็งแรง มีแนวโน้มช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2026
เสถียรภาพการเมือง แนวโน้มตลาดหุ้นไทยดีขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นไทย หลังการเลือกตั้ง จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัย DBS Bank กล่าวว่า ทิศทางตลาดทุนไทยมีแนวโน้มดีขึ้น หลังเลือกตั้งทำให้ปรับเป้าดัชนีสิ้นปี 69 เป็น 1500 จุด จากเดิมที่ 1380 จุด รวมถึงปรับประมาณการพีอีไปที่ 16 เท่า จากเดิม 14 เท่า และคงอีพีเอสที่ 7% เนื่องจากมองว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ในปี 69 การลงทุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาคึกคักคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35 ล้านคน เพราะรัฐบาลจะช่วยให้การสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐจะเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการบริโภคในประเทศ และหุ้นกลุ่มธนาคาร
อ่านเพิ่มเติม: “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ออกเสียงไม่ลับ เลือกตั้ง 69 เสี่ยงโมฆะ
เศรษฐกิจการเมืองโลกเสี่ยงมากกว่าปีก่อน
ด้าน SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้างจากผลภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามการค้าโลกที่จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นหลังเร่งส่งออก (Front-loading) ไปตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตชะลอลงบ้างตามการจ้างงานของภาคธุรกิจที่ลดลง ขณะที่การลงทุนใน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยูโร ชะลอลงตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปรับแย่ลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐปรับเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีน จะถูกกดดันต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ (National Security Strategy Nov 2026) ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นหลัก ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ สะท้อนจากกรณีการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาโดยใช้เหตุผลการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษี กดดันประเทศในสหภาพยุโรปให้เร่งเจรจาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์
นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันยังดำเนินต่อไป ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกสูง มีโอกาสที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การบังคับใช้ภาษีนำเข้าบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์ไม่ชอบด้วยต่อกฎหมาย รัฐบาลทรัมป์อาจต้องหากฎหมายอื่น ๆ ใช้บังคับแทน
การเมือง-หนี้สาธารณะ ยังกดดันการคลัง
นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ในช่วงกลางปีนี้ จากทิศทางตลาดแรงงานที่ชะลอลง และจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังมี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำ 2% ตลอดปี โดยเงินเฟ้อของประเทศกลุ่มยูโร ส่วนใหญ่กลับสู่เป้าหมาย 2% แล้ว
อย่างไรก็ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะมีทิศทางผ่อนคลายลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจะยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง โดยหนี้สาธารณะมีทิศทางสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




