โลกกำลังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่หรือไม่? สงครามโลกที่คุ้นชินกันในอดีตเป็นการต่อสู้ด้วยเครื่องมือทางทหารที่มีการทำลายล้างสูง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ แต่บริบทของสงครามโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว
เสี่ยงเตือนจาก จอห์น ซิมป์สัน (John Simpson) นักข่าวสงครามระดับระดับตำนานของ BBC ผ่านประสบการณ์ทำงานกับ BBC กว่า 50 ปี โดยมีบทบาทรายงานข่าวจากสมรภูมิรบมากกว่า 30 แห่งทั่วโลก และเดินทางไปทำข่าวมากกว่า 140 ประเทศ
ซิมป์สัน ผ่านเหตุการณ์สำคัญของโลกมายาวนาน เคยอยู่ในเหตุการณ์การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และเป็นนักข่าวกลุ่มแรกๆ ที่เข้าสู่กรุงคาบูลหลังการล่มสลายของตาลีบัน
ซิมป์สัน บอกว่าในปี 2025 ความขัดแย้งบนโลกโลกไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่ทำข่าวสงครามมา ซึ่งข้อสังเกตุของซิมป์สันที่เห็นว่า โลกกำลังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว
“สงครามโลกครั้งที่ 3 จะมาในรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางการทูต ทางทหาร และจะเห็นถึงการเปิดช่องทางให้อัตตาธิปไตยหรือ Autocracy รุ่งเรือง เหตุการณ์เหล่านี้มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ประเทศกลุ่มพันธมิตรฝั่งตะวันตกแตกแยกก็เป็นได้ และกระบวนการเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว”
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีของยูเครน Volodymyr Zelensky ได้เตือนว่าสงครามที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศของเขาอาจนำพาไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นได้ จนมาถึงตอนนี้ ซิมป์สัน ยอมรับว่าคำเตือนนั้นยากที่จะปฏิเสธ บทความนี้จะพาไปดูสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่าสามารถสะท้อนอะไรออกมาได้บ้าง และทำไม Simpson ถึงมีมุมมองว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 “ได้เริ่มขึ้นแล้วและอยู่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป”
ท่าทีของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป
สหรัฐอเมริกากลับลำ… แต่ไม่น่าแปลกใจ หลังจากประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดนัล ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในเดือน ม.ค. 2025 ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ มีโอกาสที่จะหันหลังให้กับระบบยุทธศาสตร์ที่ดำรงมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ซิมป์สัน กล่าวว่าการเมืองของสหรัฐฯ ตอนนี้แตกต่างจากที่เขาเคยรายงานมาตลอดชีวิต มีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าหันเข้าหาตนเองมากขึ้น สหรัฐฯ ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประเทศชาติตัวเอง ซึ่งมีความคล้ายเคียงกับช่วงทศวรรษที่ 20s และ 30s
ข้อมูลจาก The Guardian ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ หรือ US National Security Strategy (NSS) ฉบับล่าสุดมีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุด และมีอิสระที่สุดในโลก
ทั้งนี้ในเอกสารยังมีการพูดถึงยุโรปว่ายุโรปอ่อนแอลงจากการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายการย้ายถิ่นฐานที่กระทบต่อการเป็นเอกราชและทำให้ตัวตนความเป็นยุโรปอ่อนแอ และในเวลาเดียวกันสหรัฐฯ ก็แสดงความชัดเจนที่สนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาของยุโรป จากการที่รัฐบาลทรัมป์มีความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์กับฝ่ายขวาของยุโรป
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ แต่เป็นการส่งข้อความและแจ้งเตือนไปยังยุโรปเพื่อบอกว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร เอกสารทิ้งทายด้วยการที่สหรัฐฯ บอกว่ายุโรปยังคงมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ อยู่ทั้งในเชิงกลยุทธ์และวัฒนธรรม แต่สหรัฐฯ ต้องการยุโรปที่เข้มแข็งกว่านี้ และยุโรปต้องคงความเป็นยุโรป ทั้งนี้สามารถมองได้ว่ายุโรปยังเป็นกลุ่มพันธมิตรที่สำคัญอยู่เพราะขนาดของเศรษฐกิจยุโรปที่ใหญ่
ซิมป์สัน ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า ถึงแม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะสูญเสียฐานการเมืองไปมากในช่วง Mid-term Elections แต่นั้นก็ไม่อาจหยุดเขาในการเดินหน้านโยบายไปสู่ลัทธิการอยู่โดดเดี่ยว (Isolationism) ที่รุนแรงกว่าเดิม
ความชัดเจนของสหรัฐฯ ที่สุดโต่งในปัจจุบันสร้างเงื่อนไขให้ประเทศอื่นๆ ต้องมีการปรับตัว และสหรัฐฯ ก็อาศัยช่วงเวลาเดียวกันนี้เปลี่ยนจุดยืนของตัวบนเวทีโลก และสร้างความแข็งแกร่งจากการตัดสินใจเชิงรุกที่เด็ดขาด
รัสเซียรอจังหวะ
ในฝั่งรัสเซียเอง ดูจะมีความหวังจากการที่สหรัฐฯ ลดความสนใจและสนับสนุนต่อยุโรปลง ฝั่งรัสเซียมีความเห็นชอบต่อแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ เพราะการกระทำของสหรัฐฯ ทำให้เกิดช่องว่างที่จะสามารถเปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้รัสเซียเข้ามามีอำนาจได้มากขึ้น
ปูติน ออกมายืนยันว่าจะไม่บุกยุโรป แต่ในเวลาเดียวกันก็ประกาศว่า ‘มีความพร้อม’ หากยุโรปต้องการ หรือหากยุโรปไม่เคารพรัสเซียเหมือนที่รัสเซียให้ความเคารพต่อยุโรป
อย่างไรก็ตาม รัสเซียเผชิญกับความอ่อนไหวในประเทศ สะท้อนได้จากการที่ ปูตินสั่งห้ามผู้เห็นต่างให้มีการพูดถึงเขาเกี่ยวกับสงครามกับยูเครน และมีปัญหาอื่นๆ เช่น ภาวะเงินเฟ้อที่อาจจะสูงขึ้นอีก หลังจากที่เพิ่งจะลงมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลมีความจำเป็นในการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายเรื่องสงคราม
ยุโรปอ่อนแอลงจริงหรือ?
ยุโรปตกอยู่ในสถานะลำบากจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่สั่นคลอนทำให้การสนับสนุนจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นไปได้ยากขึ้น
เป็นที่แน่นอนว่าสหภาพยุโรปไม่เห็นด้วยต่อยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของสหรัฐฯ เพราะเนื้อหามีการพูดถึงยุโรปในเชิงที่ไม่ดี และลดการสนับสนุนต่อการกระทำต่างๆ ของยุโรป ยิ่งกว่านั้นยุโรปรู้สึกว่าสิ่งที่สหรัฐฯ กล่าวในเอกสารเป็นการกระทำที่ล้ำเส้นเกินไป เพราะสหรัฐฯ ควรเคารพการตัดสินใจและความเป็นเอกราชของยุโรป
กลุ่มประเทศ NATO กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของรัสเซียอย่างใกล้ชิด เพราะมีความกังวัลว่ารัสเซียจะตัดสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นหัวใจของยุโรปที่เอาไว้ส่งกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นว่ายุโรปตะวันตกมีความกังวลต่อการสูญเสียความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่เกิดจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่ลดลง แต่ถึงจะมีข้อกังวลเกิดขึ้น ยุโรปก็ยังคงลังเลที่จะจ่ายเงินเพื่อการป้องกันประเทศของตนเอง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงความไม่มั่นคงบนเวทีโลก ถึงแม้จะไม่มีสงครามในรูปแบบของการรบหรือต่อสู้ แต่ก็สามารถมองสงครามในยุคนี้เป็นสงครามทางอ้อมได้ ผ่านการกดดันเรื่องต่างๆ เช่น การตัดไฟฟ้า หรือ เพิ่มแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น
จับตาจีนแสดงอำนาจเด็ดขาด
เมื่อทิศทางของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะขยับความเป็นชาตินิยมมากขึ้น ทิศทางนี้อาจจะเป็นข้อดีต่อประเทศจีนก็เป็นได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศมหาอำนาจที่ดูแข็งแรงและเด็ดขาดอย่างจีน ยังตระหนักถึงภัยต่าง ๆ ที่มีอยู่
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ออกคำสั่งกับกองทัพให้เตรียมความพร้อมของประชาชนต่อการบุกไต้หวันภายในปี 2027 และถ้าหากสิ่งที่เคยประกาศไว้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือไร้การกระทำอะไรสักอย่างที่เด็ดขาดเพื่อแสดงถึงอำนาจและสิทธิ์เหนือไต้หวัน สถานการณ์ลักษณะนี้จะทำให้สี จิ้นผิงดูอ่อนแอจากเวทีโลกด้วย ฉะนั้นแล้วเขาคงไม่ยอมให้สถานการณ์เป็นเช่นนั้น
ภายในประเทศเอง รัฐบาลจีนมีการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของสังคมอยู่สม่ำเสมอ เพราะรัฐบาลไม่รู้สึกถึงความมั่นคงตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 เหตุการณ์ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ในวันที่ 4 มิ.ย. 1989 ไม่ใช่เป็นแค่เหตุการณ์รุนแรงที่ทหารยิงนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกขึ้นสู้กับอำนาจในพื้นที่ต่างๆ เช่น กรุงปักกิ่ง และเมืองอื่นๆ ประชาชนที่ออกมาบนท้องถนนต่างเป็นแรงงานและคนธรรมดา ที่อาศัยการโจมตีนักศึกษาเป็นโอกาสการโค่นล้มอำนาจและการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์
จนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลจีนยังไม่สามารถลบความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 36 ปีก่อนได้ และนี่เองเป็นเหตุให้รัฐบาลจีนเกิดความหมกมุ่น มีความกังวล และจับตาดูประชาชนตลอดมา แหล่งข่าวของ ซิมป์สัน ที่เป็นนักการเมืองระดับสูงของจีนกล่าวว่า “คุณจะไม่มีวันเข้าใจหรอกว่ารัฐบาลจะรู้สึกไม่มั่นคงแค่ไหน เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” การอธิบายลักษณะนี้สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยและไม่มั่นคงที่รัฐบาลจีนรู้สึก
ซิมป์สัน คิดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่สำคัญต่อจีน เพราะอำนาจของจีนจะเพิ่มขึ้น และยุทธศาสตร์การครอบครองและความพยายามของสี จิ้นผิงจะชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ถ้าเป็นเช่นนี้จริง จะสะท้อนได้ว่าจีนจะมุ่งไปที่การปกครองอย่างมีอำนาจเด็ดขาดมากกว่าเดิม และสื่อได้ว่าจะเป็นสงครามแห่งการแสดงอำนาจที่อาจจะออกมาในรูปแบบใดก็ได้
สุดท้ายแล้ว หลายๆ ประเทศก็ยังมีความต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจ และในปัจจุบันการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทำได้หลายวิธี ไม่ใช่แค่การทำสงครามเชิงสู้รบด้วยอาวุธนิวเคลียร์เหมือนสมัยก่อน นอกจากนี้ การเป็นเอกราชและแสดงอำนาจบนเวทีโลกเป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศให้ความสำคัญ จึงไม่แปลกที่จะเห็นการเคลื่อนไหวที่เด็ดขาดมากขึ้น
ที่มา: John Simpson: ‘I’ve reported on 40 wars but I’ve never seen a year like 2025’
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




