สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รานงานสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน พ.ค. 2569 การส่งออกเติบโต ขยายตัว 10.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 คิดเป็นมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าขยายตัว 35.1%YoY คิดเป็นมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เดือนนี้ไทยขาดดุลการค้า 5,711.4ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ในภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 ส่งออกขยายตัว 17% YoY และนำเข้าขยายตัว 35.6%YoY ส่งผลให้ไทยขาดดุลสะสม 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 875,295 ล้านบาท
ภาพรวมการส่งออกและนำเข้าของไทย เดือน พ.ค. 2569

ส่งออกอิเล็กฯ โต แต่เกษตรหดในรอบ 3 เดือน
สำหรับการส่งออกที่ยังขยายตัวในเดือน พ.ค. มีปัจจัยหลักจากหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัว 14.4%(YoY) และขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 7.2%YoY และกลับมาลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลดลงหนักสุด 13.2%YoY เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และสินค้าเกษตรลดลง 3.1%YoY
ส่งออกไปสหรัฐฯ ยังครองแชมป์ แต่จีนลด
ตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี 14.2% นำโดย ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวสูงสุด 33.5%, ญี่ปุ่น ขยายตัว 11.7%, สหภาพยุโรป ขยานตัว 18.4% และอาเซียน ขยายตัว 29.7% ขณะที่ตลาดจีน ลดลง 2.5% และ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ลดลง 16.1%
ตลาดรอง ขยายตัว 0.1% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 9.2%, ลาตินอเมริกา 18%, รัสเซียและกลุ่ม CIS 7.8%, ทวีปแอฟริกา 6.1% และสหราชอาณาจักร 3% ขณะที่หดตัวในตลาดเอเชียใต้ 5.6, และตลาดตะวันออกกลาง 4.4% ส่วนตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 40%
จับตาภาษีสหรัฐฯ กระทบผู้ประกอบการ
แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 สนค. คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวกรณีที่ดีที่สุด 8% มูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่จะนำไปสู่การเจรจายุติสงคราม ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดของเส้นทางเดินเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งทั้ง AI และ Data Center แม้แรงส่งจากการเร่งนำเข้า (Front-loading) จากความกังวลมาตรการ 122 ของสหรัฐฯ จะเริ่มลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง จึงส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในระยะต่อไปยังสามารถรักษาสมดุลการเติบโตไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ยังคงต้องติดตามจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเจรจาภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ที่อาจทำให้ไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติ่ม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค
คาดการณ์ภาพรวมส่งออกไทยปี 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรเตือนเสี่ยงดุลบัญชีเดินสะพัดย่ำแย่
SCBEIC ชี้ดุลการค้าไทยแย่จากราคาพลังงานสูง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่า ส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ โดยปรับประมาณการมูลค่าส่งออกไทยปี 2569 จะขยายตัว 10% (เดิมมอง 7.8%, ตัวเลขระบบดุลการชาระเงิน) ตามข้อมูลจริงใน 5 เดือนแรกของปี ที่ขยายตัวถึง 17% ประกอบกับแนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขเร็วของมูลค่าส่งออกเกาหลีใต้ 20 วันแรกของเดือน มิ.ย. ที่ยังขยายตัวสูง 60.5% โดยเฉพาะการส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ขยายตัวสูง 293.3% และ 188.4% ตามลำดับ
มูลค่านำเข้าปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 16.9% (เดิมมอง 15.8%, ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) ตามข้อมูลในช่วง 5 เดือนแรกของปีที่ขยายตัวถึง 35.6% โดยเฉพาะการนำเข้าเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์จากจีนและไต้หวัน รวมทั้งสินค้าทุนจากจีน และสินค้าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลงมาก
SCB EIC มองตัวเลขขาดดุลการค้าไทย ผ่านจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. แล้ว หลังจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ลดความรุนแรงลงและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีความคืบหน้า ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ตัวเลขดุลการค้าในระบบดุลการชำระเงินจะมีแนวโน้มทยอยกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ตัวเลขดุลการค้าในระบบศุลกากรมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง เนื่องจาก 2 ระบบนี้ มีมาตรฐานการคำนวณที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีการรวมต้นทุนค่าขนส่งเข้ามาในมูลค่าการนำเข้าสินค้า ทั้งนี้ต้องจับตามองว่าสถานการณ์สงครามฯ จะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งจนทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นอีกระลอกหรือไม่
ภาษีสหรัฐฯ ม.301 กระทบไทยจำกัด แต่ถูกจับตากำลังผลิตส่วนเกิน
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศแนวทางการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced labour) กับ 60 ประเทศคู่ค้าในอัตรา 10% – 12.5% แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยคาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศผลสรุปอัตราภาษีภายใต้ Section 301 ประเด็นแรงงานบังคับก่อนวันที่ 24 ก.ค. เพื่อใช้เป็นมาตรการทดแทนภาษีชั่วคราวภายใต้ Section 122 ที่กำลังจะครบกำหนด 150 วันในวันที่ 24 ก.ค. นี้
ขณะที่ไทยเสี่ยงถูกจัดอยู่ในกลุ่มถูกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 กรณีแรงงานบังคับในอัตรา 12.5% เนื่องจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) มองว่าไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้อย่างชัดเจน และยังไม่สามารถบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม SCB EIC มองว่า ผลกระทบต่อไทยจะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่ไทยเผชิญจะเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 12.5% (เพิ่มขึ้นเพียง 2.5%) และยังต่ำกว่าอัตราภาษีตอบโต้ 19% ที่สหรัฐฯ เก็บไทยเพิ่มมาตั้งแต่กลางปีก่อนจนถึงต้นปีนี้
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Global Trade Alert ชี้ว่า หากสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการจัดเก็บภาษีภายใต้ Section 122 เป็น Section 301 กรณีแรงงานบังคับ อัตราภาษีที่แท้จริงเฉลี่ย (Average Effective Tariff Rate) ของไทยจะอยู่ที่ราว 14.7% เนื่องจากประเมินว่าสินค้าส่งออกบางรายการได้รับการยกเว้นภาษีมากขึ้นภายใต้ Section 301
นอกจากกรณี Forced Labor ไทยยังตกเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสอบสวนในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) เพื่อเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านต่ำสำคัญที่อาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




