Policy Watch Connect 2026 โดย คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ระดมสมองในงานสัมมนา หัวข้อ “เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า” จากการตระหนักถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด รวมถึงพื้นที่พิพาทชายแดน ที่มาพร้อมกับกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ว่าจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก
ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชน ด้านข่าวต่างประเทศ และฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไทยท่ามกลางพื้นที่ช่วงชิงของมหาอำนาจโลก
พงศ์ปราชญ์ กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับด้านการต่างประเทศ ที่เป็นยุทธศาสตร์ และมุมมองของกระทรวงต่างประเทศในระยะกลาง
“อาจจะไม่ได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่อันนี้ผมอยากจะให้มุมมองที่ยาวออกไป สิ่งที่กระทรวงต่างประเทศ วิเคราะห์ฉากทัศน์ของภูมิรัฐศาสตร์โลก แล้วก็ภูมิเศรษฐศาสตร์โลกในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ทางด้านการต่างประเทศ เราได้เตรียมเครื่องมืออะไร ที่จะไว้รองรับกับสถานการณ์เหล่านี้”

ภาพรวมของบริบทต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะเราอยู่ระหว่างการแข่งขันที่ค่อนข้างเข้มข้นระหว่างสหรัฐฯ-จีน อันนี้เป็นฉากทัศน์หลักที่เรามาใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางของนโยบายการต่างประเทศเราในระยะ 4-5 ปี ข้างหน้า
แต่การกลับมาของท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนโยบายอเมริกันเฟิสมีความเข้มข้นมากขึ้น แล้วก็แนวคิด อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่มีความไม่แน่นอน สูงของทรัมป์เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกปัจจุบันมีความผันผวนและแตกแยก และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางอำนาจและระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม
“ลักษณะสำคัญที่เราจะเห็นได้ชัดเจน ประการแรกก็คือมีการเปลี่ยนแปลงจากโลกที่เป็นขั้วอำนาจเดียว หลังช่วงสงครามเย็น หรือเรารู้จักกันว่าอยู่ที่โพล่าที่นำโดยสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ไปสู่โลกที่มีลักษณะหลายขั้ว หรือว่ามัลติโพลาร์เวิลด์ ที่มีจีนและรัสเซียเนี่ยขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่ท้าทายสหรัฐขึ้นมา รวมถึงที่เห็นชัดเจนคือการเสื่อมถอยของระบบพหุภาคี ไม่กี่วันนี้ทุกท่านก็คงเห็นเห็นภาพชัดเจนว่าไปที่ทรัมป์เพิ่งออกประกาศที่จะถอนตัวออกจากหลายหลายองค์กรในยูเอ็น อันนี้ก็เป็นภาพที่ชัดเจนนะฮะ คือการเสื่อมถอยของระบบพหุภาคีนิยม”
แต่ละประเทศหรือแต่ละขั้วอำนาจมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายตามผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก แล้วก็ไม่สนใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือกลไกที่มีมาแต่เดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในกรณีของเวเนซุเอลา ซึ่งในลักษณะนักรัฐศาสตร์ทางการทูตก็ชัดเจนว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายๆข้อ แต่ก็สะท้อนว่าระบบพหุภาคีถดถอยลง
ดังนั้น เราจะเห็นว่าในเมื่อระบบพหุภาคีถดถอย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่าประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง เริ่มที่จะมีการรวมตัวขึ้นเพื่อมาท้าทายสหรัฐอเมริกา หรือว่าประเทศ ซึ่งพยายามที่ใช้อำนาจที่จะเข้ามาแทรกแซงโลก ก็คือกลุ่มหลักที่มีบทบาทขึ้นมาในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา คือกลุ่มประเทศโลกใต้ หรือเรียกว่า global south

ที่ชัดเจนก็คือกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศโลกใต้ ซึ่งพยายามที่มาเป็นตัวเล่นที่มาสอดแทรกขึ้นมาในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงเราจะเห็นภาพของบริษัทแล้วก็เอ่อ เครือข่ายข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือว่า NGOs ขนาดใหญ่เข้ามาอยู่ในฉากทัศน์ของเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ไม่ใช่ตัวแสดงรัฐอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ในส่วนของแต่ละประเทศ เราก็จะเห็นทิศทางของมีการดำเนินนโยบายที่มีการปกป้องตนเองมากขึ้น หรือว่า Protactionism เนื่องมาจากการแบ่งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มันเข้มข้น ทุกคนก็จะหันไปสู่การคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม ระบบการค้าเสรีก็จะถูกทดแทนด้วยมาตรการกิจการทางการค้า อันนี้คือสิ่งที่เรามองไปในอนาคต
แนวโน้มจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น การถอยกลับของกระแสโลกาภิวัฒน์ คือเราจะไม่ลิงก์กัน และต่อไปนี้ทุกคนจะหันกลับมามองตัวเองมากขึ้น ในอนาคต ดูแลผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ส่วนในด้านการเมืองภายในประเทศ เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ แล้วว่าพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิมเริ่มได้รับความนิยม และขึ้นมามีอำนาจในหลาย หลายประเทศ ที่ชัดเจน คือ ในฝั่งของยุโรปตะวันตก พรรคการเมืองหลายหลายพรรค ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ในขณะนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ไทยจะต้องเฝ้าระวังมีอะไรบ้างจากพัฒนาการที่ผมกล่าวมาจากฉากทัศน์ที่กล่าวมา ในส่วนของไทยก็จะมีในด้านเศรษฐกิจ มองว่าไทยมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเศรษฐกิจ เราเชื่อมต่างประเทศมาก 67% ส่วนอีก 10% ก็เป็นการส่งออกการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นมาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบกับไทยโดยตรง
ในระยะสั้น มาตรการภาษีจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในต่างประเทศ จากการที่หลาย ๆ ประเทศย้ายฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงภาษี แล้วก็ใช้ไทยเป็นช่องทางในการระบายสินค้าจากจีนมายังไทย รวมถึงการสวมสิทธิ์แหล่งผลิตสินค้าด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องเฝ้าระวังในระยะสั้น
ในระยะกลางระยะยาว ประเทศต่าง ๆ จะนำมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้มากขึ้น ก็จะส่งผลให้ไทยต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับแนวโน้มที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดที่ลดลง การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน จะมีการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาด้านบริการด้านสาธารณสุข บริการสังคม และการจัดการภาครัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของเรา เช่นเดียวกันในอนาคต ในด้านภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ในด้านความมั่นคงเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีแล้วว่าเป็นเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญเป็นที่ตั้งของหลายประเทศที่มีอิทธิพล มีพลวัตรทางด้านเศรษฐกิจการเมืองสูง เช่น จีนไต้หวันเหล่านี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น จะเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐฯ พยายามที่จะเข้ามาแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาคนี้ ซึ่งประเทศไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ ความเสื่อมถอยของระบบพหุภาคีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ไทยประสบปัญหาในอนาคตกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นภัยเรื่องความมั่นคงรูปแบบใหม่ ออนไลน์ สแกมเมอร์ ซึ่งในเชิงพหุภาคีอ่อนแอลงทำให้เปิดช่องว่างให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้น รวมถึงภัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5
ภายในประเทศเช่นเดียวกัน ความมั่นคงทางด้านอาหารและโรคระบาด นะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีแนวโน้ม และผมคิดว่าเชื่อแน่ว่ามันจะต้องเจอแน่แน่นะครับ เราก็จะต้องทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเนี่ยจะต้องเตรียมการรับมือนะครับ แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของนโยบายด้านต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

ไทยต้องใช้ 3 จุดเด่นรับมือ
การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ เราต้องมองจุดเด่นของเราก่อนว่าเรามีอะไรที่เป็นเครื่องมือในปัจจุบัน
- ประการแรก ไทยยังมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในเรื่องของ connectivity เราเป็นจุดเชื่อมแน่นอน อันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ ซึ่งต้องใช้จุดเชื่อมเพื่อผลประโยชน์ของเราในด้านเศรษฐกิจการเมือง และความมั่นคง ให้ได้มากที่สุด
- ประการที่สอง การทูตของไทยมีความต่อเนื่องและมีประวัติที่เป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ เราต้องอาศัยจุดยืนนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่เข้าข้างใครหรือไม่สุดโต่งไปทางด้านใดทางหนึ่ง เพื่อที่ว่าเราจะสามารถคงความเป็นกลางในภูมิภาค
- ประเด็นที่สาม เรามองว่าอาเซียนเนี่ยยังเป็นเสาหลักของการต่างประเทศไทย เราเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน ยังไงอาเซียนก็ยังเป็นเป็นเสาหลักและรากฐานสำคัญของการต่างประเทศ เป็นเครื่องมือในการสร้างความเนื้อเชื่อใจ ส่งเสริมเสถียรภาพความมั่นคง และรักษาดุลอำนาจในภูมิภาคให้กับไทย ดังนั้นยังไงไทยก็ต้องเกาะอาเซียนเอาไว้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญ
อนาคตประเทศไทย จะทำอย่างไร?
สุดท้าย นโยบายการต่างประเทศไทยในอนาคต ข้างหน้าไทยจะทำอย่างไร?
- ประการแรก ไทยจะต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ และนานาประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดโยงการแสดงท่าทีบนหลักการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและค่านิยมสากล
- ประการที่สอง การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดระเบียบโลกอย่างทันท่วงที และสร้างน้ำหนักให้กับการต่างประเทศ เพื่อกลับเข้าสู่จอเรดาห์
- ประการที่สาม ประเทศไทยต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
พงศ์ปราชญ์ กล่าวโดยสรุปว่า การเมืองโลกในปัจจุบันที่เรามองอยู่ ก็คือมีความไม่แน่นอนสูง จากนโยบายของสหรัฐที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อแข่งกับจีนและชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว โดยสรุปก็คือในเรื่องความมั่นคง ไทยจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านรอบบ้าน เพื่อสร้างสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความร่วมมือและการขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ เมื่อมองไปไกลถึงภูมิภาคอาเซียนและอินโดแปซิฟิก ประเทศไทยต้องยึดโยงกับอาเซียน โดยอาเซียนจะต้องเป็นเครื่องมือในการคานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจและสร้างน้ำหนักในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของไทย เมื่อขยายภาพกว้างไปยังบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศเวทีโลก ไทยจำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่เคารพกฎระเบียบระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และยึดมั่นในพื้นฐานของค่านิยมระหว่างประเทศ
กองทัพมองความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์อันตรายสุด 1-3 ปี
พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา มองไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยและอาเซียนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันขยายอิทธิพลของจีนและสหรัฐฯ โดยระบุว่าฝ่ายความมั่นคงมีการประเมินความขัดแย้งและภัยคุกคามใน 1-3 ปีข้างหน้าจะได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้น

พล.อ.อ. ประภาส ระบุว่าในช่วง 1-3 ปีนี้ ที่อันตรายต่อความมั่นคงมากที่สุด คือ ชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรงแซงทางการเมืองของประเทศที่อยู่ในภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ ผ่านการสนับสนุนผู้นำประเทศที่มหาอำนาจจัดตั้งขึ้น เพื่อขัดขวางการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญและการใช้พื้นที่เพื่อวางกำลังทางทหารนำไปสู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและสงครามตัวแทนระหว่างชาติที่มหาอำนาจควบคุมโดยมีการใช้เทคโนโลยีทางทหารทั้งการโจมตีจากระยะไกลและการโจมตีด้วยฝูงโดรนแบบต่างๆ ควบคู่กับขีดความสามารถในมิติอื่นที่นำไปสู่สงครามแบบผสมผสาน
“สร้างแรงกดดันต่อประเทศในภูมิภาคที่วางตัวเป็นกลาง เช่น ไทยที่อาจถูกบีบบังคับให้เลือกฝ่าย นำไปสู่การแตกสลายของประชาคมอาเซียน”
ด้านภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงเกิดขึ้นกระจายในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ชาติสมาชิกอาเซียนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศนอกภูมิภาค รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากต้นทุนพลังงานที่สูงต่อเนื่องและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ ทำให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติมหาอำนาจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการให้พื้นที่กับกลุ่มทุน Cyber Scam เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศรอบบ้านของไทย ซี่งมีการตรวจสอบที่ยากมากยิ่งขึ้นจากเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาสูงขึ้นรูปแบบการหลอกหลวงมีความซับซ้อน และฐานปฏิบัติการสามารถกระจายอยู่ในแหล่งที่พักอาศัยของพลเรือน และสามารถเปลี่ยนสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว

พล.อ.อ. ประภาส ประเมินถึงความเป็นไปได้ในชาติสมาชิกอาเซียนว่า “ส่วนใหญ่มีการแบ่งฝ่ายเข้ากับชาติมหาอำนาจอย่างชัดเจน” เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ที่นำมาสู่ต้นทุนทางพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศร่วมทั้งการสนับสนุนทางทหารเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยอาวุธที่ทันสมัยสามารถโจมตีได้จากระยะไกล โดรนติดระเบิด เพื่อป้องปรามประเทศฝ่ายตรงข้าม แลกกับการเข้ามาใช้ประโยชน์ในทรัพยากรและการวางกำลังของชาติมหาอำนาจและพันธมิตรในประเทศเพื่อค้านอำนาจมหาอำนาจฝ่ายตรงข้าม
“ส่งผลให้ความร่วมมือของชาติสมาชิกอาเซียนมีความเปราะบางและไม่สามารถเป็นกลไกที่ช่วยแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาคได้”
ขณะที่อาเซียนยังคงต้องรับมือกับภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นยากต่อการรับมือเพียงลำพัง รวมทั้งปัญหา Cyber Scam ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนรูปแบบในการหลอกลวงเช่น Deep Fake โดยยังคงใช้พื้นที่ประเทศรอบบ้านของไทยเป็นฐานปฏิบัติการเนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทยเพื่อทดแทนวัยแรงงานที่ลดลง นำมาซึ่งปัญหาด้านโรคระบาด การก่ออาชญากรรม และการค้ามนุษย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

สมช.ชี้ “ทุนเทา”เป็นเครือข่ายข้ามชาติ แก้ยากเทียบจังหวัดชายแดน
แต่ภัยคุกคามสมัยใหม่ ที่ไม่ใช่กำลังทหารและส่งผลกระทบรุนแรง คือ อาชญากรรมข้ามชาติที่ปักหลักในประเทศเพื่อนบ้าน ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า “หน่วยงานความมั่นคง หน่วยข่าวบางท่าน ยังบอกเลยว่าเรื่องปัญหาสงครามชาติรอบบ้านเราที่เชื่อมโยงกันทุนเทา “ดีไม่ดี” แก้ไม่ได้ง่ายไปกว่าปัญหาจังหวัดชายแดน หรือว่าแก้ยากกว่าด้วยซ้ำ”
ไผท กล่าวว่าตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีสัญญาณมาจากรัฐบาลว่าห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับ “ทุนเทา” ที่มีการดำเนินการอยู่อยู่รอบ ๆ บ้านเรา
“เหตุผลที่ห่วงเป็นพิเศษก็เพราะว่าอย่างที่เราทราบ ทุนหนา พวกนี้ทุนหนาแล้วก็เรียนว่าสภาพปัญหา ปราบยาก เพราะว่าอย่างที่ทราบว่าเงินข้ามชาติไหลเวียนหลายรูปแบบ ดำเนินการอยู่ประเทศรอบบ้านเรา เขาเชื่อมโยงกันหมดนะครับ หลายอาชญากรรมชาติก็เชื่อมโยงกันนะครับ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด สแกม เชื่อมโยงกันแล้วก็ที่อยู่แต่ละประเทศก็เชื่อมโยงกันด้วย เพราะฉะนั้นเหมือนกับมันเป็นการดำเนินการในลักษณะในภาพภูมิภาคนะครับ แต่ว่าการที่จะไปแก้ไขให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ต้องการความร่วมมือระดับภูมิภาคเช่นเดียวกันและเพื่อนบ้านเราก็แต่ละประเทศก็มีปัญหาของตัวเอง เรียนว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านเรา บางทีก็เข้าไม่ถึง เพราะว่าบางทีมันดำเนินการจากเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีการเช่าระยะยาว”
“ย้อนกลับไปสัก 5 ปีที่แล้ว สมช.ก็ห่วงมาก แล้วก็ที่ผู้ใหญ่ห่วงมากตอนนั้น พลเอกประยุทธ์ ท่านกลัวว่ามันจะเชื่อมเข้ามาในบ้านเรา เพราะว่าเงินเยอะมาก เพื่อนๆ ในหน่วยงานความมั่นคง หน่วยข่าวบางท่าน ยังบอกเลยว่าเรื่องปัญหา สงครามชาติรอบบ้านเราที่เชื่อมโยงกันทุนเทา “ดีไม่ดี” แก้ไม่ได้ง่ายไปกว่าปัญหาจังหวัดชายแดน หรือว่าแก้ยากกว่าด้วยซ้ำ”
ในช่วงปี 65 สมช.บอกรัฐบาลเรื่องสแกมเมอร์ ไปว่าปัญหากระบวนการทุนเทาเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาสำคัญ เพราะว่ากลุ่มพวกนี้เติบโตด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐ และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นทางรัฐที่เป็นต้นทางของเครือข่ายทุนเทา หรือว่า รัฐที่เป็นปลายทางของการลงทุน ซึ่งกลุ่มทุนสีเทาพวกนี้มีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดซับซ้อนขึ้นเป็นระบบ และมีความเชื่อมโยงกัน มีการสร้างฐานเครือข่าย สายสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพล เพื่อให้ช่วยดูแลและปกป้องจากการถูกจับกุม ตอนนั้น สมช.บอกรัฐบาลตรง ๆ ไปอย่างงี้ เป็นสิ่งที่ประเมินในช่วงนั้น
“ผมเรียนตรง ๆ ว่าตอนนั้น สมช. เองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะแก้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ปัญหาแก้ยาก บางปัจจัยก็เป็นปัญหาที่เรื้อรัง ไม่ว่าจะในภูมิประเทศรอบบ้านเราหรือแม้แต่ในประเทศเราเอง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในเรื่องของการแก้ปัญหาให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงเรื่องคอร์รัปชั่นด้วย”
จับตากลุ่มว้าในพม่า เอี๋ยวทุกธุรกิจผิดกฎหมาย
ไผท กล่าวถึงกรณีของเมียนมาร์และกัมพูชาว่าปัญหาอาชญากรรมในเมียนมาร์ค่อนข้างจะโยงกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมาร์ ก็คือความขัดแย้งรอบใหม่ คือ 4 ปีตั้งแต่ที่มีรัฐประหารปี 64 ในเดือนกุมภาพันธ์ มีการสู้รบกันเป็นสงครามกลางเมือง แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะสู้รบกับทางกลุ่มต่อต้าน PDF หรือว่า กองกำลังต่างๆ ที่มีการรบกัน จะเห็นว่า การสู้รบมีฝ่ายได้ฝ่ายเสีย มีฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ ดูว่าฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำที่สุด ซึ่งตอนนั้นค่อนข้างจะกังวลกันมาก ก็คือฝ่ายรัฐบาล ซึ่งดูจะเพลี่ยงพรางมากขึ้น แต่ว่าช่วงหลัง สถานการณ์ดีขึ้น เพราะว่าจีนอาจจะไปช่วยเจรจากับกลุ่มทางเหนือ
แต่ว่ามีข้อสังเกตว่ามีกลุ่มกลุ่มเดียว ที่เรียกว่าไม่เพลี่ยงพล้ำเลย ได้อย่างเดียว ไม่มีเสียเลย ในลักษณะที่เหมือนกับได้พื้นที่ได้เขตอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ กลุ่มว้าแดง
“กลุ่มว้าแดง ตอนนี้ก็เป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุด ตอนนั้นเราก็วิเคราะห์ว่าเราก็พยายามมอนิเตอร์ ก็เห็นว่ากลุ่มว้าก็ขยายพื้นที่อิทธิพลจากพื้นที่อิทธิพลปกติของเขาในทางเหนือ ก็ลงมาด้านใต้ไปจนถึงทางเชียงตุงท่าขี้เหล็ก อย่างกลุ่มที่เคยสนิทชิดเชื้อกับเรา คือ ไทใหญ่ของท่านเจ้ายอดศึก ก็เหมือนกับต้องขยับหนีไป”
ไผท กล่าวว่า สมช. มองว่าไทใหญ่อาจจะเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วก็มีความใกล้ชิดกับไทย ทางปปส.เคยให้รางวัล ซึ่งขณะนี้ เราก็เหมือนกับขาดอะไรของเราไป เป็นกลุ่มที่เคยเป็นหูเป็นตาให้กับเราในพื้นที่ชั้นในของเมียนมาร์
“เป็นที่รู้กัน ในข่าวเปิดทั่วไป ว่าทางว้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจกฎหมายเยอะ คือมีอะไรผิดกฎหมายในเมียนมาร์ ทางว้าน่าจะไปเกี่ยวข้องเกือบหมด เมื่อว้าขยายตัวลงมาทางใต้ มาอยู่ติดกับชายแดนเรา โดยเฉพาะทางเชียงรายเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ตรงนี้ก็ส่งผลกระทบกับไทยกระทบทางยุทธศาสตร์”

ห่วงฟอกเงินรุนแรงในจังหวัดภาคเหนือ
ไผท ระบุว่าสมช.ห่วงมาก คือ ฟอกเงิน ในจังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็มีปัญหา เป็นแบบธุรกิจหรือบริษัทบังหน้าในการฟอกเงิน ซึ่งต่อไปจะมีปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น กลายเป็น “ฮับของการฟอกเงิน” ในพื้นที่
สำหรับพื้นที่ในเมียนมาร์ที่เป็นปัญหาที่เป็นข่าวอยู่ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นั่นคือ บริเวณที่ติดกับชายแดนเราโดยตรง เช่นพื้นที่ติดกาญจนบุรี ตรงนี้เกี่ยวกับกลุ่มกะเหรี่ยง ที่เหมือนกับผันตัวมาจากนักรบมาทำธุรกิจโดยเฉพาะพื้นที่ตรงข้ามตรงแม่สอดแม่ระมาด เป็นกลุ่มกลุ่มอาชญากรพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ รัฐบาลก่อนหน้านี้เคยตัดไฟฟ้า แต่ก็ขัดแขวางได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ทุกวันนี้ ยังมีการส่งตัวกลับประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รวมถึงจากแอฟริกาและประเทศในยุโรป แต่ไม่มีคนไทย
“เราประเมินว่าเป็นคอลล์เซ็นเตอร์ขนาดเล็ก มาจากแหล่งที่มีเงินทุนไม่มากที่ปิดตัวหรือว่าลดขนาดลง แต่ขณะนี้ มีข้อมูลที่ค่อนข้างน่าห่วงว่ามีการตรวจพบกิจกรรมแหล่งผลิตยาเสพติด ตรงข้ามอำเภอพบพระ ลึกเข้าไปจากแหล่งสแกมเมอร์เดิม ซึ่งเมื่อก่อนเรียนว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งผลิตยาเสพติดที่ผลิตในพื้นที่ หน่วยความมั่นคงค่อนข้างจะห่วง เหมือนกับเราปราบสแกมเมอร์อยู่แต่อยู่ดี ๆ มีแหล่งยาเสพติดผุดขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถปรับตัวกล่าวคือ พวกธุรกิจผิกชดกฎหมายน่าจะตายยาก”
ระบุสแกมเมอร์เกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง
ไผท ระบุว่าสแกมเมอร์ และแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา อยู่ในบริบทของของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ช่วงหลังนี้ตั้งแต่พฤษภาคม 2568
“สมช. นำเรียนรัฐบาลไปว่าหัวใจของระบอบผู้นำกัมพูชา คือ สแกมเมอร์ ทางเราควรดำเนินการปราบอย่างอย่างจริงจัง และการที่เราจะมุ่งปราบสแกมเมอร์ มันก็เหมือนกับมุ่งเป้าไปที่ผู้นำกัมพูชา ทำให้เกิดภาพที่ว่าเราไม่ได้ขัดแย้งกับประชาชนกัมพูชาโดยรวม แต่ว่าเรามีปัญหากับผู้นำของเขา ผู้นำที่ไปเกี่ยวมีเอี่ยวกับสแกมเมอร์”
ไผท ยังกังวลการปราบปรามกิจกรรม “ทุนเทา” ในลาว โดยระบุว่า “อาจจะยิ่งยากกว่าทางเมียนมาร์ และกัมพูชา” เพราะมันเป็นลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล และมีความซับซ้อน
ไทยได้รับผลกระทบหนัก 3 ด้าน
ไผท ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทย มี 3 ข้อหลัก ๆ คือ
1.ผลกระทบโดยตรง การขยายตัวของอาชญากรรมหลากหลายประเภทในประเทศรอบบ้านเรา ไม่ว่าจะอาชญากรรม เทคโนโลยี ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ฟอกเงินการพนัน ซึ่งมันเชื่อมโยงกันหมด อย่างฝั่งกัมพูชาเห็นชัดว่าเหยื่อสแกมเมอร์เป็นคนไทย แต่ว่าฝั่งเมียนมาร์เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมทางฝั่งเมียนมาไม่ได้มีเหยื่อเป็นคนไทย ซึ่งเหตุผลหลักน่าจะเพราะว่าแหล่งโครงการจีนเทาในเมียนมาร์ตั้งอยู่ติดกับประเทศไทย ซึ่งหากมุ่งเป้าไปที่เหยื่อคนไทยเนี่ยก็อาจจะกระทบ คือ ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่น่าจะยังต้องอาศัยไทย อาจมีข้อตกลงไม่ให้หลอกคนไทย ด้านกัมพูชา คือไทยกับกัมพูชา มีความใกล้ชิดทางเศรษฐกิจ ทำให้อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่ง คือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยมันจะรั่วไหลไปถึงเครือข่ายในกัมพูชาได้ง่ายกว่า
2.การเมืองการปกครองบิดเบี้ยว การที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทยถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนเทา เมื่อก่อนปัญหายาเสพติดนำโด่งเลย ซึ่งวันนี้ก็ยังหนักอยู่ แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมาศูนย์สแกมขยายตัว ทำกำไรได้ไม่น้อยกว่าค้ายาเสพติด มีการรขยายขนาดจากที่เคยเป็นแค่เหมือนการฉ้อโกงออนไลน์ที่ไม่ใหญ่มาก แต่ขณะนี้ทำกันเป็นอุตสาหกรรมเลย อย่างประเทศเพื่อนบ้านเราบางประเทศ มีรายได้จากสแกมเมอร์คิดเป็น 40% หรือครึ่งหนึ่งของจีดีพี
เมื่อเงินรายได้จากธุรกิจสีเทา กลายเป็นเหมือนกับเป็นเครื่องจักรสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ จาก แล้วจากเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ ก็ลามไปเป็นเครื่องจักรสำคัญทางการเมืองด้วย สมช.วิเคราะห์ว่าจะกัดเซาะสถาบันการเมืองและทำให้การปกครองเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้การปกครองการบริหารบิดเบี้ยวไปในหลาย ๆ ภาคส่วน
“เราเองก็จะมีความเสี่ยงที่ความเทาเทามันก็จะซึมเชื่อมโยงในบ้านเราได้นะครับ ถึงแม้เราจะมีความพร้อมรับมือมากกว่าเพื่อนบ้านเรา”
3. เป็นช่องทางให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซง เพราะขณะนี้ เราอยู่ในบริบทของการแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจ ซึ่งในเกมการเมืองโลก ปัญหาอาชญากรรมธรรมชาติ กระบวนการทุนเทา มีความเสี่ยงที่ประเทศใหญ่ ๆ จะใช้กระบวนการทุนเทาที่เชื่อมโยงอาชญากรรมใปเป็นเป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้ “ไม่แปลก” เพราะการเมืองเรื่องอำนาจก็ใช้ทุกเครื่องมือเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์
รัฐต้องสื่อสารนโยบายการทูตให้ชัด
กรุณา บัวคำศรี กล่าวว่าสิ่งที่อยากจะแลกเปลี่ยนตรงนี้ ก็คือว่า เรากำลังอยู่ในจุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 80 ปี โดยตัวที่เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่สุดเนี่ย ก็คือเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐเพิ่งออกสิ่งที่เรียกว่าเอกสารด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ หรือที่เรียกว่า national security
จากความไม่แน่นอนทางการเมืองโลกและมีความเสี่ยงอย่างมาก กรุณา เสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบาย “การทูตแบบดักทาง” เหมือนในอดีต ที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ทำให้เราปรับตัวไปก่อน เช่น การเปลี่ยนจาก “สนามรบเป็นสนามการค้า” หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
“ตอนนี้เราก็มีภัยคุกคามรอบบ้านใช่ไหม จะมาในรูปของการรบแบบดั้งเดิม หรือว่า cyberwar อะไร ก็ตามเนี่ย มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราอาจจะต้องคิดถึงเรื่องการทูตแบบดักหน้า ใช้ภาษาชาวบ้าน แล้วก็การสื่อสารออกไป ก็คือเป็นการทูตแบบกินได้ แบบคนฟังแล้วเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”
กรุณา ตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบัน กระทรวงการต่างประเทศ หรือรัฐบาลดำเนินนโยบาอะไร จะต้องใช้เวลาอธิบายค่อนข้างมาก เพราะคนไม่เข้าใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีการวสื่อสารกับประชาชน เหมือนกับว่าแต่ละภาคส่วนหลุดจากกันมากเกินไป

ไทยต้องเรียนรู้อยู่กับคู่แค้นเขย่าโลก “จีน-สหรัฐฯ”
จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้หลายภูมิภาคทั่วโลกเผชิญกับความเสี่ยงมากข้น โดยเฉพาะในเรื่องฐานทรัพยากรและด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่อำนาจทางเศรษฐกิจของจีนก็เพิ่มมากขึ้นจนเทียบใกล้เคียงกับสหรัฐฯ
ฟุราดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าจากสินค้าจีนหลายอย่าง เช่นรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมในไทยและมีมาตรฐานเท่ากับของสหรัฐ ทำให้ความคิดของคนไทยจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนไปยอมรับจีนมากขึ้นในหลายด้าน จากนั้นไป ไทยจำเป็นต้อง “เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับจีน” และอยู่ท่ามกลางอิทธิพลของ 2 มหาอำนาจ นั่นคือ สหรัฐฯและจีน
โลกในอนาคตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? ฟุราดี้ ยกงานศึกษาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่าต้องไปดว่าแต่ละประเทศในช่วง 10-30 ปี มีแนวโน้มเอียงอย่างไร
บทสรุปจากงานศึกษาออกมาว่าทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นฟิลิปปินส์ เอียงไปทางจีนหมด ไทยกับอินโดนีเซีย เอียงมากที่สุด ซึ่งหมายถึงว่าเดินทางไกลมากที่สุดจาก “ฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง” แต่ประเทศ อย่างเช่น ลาวและกัมพูชาก็เห็นผลเสียที่มีความใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป ก็พยายามดึงตัวเองออกมา
“ประเทศไหนที่ใกล้จีน พยายามดึงตัวเองออกมา ประเทศไหนที่ใกล้กับอเมริกา ก็พยายามดึงตัวเองออกมา เรากับอินโดนีเซีย มาเลเซีย ขยับมากที่สุด”
ความเป็นไปของกลุ่มเป็นกลาง (middle power) ?
ฟุราดี้ กล่าวว่าจากท่าทีของประเทศมหาอำนาจ ทำให้เราเรียนรู้ว่าโลกทุกวันนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ อย่างกรณี ทรัมป์ อยากให้ไทยหยุดรบกับกัมพูชา เสนอให้เงิน 45 ล้านเหรียญ ซึ่งแสดให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นการซื้อขายได้ ไม่ได้หวังจะให้เกิดสันติภาพจริง ๆ
“เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับจีนและอเมริกา มองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ ประเทศที่ใกล้จีนพยายามดึงตัวเองออกมา ประเทศที่ใกล้อเมริกามากกว่าก็พยายามดึงตัวเองออกมา จึงมีโอกาส (opportunity) สำหรับประเทศที่เป็นมหาอำนาจในระดับรองลงมา อาจจะเรียกว่า middle power ก็ได้”
ฟุราดี้ กล่าวว่าจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หลายประเทศ พบว่าเป็นโอกาส ซึ่งความสัมพันธ์ในระดับ middle power เกิดขึ้นแล้วหลายกรณี โดยมหาอำนาจที่รองลงมาไม่ต้องไปผูกตัวเองกับจีนกับอเมริกา ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ไม่ใช่แค่ด้านความมั่นคง ในทางด้านเศรษฐกิจก็ทำได้เช่นเดียวกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:



