ความเป็นมาของ CCS
ครม.มีมติ เมื่อ 28 ก.พ. 66 เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยและกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น
บันทึกความร่วมมือมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานร่วมกัน โดยมีขอบเขตความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยน ข้อมูลทางสถิติด้านพลังงานที่สามารถเปิดเผยได้ การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญระหว่าง 2 ประเทศและการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ หรือในประเทศที่ 3
บันทึกความร่วมมือฯ เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCS ระหว่างสองประเทศ โดยมีพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่เป้าหมายของการศึกษาและเข้าสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหิน เนื่องจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนอาจมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีระยะทางไม่ไกลจากพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (100 – 200 กิโลเมตร) จึงอาจสามารถใช้รองรับการอัดกลับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากแหล่งอุตสาหกรรมภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ของประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมของภูมิภาคที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต
แต่จะมีกิจกรรมหลักเป็นการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของชั้นหินใต้ดินและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดักจับ กักเก็บ และอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าว ซึ่งต้องมีการอนุมัติ อนุญาต รวมถึงการให้สิทธิเข้าไปดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียวกับ กิจกรรมสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งเป็นภารกิจของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน
ให้หน่วยงานรัฐเดินหน้าศึกษาและเตรียมการได้
แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาศักยภาพและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS โดยตรง และไม่มีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับกิจกรรม CCS เป็นการเฉพาะ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงต้องเสนอครม.มอบหมายภารกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (โครงการ CCS)
- ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะเจ้าของโครงการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย
ภารกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
| หน่วยงาน | รายละเอียดภารกิจ |
| ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม |
เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการ CCS |
| กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ | กำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รวมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย |
| หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล | ดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองประเทศ เช่น การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม |
ครม.ชุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำได้
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเนินงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ดังนั้น ครม.ชุดของอนุทิน ชาญวีรกูล จึงสามารถพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




