หลายคนรู้จัก จังหวัดระยอง จากการเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
แต่ขณะที่เดียวกัน ระยองยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคำถามถึงปัญหามลพิษและคุณภาพชีวิตของเมือง และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะเมืองชายฝั่งทะเลที่มีชายหาด แหล่งท่องเที่ยว และผืนป่าชายเลนที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศ
การพัฒนาเมืองจึงไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงตัวเลขการลงทุนหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองในระยะยาว
ระยองถือเป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลที่ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนขนาดใหญ่กว่า 12,757 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างป่าชายเลนปากน้ำประแสกว่า 6,000 ไร่ และป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำอีกประมาณ 500 ไร่
ป่าชายเลนเหล่านี้เปรียบเสมือน “ปอด” และ “แนวป้องกันธรรมชาติ” ของเมือง ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนโดยรอบ

ความห่วงใยของคนในพื้นที่ สู่การฟื้นฟูป่าชุมชนกลางเมือง
แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามฟื้นฟู ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ 500 ไร่ แต่ป่าชายเลนอีก 100 ไร่ยังอยู่ในสภาพที่ต้องการคนฟื้นฟู ทำให้กลุ่มคนเล็ก ๆ ที่มองเห็นคุณค่าของผืนป่าชายเลนบริเวณพระเจดีย์กลางน้ำ และไม่ต้องการให้พื้นที่ธรรมชาติแห่งนี้ค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงตามแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง
พวกเขาได้รวมตัวกันจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน และผลักดันให้พื้นที่ป่าชายเลนขนาด 100 ไร่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “ป่าชุมชน” อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างกลไกการดูแลและฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ไสว สุขสำราญ หนึ่งในคณะกรรมการป่าชายเลนเพื่อชุมชน 100 ไร่ พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงผืนป่าธรรมดา แต่คือ “ป่าในเมือง” ที่มีความสำคัญต่อคนระยองอย่างยิ่ง
ด้วยความผูกพันกับพื้นที่มายาวนาน ไสวเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของป่าชายเลนเป็นอย่างดี ทั้งชนิดพันธุ์ไม้ การเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำ และการฟื้นตัวของระบบนิเวศ เขาเชื่อว่าการฟื้นฟูป่าที่ดีที่สุด คือการช่วยให้ธรรมชาติกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยมนุษย์เข้าไปแทรกแซงเท่าที่จำเป็น
แนวคิดเดียวกันนี้สะท้อนผ่าน รัชนี กาหลง กรรมการและเลขานุการป่าชุมชน ซึ่งมองว่าป่าชายเลนแห่งนี้ควรเป็น “ปอดของเมืองระยอง” เป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และเป็นมรดกทางธรรมชาติสำหรับคนรุ่นต่อไป
การฟื้นฟูป่าชายเลน 100 ไร่ จึงไม่ใช่เพียงโครงการปลูกต้นไม้ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเมือง เป็นการฟื้นคืนระบบนิเวศที่สำคัญ และเป็นหลักประกันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสามารถดำเนินไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ฟื้นฟูป่าต้องเริ่มจาก “การเข้าใจป่า”
แม้ความรักธรรมชาติจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่การฟื้นฟูป่าชายเลนให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิชาการควบคู่ไปด้วย ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ อุปนายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนากำลังคนสเต็มเพื่ออนาคต (IAFSW) ภายใต้โครงการ “เติมพลังรักษ์ยั่งยืน สู่ผืนป่าไทย” (Foster Future Forests) อธิบายว่า ขั้นตอนแรกของการฟื้นฟูไม่ใช่การนำต้นกล้าลงปลูก แต่คือการทำความรู้จักพื้นที่อย่างละเอียด
ทีมงานจึงร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพาและชุมชนในพื้นที่ สำรวจป่าชายเลนขนาด 100 ไร่ โดยใช้ทั้งเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจภาคสนาม และงานวิจัยเชิงนิเวศ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลของพื้นที่อย่างเป็นระบบ
การศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ลักษณะดิน ระดับความเค็ม การขึ้นลงของน้ำทะเล ความชื้น การไหลเวียนของน้ำ ไปจนถึงชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแต่ละบริเวณ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ระบบนิเวศภายในป่า 100 ไร่กลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก และไม่สามารถใช้วิธีฟื้นฟูแบบเดียวกันทั้งพื้นที่ได้
ออกแบบป่า 100 ไร่ ด้วยแนวคิด 5 คลัสเตอร์
ผลจากการสำรวจทำให้พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 5 คลัสเตอร์ตามลักษณะทางนิเวศวิทยา เพื่อให้การฟื้นฟูสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของแต่ละพื้นที่มากที่สุด
- คลัสเตอร์ที่ 1 เป็นป่าชายเลนดินแข็งเสื่อมสภาพ พื้นที่เดิมถูกปกคลุมด้วยวัชพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นหนาแน่นจนรบกวนการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ปัจจุบันได้ดำเนินการกำจัดวัชพืชไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูป่าและการปลูกต้นไม้ในระยะต่อไป โดยพื้นที่ส่วนนี้ยังมีการวางแผนพัฒนาให้เป็นพื้นที่กิจกรรมและค่ายลูกเสือควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
- คลัสเตอร์ที่ 2 พื้นที่ป่าชายเลนพื้นที่ในส่วนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก ต้องใช้เรือในการสำรวจ เนื่องจากยังคงมีสภาพธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ โครงการจึงมีแนวทางที่จะปล่อยให้ระบบนิเวศฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยจะดำเนินการเพียงการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่บางส่วน เช่น การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ได้รับแสงแดดเพียงพอ ลดความเสี่ยงที่ต้นไม้จะเสื่อมโทรมหรือยืนต้นตาย
- คลัสเตอร์ที่ 3 พื้นที่ป่าชายเลนริมฝั่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ริมฝั่ง ต้องศึกษาระบบการไหลเวียนของน้ำในพื้นที่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โครงการจึงได้ก่อสร้างแนวป้องกันการกัดเซาะระยะทางประมาณ 220 เมตร โดยใช้รูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น คือการปักไม้เป็นแนวตารางเพื่อชะลอแรงคลื่นและช่วยดักตะกอน นอกจากนี้ยังคงเหลือการปรับปรุงบางจุดเพิ่มเติมเพื่อเสริมประสิทธิภาพการป้องกันการกัดเซาะในระยะยาว
- พื้นที่คลัสเตอร์ที่ 4 ป่าชายเลนสลับพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่บริเวณนี้ เป็นที่โล่ง น้ำท่วมไม่ถึง มีต้นแสมและพืชชายเลนขึ้นกระจายตัวอยู่ตามธรรมชาติ พื้นที่ลักษณะนี้ถือเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของปูดำ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ดังนั้นการปลูกป่าจึงต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง โดยเว้นพื้นที่บางส่วนไว้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและสัตว์ชายเลน ไม่ได้ปลูกต้นไม้ทดแทนเต็มพื้นที่ทั้งหมด
การฟื้นฟูพื้นที่ส่วนนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่ให้ความสำคัญกับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กันไป
การปลูกป่าจึงเป็น “หย่อมป่า” หรือการปลูกเป็นกลุ่มวงเล็ก ๆ กลุ่มละประมาณ 8-10 ต้น กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ แทนการปลูกปกคลุมเต็มพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเว้นช่องว่างและแนวพื้นที่ธรรมชาติให้ปูดำสามารถอาศัยและดำรงวงจรชีวิตได้ตามปกติ
- คลัสเตอร์ที่ 5 เป็นพื้นที่ป่าชายหาด พื้นที่บริเวณนี้มีขนาดประมาณ 11 ไร่ เกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณชายฝั่งจนกลายเป็นพื้นที่ดินทราย ลักษณะเด่นของพื้นที่คือมีทั้งบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึงและพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ทำให้การออกแบบการปลูกป่าต้องคำนึงถึงความแตกต่างของสภาพพื้นที่ โดยบริเวณริมชายฝั่งที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลจะปลูกพืชที่สามารถทนต่อน้ำเค็มและน้ำท่วมได้ ขณะที่พื้นที่ด้านในจะเลือกใช้พันธุ์ไม้ที่ทนแล้งมากกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
ดวงพร บอกว่า การแบ่งพื้นที่ออกเป็นคลัสเตอร์ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อจัดระเบียบพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการระบบนิเวศอย่างแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลด้านลักษณะดิน ระดับน้ำ ความเค็ม ความชื้น และการขึ้นลงของน้ำทะเลเป็นตัวกำหนดแนวทางฟื้นฟู ทำให้สามารถเลือกชนิดพันธุ์ไม้ได้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
ฟื้นฟูน้ำ ก่อนฟื้นฟูป่า
หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ทีมฟื้นฟูค้นพบคือ “ปัญหาของป่า อาจไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ แต่อยู่ที่ระบบน้ำ”
หลายพื้นที่ในป่าชายเลนมีสภาพน้ำขัง น้ำเสีย หรือการไหลเวียนของน้ำที่ผิดไปจากธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นไม้ที่ปลูกใหม่มีอัตราการรอดต่ำ และระบบนิเวศไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพ
การฟื้นฟูจึงเริ่มจากการออกแบบระบบร่องน้ำหรือ “ร่องแพรก” เพื่อเชื่อมต่อการไหลเวียนของน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติ
ปัจจุบันมีการขุดร่องน้ำหลักแล้วอย่างน้อย 3 สาย ช่วยให้น้ำสามารถหมุนเวียนได้ดีขึ้น ลดการสะสมของน้ำเสีย เพิ่มออกซิเจนในดิน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเติบโตของพืชและสัตว์ในระบบนิเวศ

เป้าหมายไม่ใช่ปลูกต้นไม้ แต่คือฟื้นคืนระบบนิเวศ
อูฐ นักวิชาการด้านป่าไม้ที่ร่วมโครงการอธิบายว่า การเลือกพันธุ์ไม้ไม่ได้พิจารณาเพียงความสวยงามหรือความรวดเร็วในการเติบโต แต่ต้องคำนึงถึงบทบาทของพืชแต่ละชนิดต่อระบบนิเวศทั้งหมด
ทั้งการเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ การเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต การดูดซับคาร์บอน และความสามารถในการฟื้นฟูระบบนิเวศตามธรรมชาติ
เป้าหมายสูงสุดของโครงการจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้มากที่สุด แต่คือการนำพันธุ์ไม้ดั้งเดิมกลับคืนสู่พื้นที่ และทำให้ป่าชายเลนสามารถกลับมาทำหน้าที่ทางนิเวศได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง
ในอนาคต พื้นที่แห่งนี้ยังมีเป้าหมายพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองระยอง ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องป่าชายเลน ความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บคาร์บอน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผืนป่าแห่งนี้เป็นทั้งห้องเรียนธรรมชาติและมรดกทางสิ่งแวดล้อมของคนระยองต่อไปในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




