มาตรการที่ออกมาเน้นที่การลดอัตรากำลังคน การลดจำนวนสำนักงานสาขา(ภูมิภาค) การใช้เทคโนโลยีช่วยแทนกำลังคน แถมให้แต่ละส่วนราชการไปทบทวนแล้วเสนอมาที่ ก.พ.ร. ว่าจะลดหรือทำอะไร
แนวทางที่ออกมาข้างต้นสะท้อนว่าโจทย์ในการปรับปรุงภาครัฐรอบนี้คือ การลดงบประมาณรายจ่ายประจำ แต่คำถามสำคัญคือ ปัญหาของภาครัฐไทย มีแค่นี้หรือไม่? รัฐบาลตีโจทย์แตกรึป่าว? เพราะลำพังการลดกำลังคนแต่ไม่ปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน และภารกิจ ย่อมทำให้คนที่ยังอยู่ในระบบอาจต้องอยู่ในภาวะ “แบก” กันระยะยาว พอสถานการณ์เป็นงานล้นคน (Work overload) ก็จะเกิดปัญหาเรื้อรังไม่จบสิ้น
โจทย์สำคัญคือ ข้อจำกัดที่ทำให้การทำงานในภาครัฐไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่สนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภาฯ มีเพียงการขาดงบประมาณเท่านั้นจริงหรือ? ผู้เขียนชวนวิเคราะห์ตามองค์ประกอบของการทำงานง่าย ๆ “งาน-เงิน-คน” ดังนี้
งานที่ทำ ใช่งานที่ควรทำหรือไม่? ซึ่งเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ฝ่ายการเมืองเองต้องวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และออกแบบนโยบายหรือแผนงานที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง หลายครั้งที่ฝ่ายการเมืองกำหนดเป็นนโยบายกว้าง ๆ พอไปถึงระดับหน่วยงานระดับกรมหรือระดับพื้นที่ต้องคิดโครงการเพื่อตอบสนองนโยบาย กลับพบว่า การเอาโครงการเก่าที่เคยทำมาปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ และแปะป้ายใหม่ให้ตรงกับนโยบายที่ถูกสั่งการลงมาเป็นสิ่งที่พบเจอได้เป็นประจำ
คำถามคือ ทำไม? คนในภาครัฐคิดวิเคราะห์ไม่เป็นหรือ? คำตอบที่เราพบเร็ว ๆ คือ (1) เขาไม่มีเวลาที่จะเก็บหรือย่อยข้อมูลที่จำเป็น ยิ่งในระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น ภาระงานประจำที่ต้องดำเนินการแต่ละวัน ตั้งแต่การประชุม งานติดตามข้อมูลหรือเอกสาร งานพิธีการ งานอื่น ๆ ไม่ว่างานนั้นจะสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ก็ตาม ก็ทำให้คนทำงานแทบจะไม่มีเวลาจะเอาข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ระบบการจัดเก็บและฐานข้อมูลของภาครัฐไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที หลายคนอาจเคยเห็นว่า ภาครัฐไทยมีการเก็บข้อมูลเยอะมาก ทั้งจากเก็บตรงจากประชาชน หรือเก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานให้รายงานรายประเด็นตามนโยบายของฝ่ายบริหาร แต่เรากลับพบว่าข้อมูลที่เก็บส่วนใหญ่มักเป็นการจัดเก็บตามคำสั่งจากส่วนกลาง เพื่อรายงานตามตัวชี้วัด แต่มักไม่สะท้อนกลับมายังต้นทางว่าข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อพื้นที่หรือสาธารณะอย่างไร
(2) ระบบจัดทำคำของบประมาณที่ต้องทำล่วงหน้าอย่างน้อย 10-12 เดือน เช่น งบประมาณปี 2570 ที่จะใช้จริงช่วง 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570 จะต้องส่งเอกสารตามที่สำนักงบประมาณกำหนดตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2568[1] เป็นต้น ซึ่งความต้องการของประชาชนหรือสถานการณ์ปัญหาเมื่อวันที่จะทำโครงการหรือกิจกรรมจริง อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ แต่เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติมาแล้ว ถ้าไม่ทำ ปีต่อไปก็กลัวว่าจะโดนตัดงบ เป็นต้น
เงินที่ใช้ ใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่? คำตอบของคำถามนี้ (1) เราจำเป็นต้องกลับไปถามคำถามเรื่อง งานที่ทำ หากงานที่รัฐทำเป็นงานที่รัฐไม่ควรทำ (ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร เช่น ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์ ซ้ำซ้อนกับเอกชน หรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง) แน่นอนว่างบประมาณที่เอาไปทำย่อมไม่น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ (2) ระเบียบการใช้จ่ายเงินงบประมาณถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าจริงหรือไม่? หลายกรณีที่เห็นตามภาพข่าว ไม่ว่าจะเป็น เสาไฟประติมากรรม[2] เฟอร์นิเจอร์ห้องผู้บริหาร[3] เครื่องออกกำลังกาย[4] ที่หน่วยงานยืนยันด้วยเอกสารว่าการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นไปตามระเบียบราชการทุกประการ แต่ประชาชนกลับรู้สึกว่าการใช้งบประมาณไม่สมเหตุสมผล เป็นต้น
ในหลายครั้ง การทำตามระเบียบเพื่อเบิกค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติราชการอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานเสียเวลามากกว่า 3 วัน ในการทำเอกสารตามระเบียบราชการเพื่อขอ “ขออนุมัติ” ใช้เงิน และหลายกรณีผู้ปฏิบัติงานภาครัฐที่มีเจตนาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่ดำเนินการผิดระเบียบการใช้เงินที่ยุ่งยากไม่ทันต่อสถานการณ์ก็ถูกลงโทษอย่างจริงจัง[5] ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในภาครัฐโดยเฉพาะระดับปฏิบัติการที่อยู่หน้างานยอมควักเงินส่วนตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือความคล่องตัวในการทำงาน แต่บางคนอาจใช้วิธีการ “จัดหาเอกสาร” ให้เป็นไปตามระเบียบเพื่อให้เบิกจ่ายทำได้ตามระเบียบ เป็นต้น
ในสถานการณ์ที่ตลาดสินค้าและบริการหลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีในการติดตามตรวจสอบทันสมัยมากขึ้น และสถานการณ์ปัญหามีความซ้ำซ้อนมากขึ้น ระเบียบการใช้จ่ายจึงควรออกแบบให้มุ่งแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการจำเป็นของประชาชนอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ ป้องกันการทุจริต และต้องมีความยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งปัจจุบันเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรากลับพบว่า ผู้บริหารในบางส่วนราชการมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัด รัดกุม ทำให้คนทำงานเสียเวลาในการจัดเตรียมเอกสารการเงินมากกว่าการทุ่มเวลาในการทำงานที่เป็นเนื้องานจริง
คนที่มี ก่อให้เกิดผลประโยชน์สาธารณะมากน้อยเพียงใด? เรื่องคนในภาครัฐเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไป ผู้เขียนวางสมมติฐานครั้งนี้ว่า ทุกคนที่เข้ามาในระบบการบริหารงานภาครัฐล้วนเป็นคนเก่ง เพราะระบบการสอบและการคัดเลือกของภาครัฐไทย ถูกออกแบบมาในลักษณะของการต้องการได้คนเก่งเข้ามาในระบบ การจ้างเหมาบุคคลหรือจ้างลูกจ้างก็อยู่บนฐานของการเลือกคนเก่งมีความสามารถมาทำงานเฉพาะด้านได้ ดังนั้น บทความนี้จึงชวนมาวิเคราะห์การใช้ประโยชน์คนที่อยู่ในภาครัฐแทน
คนเก่งแสดงความสามารถได้หรือไม่? แรกเริ่มที่เข้าไปในภาครัฐ คนเก่งย่อมอยากนำความรู้ที่ตนเองมีมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศ บางกรณีพบว่าไอเดียหรือข้อเสนอดีมาก แต่หากข้ามหน้าข้ามตาใครก็ตามก็อาจจะทำให้ชีวิตการทำงานไม่สนุกอีกต่อไป หรือบางกรณีสิ่งที่เป็นปัญหา และรู้ว่าควรแก้ไขด้วยวิธีการใด แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะหากดำเนินการอาจทำให้ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาเสียหน้าได้
นอกจากวัฒนธรรมรักษาหน้าแล้ว ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอีก ไม่ว่าจะเป็น อำนาจในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ทำให้การจะแก้ไขปัญหาต้องรอให้ส่วนกลางเห็นความสำคัญและอนุมัติลงมา หรือตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถือเป็น Keyman ในการปลดล็อกเรื่องต่าง ๆ ในระดับพื้นที่มีการโยกย้ายบ่อย ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายมาใหม่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของปัญหา นำไปสู่การไม่กล้าตัดสินใจ การพัฒนาที่ดำเนินการค้างไว้ก็ไม่ต่อเนื่อง ยังไม่รวมขวัญและกำลังใจที่เกิดขึ้นหรือดับไปในช่วงประเมินผลการปฏิบัติราชการ ที่เจ้านายมักเห็นผลงานของคนใกล้ได้ชัดเจนกว่าคนใกล้ เป็นต้น
อีกองค์ประกอบที่สำคัญคือ ระบบการให้คุณให้โทษของรัฐไทย เอื้อให้คนใช้ทักษะและความรู้ได้เต็มความสามารถหรือไม่? หลายคนคงเคยได้ยิน “เงินของเงินของแผ่นดิน ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ระบบการประเมินต่าง ๆ ของรัฐไทยจึงไม่อนุญาตให้ล้มเหลว ทุกกิจกรรมและทุกโครงการจึงรายงาน “สำเร็จตามตัวชี้วัด” ซึ่งตัวชี้วัดนั้นอาจไม่สะท้อนว่าโครงการแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ หรือสะท้อนเป้าหมายที่ต้องดำเนินการหรือไม่ และวัฒนธรรมผิดไม่ได้ของราชการไทย จึงทำให้รายงานการดำเนินงานเป็นเรื่องของ “เอกสาร” มากกว่าการสะท้อนผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้ง ๆ ที่ในศาสตร์ด้านการออกแบบการเรียนรู้ บอกเราว่า มนุษย์เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่พอการรายงานว่าโครงการที่ดำเนินการนั้นไม่บรรลุเป้าหมาย อาจนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง อาจนำไปสู่ความขุ่นข้องหมองใจของผู้บังคับบัญชาที่รู้สึกถูกทำให้เสียหน้า หรือ อาจนำไปสู่การโยกย้ายไปในที่ที่ไม่อยากไป เป็นต้น
จากการชวนวิเคราะห์ผ่านกรอบ “งาน-เงิน-คน” จะเห็นได้ว่าปัญหาของภาครัฐไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนข้าราชการที่มากเกินไปหรืองบประจำที่บวมขึ้นทุกปีเท่านั้น หากรัฐบาลลดกำลังคนโดยไม่ทบทวนว่างานที่ทำอยู่คืองานที่ควรทำหรือไม่ ไม่ปรับระเบียบการใช้จ่ายให้คล่องตัวและตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน และไม่แก้ไขระบบการให้คุณให้โทษที่ทำให้คนเก่งไม่กล้าใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่ต่างจากเดิม เพียงแต่คนที่เหลืออยู่ในระบบต้อง “แบก” งานเท่าเดิมหรือมากขึ้นด้วยจำนวนคนที่น้อยลง
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการปฏิรูปภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขคนหรือตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกล้าตั้งคำถามกับโครงสร้าง อำนาจ และระบบการทำงานที่ร้อยเรียงการใช้ประโยชน์งาน เงิน คน ได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนไปพร้อมกัน
มิเช่นนั้นมาตรการที่ออกมาก็อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอีกครั้งหนึ่ง
อ้างอิง:
[1] หนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร 0716/ว42 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568
[2] https://www.thaipbs.or.th/news/content/305355
[3] https://isranews.org/article/isranews-scoop/136876-invesdsdsdd.html
[4] https://www.bbc.com/thai/articles/cvgnwv9yx22o
[5] https://theactive.thaipbs.or.th/data/procurement-problems
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




