ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดรับฟังความความเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ) ทางออนไลน์ผ่านระบบกลางทางกฎหาย ก่อนนำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ซึ่งเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ
โดยที่ พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน 16 ปี จึงสมควรปรับปรุง บทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์ประกอบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงบทบัญญัติที่ให้ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ผูกพันหน่วยงานของรัฐให้ต้องปฏิบัติตาม การดำเนินโครงการตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) มอบหมาย และปรับปรุงขั้นตอน การดำเนินการกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวน องค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของสภาที่ ปรึกษาการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชน
ทั้งนี้เพื่อให้การบูรณาการในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบ มีเอกภาพ ทั้งในเรื่องนโยบาย ยุทธศาสตร์ การบังคับบัญชา และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้การแก้ไข ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553
สาระสำคัญ ร่าง พ.ร.บ. ชายแดนใต้
สำหรับร่างพ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. การจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมการจัดทำนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยกำหนดให้นโยบายฯ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลผูกพันหน่วยงานอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตาม ปรับรอบระยะเวลาการปรับปรุงนโยบายจากเดิมทุก 3 ปี เป็น 5 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และต้องนำความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนมาดำเนินการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต พร้อมเปิดเผยและเผยแพร่ความเห็นต่อสาธารณะอย่างทั่วถึง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
2. องค์ประกอบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ปรับเปลี่ยนโดยนำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาแทนที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขอำนาจหน้าที่เรื่องการศึกษาของ ศอ.บต. และโครงสร้างกระทรวงในปัจจุบัน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)
3. หน้าที่และอำนาจของ กพต. โดยกำหนดให้ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กพต. เห็นชอบ มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม รวมถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 7)
4. สถานะทางกฎหมายของ ศอ.บต. โดยแก้ไขเพิ่มเติมสถานะทางกฎหมายให้เป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะตามเดิม แต่เพิ่มเติมอำนาจพิเศษให้ชัดเจน/ให้เป็นกรมขนาดใหญ่ที่มีเอกภาพ (super กรม) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้มีอำนาจในการประสานงานระดับนโยบายสูงกว่ากรมปกติ / ให้กลับไปอยู่กับมหาดไทยตามเดิม โดยใช้กลไกมหาดไทย (ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ นายอำเภอ) เป็นหลัก โดยให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยสนับสนุนวิชาการและยุทธศาสตร์การพัฒนาในโครงสร้างปกติ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8)
5. หน้าที่และอำนาจของ ศอ.บต. เพิ่มอำนาจในการประสานงานช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมกระบวนการสันติภาพ สมานฉันท์ การคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี บูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจตามศักยภาพพื้นที่ และปรับระยะเวลาใช้บังคับยุทธศาสตร์เป็น 5 ปีให้ผูกพันหน่วยงานรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9)
6. การให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยแก้ไขเพิ่มเติมการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายผู้ต้องหา คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติสนิทที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนคดีอาญา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 13)
7. องค์ประกอบสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มผู้แทนเด็กและเยาวชน ผู้แทนกลุ่มผู้พิการ และผู้แทนกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งผู้แทนดังกล่าว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 19)
8. หน้าที่และอำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ กำหนดให้สภาที่ปรึกษาฯ สามารถเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการ ศอ.บต. ได้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23)
9. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพิ่มบทบัญญัติให้สภาที่ปรึกษาฯ รับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำและเสนอความเห็นเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เพิ่มมาตรา 23/1 และมาตรา 23/2)
10. การจัดตั้งสำนักงานเลขานุการสภาที่ปรึกษาฯ เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานเลขานุการสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เพิ่มมาตรา 23/3 และมาตรา 23/4)
11. บทเฉพาะกาล กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการดำเนินการใด ๆ ที่ได้ดำเนินการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
เพิ่มประสิทธิภาพบริหารและบังคับใช้กฎหมาย ศอ.บต.
ศอ.บต. ระบุว่า การยกร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 โดยความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายดังกล่าวขึ้น เพื่อให้การบริหารงานและปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอำนาจของ ศอ.บต. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ตลอดจนช่วยสร้างสันติภาพและความผาสุกให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย ทั้งจากประชาชนในพื้นที่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของ ศอ.บต. รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมายในรูปแบบออนไลน์ ก่อนนำข้อเสนอแนะมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายต่อไป
สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานและการบังคับใช้กฎหมายของ ศอ.บต. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
กฎหมายเดิมมีปัญหาและอุปสรรค
ร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีที่มาจากการที่ ศอ.บต. ประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ. การจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย โดยผลการประเมินพบว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวยังมีปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายอยู่หลายประการ ดังนี้
ประเด็นการจัดทำนโยบายบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้และระยะเวลาการ บังคับใช้ โดยมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงในระดับประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน จึงอาจทำให้การออกแบบนโยบายเน้นไปที่ความมั่นคงเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน สมช. อาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านการพัฒนาพื้นที่ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง เพราะเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกลางและไม่ได้ใกล้ชิดกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร
นอกจากนี้ การจัดทำนโยบายดังกล่าวยังขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ แม้จะกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำนโยบายฯ แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันใด ๆ ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง และแม้จะมีการกำหนดให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นตัวแทนคนในพื้นที่ มีอำนาจให้ความเห็นต่อนโยบาย และกำหนดให้ สมช. นำความเห็นนั้นมาประกอบการพิจารณาก็ตาม แต่ก็เพียงการ “ให้ความเห็น” เท่านั้น ทำให้ข้อเสนอแนะที่สะท้อนจากพื้นที่อาจไม่ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเด็นระยะเวลาการบังคับใช้หรือการทบทวนนโยบายฯ นั้น กรอบเวลาในการทบทวนนโยบายไม่สอดรับกับแผนระดับชาติตามมาตรา 4 วรรคสาม ของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้ สมช. ต้องเสนอแนะต่อ ครม. เพื่อทบทวนและปรับปรุงนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกรอบระยะเวลา 3 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการบังคับใช้ของ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ทุก ๆ แผนของประเทศต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย ซึ่งมีรอบการทบทวนทุกๆ 5 ปี
ดังนั้น การที่บริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เดินตามวงรอบ 3 ปี จึงไม่สอดคล้องและไม่เชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาและงบประมาณในภาพรวมของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้การขับเคลื่อนงานในระยะยาวขาดความ ต่อเนื่องและเกิดความลักลั่นในการปฏิบัติงาน
ติงบอร์ด กพต. ขาดคนในพื้นที่
ประเด็นองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) มาตรา 6 ของ พ.ร.บ. การจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 กำหนดให้ กพต. เป็นคณะกรรมการที่มีจำนวนกรรมการรวมกันสูงถึง 34 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน, รัฐมนตรี
จากกระทรวงต่าง ๆ มากถึง 17 กระทรวง รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับประเทศ เช่น เลขาธิการ สมช., ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการ กอ.รมน. จึงทำให้โครงสร้างกรรมการใหญ่เกินไปจนขาดความคล่องตัว และเกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน เนื่องจากคณะกรรมการเกือบทั้งหมดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับประเทศที่มีภารกิจหนาแน่น ทำให้การนัดหมายประชุมทำได้ยาก และไม่มีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ส่งผลให้งานในพื้นที่หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม แม้ กพต. จะมีองค์ประกอบที่ใหญ่จนเป็นเหมือน “ครม. น้อย” ก็ตาม แต่ในมิติของ “คนในพื้นที่” กลับพบว่ายังไม่สะท้อนบริบทที่แท้จริง ยังขาดตัวแทนในพื้นที่ในหลายภาคส่วน เช่น ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้แทนจากภาคเศรษฐกิจ (เช่น หอการค้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้) เพื่อร่วมพิจารณามิติการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่มีตัวแทนด้านศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการแก้ไขปัญหาและการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเรื่องวาระของกรรมการ กพต. ประเภทผู้แทนภาคประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคัดเลือกโดยสภาที่ปรึกษาฯ จังหวัดละหนึ่งคน ตามมาตรา 6 วรรคสอง ที่กลายเป็นอุปสรรคในการทำงานระยะยาว เนื่องจากมีวาระสั้นเกินไป โดยกำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปีเท่านั้น และสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ซึ่งอาจส่งผลเป็นการตัดโอกาสบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการเข้ามาช่วยเหลืองานของ กพต. ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการบริหารงานและการผลักดันโครงการพัฒนาในระยะยาว
ศอ.บต. ไร้อำนาจสั่งการหน่วยงานอื่น
ประเด็นสถานะอำนาจหน้าที่ของ ศอ.บต. และความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ. การจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 กำหนดให้ ศอ.บต. เป็น “ส่วนราชการรูปแบบเฉพาะ” ที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงใด ๆ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรงมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่สถานะพิเศษนี้กลับสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเกิดความสับสนในการตีความสถานะเฉพาะที่ไม่เหมือนราชการปกติทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างหน่วยงาน
แม้ ศอ.บต. จะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะเหมือนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แต่ ศอ.บต. กลับไม่มีระบบการบริหารงาน บุคคล ระบบงบประมาณ หรือระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ศอ.บต. ยังคงต้องใช้ระเบียบราชการปกติ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
สำหรับประเด็นบทบาทของ ศอ.บต. เกิดปัญหาการมีบทบาทในพื้นที่ที่ทับซ้อนกับส่วนราชการอื่นในพื้นที่ และขาดอำนาจในการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของ ศอ.บต. ในการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “ประสานงาน กำกับดูแล และเร่งรัด” การดำเนินงานในพื้นที่ บางกรณี ศอ.บต. ลงไปดำเนินการเอง จึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรงในพื้นที่อยู่แล้ว ส่งผลให้ขาดเอกภาพในการพัฒนา
แต่ในทางกลับกัน เมื่อ ศอ.บต. ต้องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ศอ.บต. กลับไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสามารถสั่งการหรือกำกับดูแลส่วนราชการอื่น ๆ ในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามแผนงานของ ศอ.บต. ได้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ หน้าที่และอำนาจของศอ.บต. อาจยังไม่ครอบคลุมในบางภารกิจ เช่น ภารกิจด้าน กระบวนการสันติภาพ ภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวกับเด็กและสตรีที่ยังไม่ มีความชัดเจน
4 ปมปัญหาโครงสร้าง สภาที่ปรึกษา ศอ.บต.
ประเด็นโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่กฎหมายตั้งใจให้เป็น “สะพานเชื่อม” และ “กระบอกเสียง” ของคนในพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดและอุปสรรคเชิงโครงสร้างอยู่หลายประการ
ประการแรกองค์ประกอบของสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดความหลากหลาย โดยแม้ว่ามาตรา 19 จะกำหนดให้สภาที่ปรึกษาฯ มีสมาชิกจำนวนถึง 49 แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มในพื้นที่ โดยเฉพาะตัวแทนจากกลุ่มสำคัญในมิติทางสังคมยุคปัจจุบัน เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้พิการ และนักสิทธิมนุษยชน
ประการที่สองสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และขาดข้อมูลสนับสนุน โดยเมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้ว สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ไม่เข้าใจบทบาทกฎหมายของตนเอง และอาจยังขาดความเข้าใจในอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายให้ไว้
ประการที่สาม ข้อจำกัดด้านหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย โดยตามมาตรา 23 (4) การที่สภาที่ปรึกษาฯ จะเสนอความเห็นหรือแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายกรัฐมนตรีหรือ ศอ.บต. จะทำได้ก็ต่อเมื่อ นายกรัฐมนตรีหรือ ศอ.บต. เป็นฝ่ายสอบถามมาเท่านั้น สภาที่ปรึกษาฯ ไม่สามารถที่จะมีข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีหรือ ศอ.บต. เองได้ ซึ่งทำให้การทำหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ประการที่สี่ สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดความคล่องตัวเชิงโครงสร้างและงบประมาณ ซึ่งแท้จริงแล้วสภาที่ปรึกษาฯ ถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรตรวจสอบและสะท้อนความเห็นต่อ ศอ.บต. และส่วนกลาง แต่กลับไม่มีความเป็นอิสระ และไม่มีหน่วยงานธุรการของตนเองในการสนับสนุนการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาประการที่สองได้ด้วย
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




