วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อย เป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก
กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1% ลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน

แต่การขยายตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟิ้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 13.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิต ภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจโดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
สำหรับภาคการคลังจะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง
การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของ ปีงบประมาณ 2569 สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราว 50.0% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำามันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0 ถึง 96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ
- ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน
- ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า
- สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง
- ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านวิจัยกรุงศรี ระบุว่าการส่งออกของไทยเดือนมีนาคมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 คาดเป็นแรงหนุนชั่วคราวจากการเร่งสั่งซื้อ (Front loading) เนื่องจากสหรัฐฯ ยกเลิกการใช้อัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ที่ 19% แต่ใช้อัตราภาษีตามมาตรา 122 ที่ 10% แทน โดยการส่งออกในเดือนมีนาคมมีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.7% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในระยะต่อไป การส่งออกเผชิญปัจจัยกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้วัตถุดิบหลายประเภทขาดแคลน และอุปสงค์จากตะวันออกกลางลดลง รวมทั้งต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำลังเปิดการไต่สวนทางการค้ากับไทยตามมาตรา 301 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับสินค้าเป้าหมาย ซึ่งนับเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกและการผลิตในระยะข้างหน้า
ด้านมูดี้ส์ (Moody’s) ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ จากเดิม ‘เชิงลบ (Negative)’ โดยประเมินว่า (i) ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯผ่อนคลายลง (ii) แรงส่งด้านการลงทุนเริ่มฟื้นตัว และ (iii) การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างมีนัยสำคัญช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง
ขณะที่มูดี้ส์ยืนยันอันดับเครดิต (Credit Rating) ที่ระดับ Baa1
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการคลังของไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อาจส่งผลให้ฐานะการคลังตึงตัวมากขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




