เมื่อ 21 เม.ย. 69 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1
การปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือในปีนี้ดีขึ้น มาจากแรงกดจากโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลดลง
Moody’s ปรับมุมมองครั้งนี้ ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)
เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป
การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย
หนี้ภาครัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
แต่ ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้
ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45% ถึง 50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล
เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่ภาระหนี้เพิ่ม
ทั้งนี้ คณะกรรมการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของมูดี้ส์ มีการประชุมเมื่อ 16 เม.ย. 69 พิจารณาว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจ และ ทางบริหารงาน แต่ด้านสถานะด้านการคลัง รวมถึงหนี้ภาครัฐแย่ลง
Moody’s มีมุมมองต่อเศรษฐกิจยังมีอัตราการเติบโตต่ำ คาดว่าจีดีพีที่แท้จริง (real GDP) จะเติบโต 1.5% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027 สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบจากราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง การลงทุนต่ำ ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหนี้ครัวเรือนสูง
ปัจจัยเหล่านี้ ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือประมาณ 2.5% ลดลงจาก 3% ก่อนโควิด แต่มุมมองในระยะยาวยังดีกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน
Moody’s คาดว่าภาระหนี้ภาครัฐจะเพิ่มขึ้นอีกในไม่กี่ปีข้างหน้า ท่ามกลางการเติบโตต่ำและขาดมาตรการหารายได้ แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะส่งสัญญาณต้องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่มูดีส์ก็ไม่ได้นำเรื่องนี้มาใช้ในสมมติฐานจนกว่าจะมีการนำมาใช้จริง
ผลก็คือ หนี้ภาครัฐจะเพิ่มเป็น 60% ของ GDP ในงบปี 2569 และจะเพิ่มราว 62% ในปี 2571
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถจัดการภาระหนี้เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตลาดทุนในประเทศเอื้อให้รัฐบาลสามารถยืมเงินด้วยต้นทุนที่ต่ำตลอดช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้โครงสร้างหนี้ของรัฐบาลเป็นการกูยืมสกุลเงินบาทและอายุพันธบัตรเฉลี่ยยาว ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องหนี้
Moody’s ประเมินว่างบประมาณปี 2026 รัฐบาบต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 6% ของรายได้ภาครัฐ แต่ต่ำกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน
ด้านเงินตราต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่งจากระดับทุนสำรอง โดยสิ้นเดือนมี.ค. 26 ทุนสำรองอยู่ที่ 23.8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 7 เดือนของมูลค่าการนำเข้าสินค้า ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ระยะสั้นและระยะยาวต่อทุนสำรอง อยู่ที่ 45-50% ในปี 2026 ซึ่งทำให้มีช่องว่างเพียงพอ ที่ระดับทุนสำรองจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Moody’s ประเมินว่าไทยเผชิญกับความท้าทายด้านประชากร โดยเฉพาะประชากรผู้สูงวัย และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวกับอุกทกภัยและคลื่นความร้อน แต่ความเสี่ยงดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดแข็งด้านบริหารและความเป็นสถาบัน ซึ่งทำให้ช่วยหนุนให้ภาคเศรษฐกิจมหภาคมีเสถียรภาพ และมีศักยภาพในการแก้ปัญหาความท้าทายด้านประชากรและสิ่งแวดล้อมได้
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาจากความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำท่วม และกระทบต่อภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคแรงงานสำคัญ โดยระดับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและทุนจากทรัพยากรธรรมชาติมีระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนและการปกป้องทรัพยากรที่เป็นทุนทางธรรมชาติค่อนข้างจำกัด
ความเสี่ยงด้านสังคม ส่วนใหญ่มาจากประชากรสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดลงและกระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ระดับปานกลาง ส่วนหนึ่งมาจากทักษะแรงงานยังไม่สูงมากพอ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างมีศักยภาพ แต่ความไม่เท่าเทียมรายได้ทำให้เกิดความเสี่ยงทางสังคม
การบริหารงานภาครัฐของไทยมีสถาบันค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ติดตามการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพได้ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งจะลดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย
ปัจจัยสำคัญ ส่งผลอันดับความน่าเชื่อถือ
อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจะขยับขึ้น หากรัฐบาลมีการบรรลุการปรับปรุงหลายด้านเพื่อหนุนการเติบโต พร้อมกับลดภาระหนี้รัฐบาล สิ่งนี้สามารถทำได้โดยการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการคลังที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ จะช่วยหนุนการเติบโตและหารายได้เพิ่มขึ้น
ส่วนปัจจัยที่นำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากการเติบโตทางเศรษฐกิจและมุมมองต่อฐานะการคลังแย่ลงจากระดับปัจจุบัน จะส่งผลคะแนนความน่าเชื่อถือจะแย่ลงกว่าประเทศที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน สิ่งนี้จะมาจากรัฐบาลปรับโครงสร้างล่าช้า หรือมีปัจจัยภายนอกส่งผลกระทบมากกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
มุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการผลักดัน “นโยบาย 4T Plus เพิ่มความโปร่งใสลดทุจริต (Transparency and Anti-corruption)” ควบคู่กับ “แผนปฏิรูปการคลังในระยะปานกลาง”
ความน่าเชื่อถือไทยขึ้นกับนโยบาย 4T – แก้ทุจริต
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำ ให้ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในครั้งนี้
1. กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับ 3 แห่งในช่วงระหว่างการร่วมประชุม World Bank – IMF Spring Meeting April 2026 ผ่านการหารือด้วยตนเอง
2. ชุดนโยบาย 4T ของรัฐบาล ซึ่งจะใช้เป็นกรอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทยในระยะปานกลาง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ ลดความสำคัญของการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเพิ่มความสำคัญการลงทุนระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศจาก 23% เป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี และตั้งเป้า GDP เติบโตเกิน 3% โดยชุดนโยบาย 4T ประกอบด้วย
- Target (มุ่งเป้า) : เน้นใช้งบประมาณเจาะจงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (เช่น มาตรการพลังงาน) แทนการอุดหนุนแบบหว่านแห ควบคู่กับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ทางตรงจากต่างชาติ (FDI) เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- Transition (เปลี่ยนผ่าน) : เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green transition) เช่น การสนับสนุนพลังงานสะอาด ผ่านนโยบาย Direct PPA การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า และการติดโซลาร์เซลล์รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ที่โปร่งใสและคล่องตัว
- Transform (พลิกโฉม) : ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนระดับฐานราก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พัฒนาทักษะแรงงานพร้อมปฏิรูประบบภาษี
- Together (รวมพลัง) : บูรณาการความร่วมมือ “สามประสาน” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันออกแบบนโยบาย (Co-creation) และเปิดพื้นที่สำหรับการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในโครงการภาครัฐ (ผ่านการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน หรือ PPP /Thailand Future Fund)
แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้าของไทย SCB EIC มองว่า ขึ้นกับความคืบหน้าของการผลักดันชุดนโยบาย 4Tและรัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่ม “ความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption)” เป็น“ชุดนโยบาย 4T Plus” เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงขนาดใหญ่ บั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และลดทอนประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ได้ใช้ “ปัจจัยธรรมาภิบาลภาครัฐ และการป้องกันการทุจริต” ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย
- ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) พบว่าคะแนนของไทยแย่ลงต่อเนื่อง จากสูงสุดในปี 2015 ที่ 38 เหลือเพียง 33 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก
- ดัชนีการควบคุมการทุจริต (Control of Corruption) ในดัชนีวัดธรรมาภิบาลภาครัฐโลก (Worldwide Governance Indicators) จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ลดลงจากจุดสูงสุด 45.44 ในปี 2000 เหลือ 37.18 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100
- ผู้บริหารในธุรกิจอุตสาหกรรมไทย 86% ตอบแบบสำรวจ FTI CEO Poll (มี.ค. 2026) ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไทยในปัจจุบันรุนแรงกว่าอดีต และ 61% ระบุว่า เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง
3. แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้โดยวางแผนลดขาดดุลการคลังจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือเพียง 2.1% ในปีงบประมาณ 2030 (ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติของไทยช่วงก่อนวิกฤติโควิดที่มักจะขาดดุลงบประมาณไม่ถึง 3% ของ GDP) ผ่านแนวทางการปฏิรูปรายได้ การปฏิรูปรายจ่าย และการเพิ่มวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินการเป็นรูปธรรมมากกว่าแผนการคลังฯ ในอดีต
3 เงื่อนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน
แม้เสถียรภาพการคลังไทยอาจมีแนวโน้มแย่ลงในระยะสั้น เพื่อรองรับผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง SCB EIC ประเมินว่า ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปการคลังระยะปานกลางได้ล่าสุดหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66.1% ของ GDP ณ เดือน ก.พ. 2026 มีแนวโน้มชนเพดาน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะภายใน 1-2 ปีอยู่ก่อนแล้ว โดยคาดว่าจะขยายเพิ่มเป็น 75% เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบยาวนานยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะยิ่งทำให้เสถียรภาพการคลังไทยแย่ลงมากขึ้น

สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP (ที่มา: SCB EIC)
ทั้งนี้หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความมั่นใจทางวินัยการคลัง
- ใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว วัตถุประสงค์กู้ชัดเจนตามความจำเป็น หลังจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายงบประมาณปกติแล้ว และเน้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายสูงสุด
- ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายฐานภาษี ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ
- สื่อสารโปร่งใส ต่อสาธารณะและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นประจำต่อเนื่อง พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและตัวชี้วัด (KPI)
ในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็งสามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





