คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ต่อปี โดยประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1% และ 1.3% ตามลำดับ โดยจะปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้จนถึงต้นปีหน้าจากราคาพลังงานและปรากฏการณ์เอลนีโญ ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย
ภาพแสดงประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 และ 2570

ทั้งนี้ กนง. มองว่ายังต้องติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้ จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน
ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ กนง. ให้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมตั้งข้อสังเกตมาตรการพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ล่าสุดติดลบราว 1 แสนล้านบาท และยังเพิ่มขึ้นอีก หากเทียบกับในอดีตเคยติดลบถึง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งในระยะต่อไปหากกองทุนฯ ไม่สามารถยุงราคาพลังงานได้อีก ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับสูงขึ้นและจะกระทบเงินเฟ้อในประเทศด้วย
“ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นเรื่องของตัวแปรที่เราต้องติดตามใกล้ชิด ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ คือแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเนี่ยดูเหมือนจะไม่น่าเป็นกังวลมากนัก แต่ความเสี่ยงก็มีอยู่” เลขานุการ กนง. กล่าว
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบ กนง. คาดว่า ปี 69 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนลดลงเหลือ 76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 70
กราฟแสดงราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น (เส้นสีน้ำเงิน)

AI ดันเศรษฐกิจดีกว่าคาด แต่กำลังซื้ออ่อนแอ
เศรษฐกิจปี 69 ทาง กนง. ปรับคาดการณ์มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น 2.4% จากเดิม 2.3% และปี 2571 ที่ 2.1% จากเดิม 1.8% เนื่องจากแรงส่งที่ดีกว่าคาด จากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ ผลดีจากกิจกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับธุรกิจและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบ่งตามสาขาเศรษฐกิจ

ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลาดแรงงานและกำลังซื้อที่เปราะบางโดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่เผชิญแรงกดดันค่าครองชีพ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับลดลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง
กราฟประมาณการการบริโภคภาคเอกชน

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
ดอกเบี้ยอาจกลับเป็นขาขึ้น หากเศรษฐกิจฟื้นต่อเนื่อง
ดอน ระบุว่า กนง. ยังไม่ได้ปิดโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นโยบายการเงินต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น กนง. ยังสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันไม่ใช่ระดับต่ำสุด
แต่หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น กนง. อาจจำเป็นต้องทยอยลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินลง เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับผ่อนคลายค่อนข้างมาก ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต
ทั้งนี้ กนง. ไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจไทยเติบโตถึงระดับศักยภาพก่อนจึงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากนโยบายการเงินต้องทำโดยมองไปข้างหน้า หากประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจนเข้าสู่ระดับศักยภาพในอีกไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า ก็สามารถพิจารณาทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าได้ โดยจะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กนง. ยังต้องติดตามความเสี่ยงระยะยาวจากการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินที่อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงเงินกู้ต้นทุนต่ำ รวมถึงความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป และหันไปหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบความเสี่ยงดังกล่าวอย่างชัดเจนในปัจจุบัน
สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต กนง. ต้องการให้เกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มากกว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือการไหลออกของเงินทุน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้
GDP ไทยอาจโตเกิน 2.4% หลังนับผลผลิตอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม
เลขานุการ กนง. ยังกล่าวถึงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP ) ว่าตอนนี้ข้อมูลยังมีความไม่แน่นอน หลังสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยเพิ่มข้อมูลโรงงานที่ผลิตสินค้าเดิม 2 ประเภท ได้แก่ วงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 3 ประเภท ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กหรือแล็ปท็อป อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคัล และเครื่องสำรองไฟสำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูล
ก่อนหน้านี้ ผลผลิตจากสินค้ากลุ่มดังกล่าวยังไม่ถูกนำมารวมในการคำนวณดัชนี MPI ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ติดตามประเด็นนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากพบว่า การส่งออกสินค้าของไทยขยายตัวได้ดี แต่ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับหดตัว
ทั้งนี้ การปรับปรุงข้อมูล MPI อาจเป็นปัจจัยบวกต่อประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือทำให้ GDP มีโอกาสขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิมที่ กนง. คาดไว้ที่ 2.4% อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องรอการปรับปรุงข้อมูล GDP ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเฉพาะความชัดเจนว่าจะมีการปรับข้อมูลย้อนหลังไปนานเท่าใด และส่งผลต่อตัวเลข GDP มากน้อยเพียงใด
ประมาณการเศรษฐกิจ ณ ต.ค. 2569

บทความที่เกี่ยวข้อง:




