ทรัพยากรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ แท้จริงแล้วอาจเป็นสิ่งที่ “ยืมมา” จากคนรุ่นหลัง ข้อมูล Earth Overshoot Day ระบุว่าปี 2569 มนุษย์ใช้ทรัพยากรที่โลกผลิตทดแทนได้ในรอบ 1 ปีหมดไปตั้งแต่ 30 ก.ค. 69 นั่นหมายความว่าตั้งแต่วันนั้นจนสิ้นปี เรากำลังใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของโลกไปแล้ว
ไทยเองก็เผชิญปัญหาเดียวกัน ทั้งป่าที่หายไป ขยะและน้ำเสียเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และแรงกดดันจากการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งที่จริงแล้วธรรมชาติไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานของน้ำ อากาศ อาหาร ยา และทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกอย่าง
สมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนมองใหม่ว่าเศรษฐกิจกับธรรมชาติไม่ใช่คนละเรื่อง แต่ต้องออกแบบเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงต้องมองทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้ชุมชนที่อยู่กับป่ามีรายได้และมีส่วนร่วมดูแลพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของ “ใครผิดใครถูก” เพราะทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากร
ต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มศักยภาพป่าไม้ดูดซับคาร์บอน
หากไทยจะไปถึงเป้าหมาย Net Zero ต้องทำสองเรื่องคู่กัน คือปรับระบบพลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มบทบาทของป่าไม้กับชุมชนในการดูดซับคาร์บอน
ปัจจุบันไทยปล่อยคาร์บอนราว 350 ล้านตันต่อปี ขณะที่ป่าไม้ดูดซับได้ประมาณ 92 ล้านตัน เป้าหมายคือต้องเพิ่มขึ้นเป็นราว 118 ล้านตัน
กลไกสำคัญที่จะช่วยได้คือ “คาร์บอนเครดิต” ผ่านกลไกตลาด ให้ผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์สามารถชดเชยได้ด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิต ซึ่งไทยมีความร่วมมือด้านนี้กับหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปถึงมือชุมชนที่ดูแลป่า
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงร่วมขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตในป่า ร่วมกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและกรมป่าไม้ เพื่อขึ้นทะเบียนพื้นที่ให้ชุมชนในราว 12 จังหวัด ครอบคลุมหลากหลายระบบนิเวศ ปัจจุบันดำเนินการแล้วราว 280,000 ไร่ มีชาวบ้านได้ประโยชน์กว่า 180,000 คน
โครงการนี้ต่อยอดจากบทเรียนที่ดอยตุง โดยยึดหลักว่าชุมชนที่อยู่กับป่าคือ “ผู้ดูแล” ทรัพยากร ไม่ใช่ผู้บุกรุก จึงควรได้รับรายได้จากคาร์บอนเครดิตด้วย ตามแนวคิดที่ว่า “ชาวบ้านต้องเป็นคนปกป้องป่า และต้องมีรายได้จากการดูแลป่า”
ใช้ข้อมูลและ AI ช่วยชุมชนวางแผนจัดการป่า
อีกเรื่องที่สำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดการทรัพยากร เช่น กรณีการจัดการไฟป่า ในอดีตชาวบ้านทำแนวกันไฟตามตารางที่กำหนดไว้ แต่ไม่เคยนำข้อมูลการเกิดไฟป่าจริงมาวิเคราะห์ ทำให้ประเมินไม่ได้ว่าแนวกันไฟมีประสิทธิภาพแค่ไหน
มูลนิธิจึงนำข้อมูลจุดเกิดไฟป่าในแต่ละช่วงเวลามาทำแผนที่ เทียบกับตำแหน่งแนวกันไฟ เพื่อดูว่าจุดไหนได้ผลจริง แล้วนำไปวางแผนจัดการป่าให้แม่นยำขึ้น สมิทธิ์เน้นว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ควรอยู่แค่ในมือรัฐหรือหน่วยงาน แต่ชุมชนเองต้องเข้าถึงและใช้วิเคราะห์เพื่อตัดสินใจจัดการทรัพยากรของตัวเองได้ด้วย
“Nature Positive” คือการมองธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ
แนวคิด Nature Positive คือการทำให้กิจกรรมของมนุษย์ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แทนที่จะทำให้เสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ แม้หลายคนจะคิดว่าธรรมชาติแยกขาดจากเศรษฐกิจ แต่ความจริงคือเศรษฐกิจโลกกว่า 55% พึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ทั้งน้ำ อากาศ อาหาร ยา และวัสดุก่อสร้าง หากพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่นับต้นทุนทางธรรมชาติ สุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับมาทำร้ายทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคน
ตัวอย่างที่ชัดคือดอยตุง จ.เชียงราย ซึ่งเคยมีป่าถูกทำลายไปราว 100,000 ไร่ ก่อนเริ่มฟื้นฟูตามแนวพระราชดำริของสมเด็จย่า ใช้เวลากว่า 36-38 ปี โดยไม่ได้ไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แต่สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้และมีแรงจูงใจช่วยฟื้นฟู
เมื่อป่ากลับมา ไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศก็ฟื้นตามมาด้วย มูลนิธิฯ ประเมินว่าป่าเปรียบเหมือน “ธนาคารอาหาร” ของชุมชน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ราว 10,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี หรือราว 1,000-2,000 บาทต่อเดือนในบางพื้นที่
ดึงภาคธุรกิจร่วมฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกลไกตลาด
งานด้านธรรมชาติไม่มีองค์กรใดทำสำเร็จคนเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากเอกชน ชุมชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจึงเน้นทำงานแบบ Partnership เช่น ร่วมมือกับการบินไทย นำกลไกเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานมาสนับสนุนเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง
โดยส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาป่า เพราะกาแฟปลูกในที่โล่งไม่ได้ผลดี ซึ่งช่วยทั้งสร้างรายได้และรักษาป่าไปพร้อมกัน กาแฟจากโครงการนี้ถูกนำไปใช้บนเครื่องบินการบินไทยราว 20 ล้านแก้วต่อปี และยังส่งออกต่างประเทศ กลไกแบบนี้ช่วยสร้างตลาดให้สินค้าชุมชน และจูงใจให้ชาวบ้านลดการบุกรุกป่าและลดการเผา
สำรวจแม่น้ำปิง พบความหลากหลายทางชีวภาพเชื่อมถึงเจ้าพระยา
อีกโครงการคือความร่วมมือกับไทยเบฟ สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพที่ลำน้ำปิง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สมิทธิ์ชี้ว่าแม่น้ำปิงเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องมองเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ไม่แยกจัดการเฉพาะจุด
การสำรวจพบสิ่งมีชีวิตหลากหลายที่คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก เช่น การพบ “มูลตัวนาค” ในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีทรัพยากรมีค่าที่รอการค้นพบอีกมาก
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือกิจกรรมเศรษฐกิจใด ๆ จึงควรคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นฝาย เขื่อน หรือโครงสร้างคอนกรีต โดยอาจศึกษาแนวทาง Nature-based Solutions ที่ใช้ธรรมชาติช่วยจัดการน้ำและพื้นที่แทนสิ่งก่อสร้าง
เก็บข้อมูลทะเลและป่า เตรียมไทยรับมือโจทย์ความหลากหลายทางชีวภาพ
อีกโครงการคือความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตรัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพตั้งแต่ภูเขา แม่น้ำ ถึงทะเล เพื่อสร้างฐานข้อมูลรองรับประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพที่จะสำคัญมากขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ที่ จ.ตรัง มีการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ป่าหลายหมื่นไร่ โดยเน้นรับฟังความเห็นชุมชนก่อนเริ่มงานทุกครั้ง สมิทธิ์ย้ำว่าชาวบ้านไม่ควรถูกมองเป็นแค่แรงงานเก็บข้อมูล แต่ควรได้รับการพัฒนาทักษะให้ร่วมเก็บ วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลได้เอง มีการใช้กล้องดักถ่ายและ AI ตรวจจับเสียงสัตว์ในป่า เพื่อนำมาทำแผนที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากทำต่อเนื่องจะช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลระดับสากลได้ในอนาคต
ฟื้นพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม ต้องมากกว่าแค่ “ปลูกให้ครบตามกฎหมาย”
อีกตัวอย่างคือความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่เกษตรและที่รกร้างมาตั้งแต่ปี 2547 ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 10% จึงนำร่องเขาบางส่วนมาฟื้นฟูเป็นป่า
แต่สมิทธิ์มองว่าการฟื้นฟูไม่ควรทำแค่ให้ผ่านกฎหมาย ต้องออกแบบให้เกิดระบบนิเวศจริง เลือกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสม ไม่ปลูกไม้ชนิดเดียวทั้งพื้นที่ และควรสำรวจข้อมูลสิ่งมีชีวิตเดิมก่อนเริ่มฟื้นฟู เพื่อให้ได้ระบบนิเวศกลับคืนมาจริง ไม่ใช่แค่จำนวนต้นไม้
เตือน “Climate Adaptation” ต้องเตรียมตัวก่อนวิกฤตมาถึง
อีกโจทย์สำคัญคือการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ดอยตุงจะฟื้นฟูป่ามากว่า 30 ปี แต่ช่วงหลังกลับเจอพายุหมุนและดินถล่มรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดมาหลายสิบปี สะท้อนว่าแม้ฟื้นฟูแล้วก็ยังต้องติดตามและเตรียมมาตรการรับมือใหม่อยู่เสมอ
ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดแค่ดอยตุงซึ่งมีพื้นที่ราว 100,000 ไร่ แต่ทั้งประเทศไทยมีพื้นที่กว่า 500,000 ตารางกิโลเมตร และมีชุมชนจำนวนมากที่เสี่ยงเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง จึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนร่วมวางแผน
“ธรรมชาติ” ต้องถูกนับเป็นต้นทุนของการพัฒนา
สมิทธิ์บอกว่า การพัฒนาประเทศไม่ควรมองแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพสังคมและธรรมชาติไปพร้อมกัน เพราะเมื่อทรัพยากรถูกทำลายไปแล้ว การฟื้นฟูอาจใช้เวลาหลายสิบปี อย่างกรณีดอยตุงที่ใช้เวลาถึง 38 ปี และจนถึงวันนี้ระบบนิเวศก็ยังไม่กลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด สะท้อนว่าต้นทุนของการสูญเสียธรรมชาตินั้นสูงกว่าที่สังคมเคยคิด
เขาจึงเสนอให้ภาคเอกชนเริ่มคำนวณ “ต้นทุนทางธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ ใช้พลังงาน หรือทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
“ชาวบ้านก็ต้องกินต้องใช้ เพราะฉะนั้นเราต้องเสริมสร้างความร่วมมือร่วมกัน ไม่ได้หมายถึงว่าใครผิดใครถูก แต่เป็นการที่เราต้องคำนึงถึงอนาคตร่วมกันของประเทศ”
แม้แนวโน้มการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจะยังเป็นโจทย์ใหญ่ แต่การที่ไทยและนานาชาติให้ความสำคัญกับ Net Zero ความยั่งยืน และ ESG มากขึ้น พร้อมกลไกกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ทำให้บางมิติเริ่มดีขึ้นกว่าอดีต ตัวอย่างเช่นช่วงโควิด-19 ที่การเดินทางและกิจกรรมเศรษฐกิจลดลง แรงกดดันต่อทรัพยากรก็ลดลงชั่วคราว ก่อนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
โจทย์สำคัญจากนี้ไปคือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้จริง โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน ภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมไปให้คนรุ่นต่อไป
บทความที่เกี่ยวข้อง:




