การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เหล็กข้ออ้อย เปิดรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน และยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการกำหนดกรรมวิธีการผลิต โดยเฉพาะการใช้เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF เทียบกับเตาหลอมไฟฟ้า EF และเตา BO ว่ามาตรฐานควรกำหนดเพียงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ปลายทาง หรือควบคุมไปถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง
พงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหนึ่งในกรรมการวิชาการ คณะที่ 84 หรือ กว. 84 เห็นว่า หัวใจของมาตรฐานเหล็กเส้นควรอยู่ที่ความปลอดภัยและความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะเหล็กเส้นเป็นวัสดุโครงสร้างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
จากมาตรฐาน JIS สู่บทเรียนจากจีน
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีการรับถ่ายทอดและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ จึงมีการอ้างอิงมาตรฐาน ASTM, JIS และ ISO โดยเฉพาะ JIS ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเหล็กไทยผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานจากญี่ปุ่นตลอด 50–60 ปีที่ผ่านมา
แต่การปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นของไทยในปี 2559 เกิดขึ้นในช่วงที่ฐานการผลิตเหล็กจากเตา IF ของจีนเริ่มย้ายเข้าสู่อาเซียนและไทย ก่อนที่จีนจะยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ทั้งหมดในปี 2560 และต่อมาปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นในปี 2561 และ 2567
ย้อนบทเรียนจีน ยกมาตรฐานเหล็ก ยกเลิกเหล็ก IF
ก่อนปี 2560 จีนเคยผลิตและใช้เหล็กเส้นจากเตา IF มากกว่า 100 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณสูงที่สุดในโลก ก่อนยกเลิกการผลิตจากเตา IF ทั้งหมด
มาตรฐานจีนปี 2550 กำหนดกระบวนการรีดร้อนแบบ Control Rolling และไม่ให้มีโครงสร้างภายในแบบชุบแข็ง หรือ Tempcore แต่ยังไม่ได้กำหนดกรรมวิธีการหลอม
หลังยกเลิก IF จีนออกมาตรฐานใหม่ในปี 2561 โดยเพิ่มข้อกำหนดให้ใช้กระบวนการ EF และ BO และยังมีการปรับปรุงมาตรฐานอีกครั้งในปี 2567
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนบทเรียนจากการจัดการปัญหาเหล็กด้อยคุณภาพ รวมถึงประสบการณ์จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2543 เป็นต้นมา จนนำไปสู่การลดและกำจัดกำลังการผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน
สำหรับพงศ์เทพ บทเรียนดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดว่า มาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะควรพิจารณาถึงกรรมวิธีการผลิตต้นทาง ไม่ใช่เฉพาะคุณสมบัติเมื่อผลิตเสร็จแล้ว
เขายังเห็นว่าประสบการณ์ของจีนสามารถนำมาประกอบการจัดทำร่าง มอก. 24 เหล็กข้ออ้อยได้ โดยไม่ควรดูเพียงสเปกผลิตภัณฑ์ ต้องพิจารณาด้วยว่าเหตุใดจีนจึงกำหนดกรรมวิธีการผลิตไว้อย่างรัดกุม ทั้งการใช้ EF และ BO รวมถึงการกำหนดให้เหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหวผ่านกระบวนการปรุงนอกเตาหลอม หรือ External Refining
หลักคิดสำคัญคือ สำหรับวัสดุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การควบคุมคุณภาพอาจไม่ควรหยุดอยู่ที่การทดสอบผลิตภัณฑ์ปลายทาง หรือคุณภาพเหล็กปลายทางเท่านั้น แต่ต้องควบคุมตั้งแต่กระบวนการผลิต
คุณภาพเหล็กแค่ “ผ่านการทดสอบ” อาจไม่เพียงพอ
ทำไม “พงศ์เทพ” จึงให้ความสำคัญกับการคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์มี 2 กลุ่ม
- กลุ่มแรกคือสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบคุณสมบัติได้ด้วยตัวเอง กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดกรรมวิธีการผลิต
- กลุ่มที่สองคือผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ เช่น เหล็กเสริมคอนกรีต เหล็กสำหรับภาชนะความดันสูง หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์นิวเคลียร์
ทั้งนี้เหล็กเส้นมีลักษณะเฉพาะ เพราะเมื่อถูกฝังอยู่ในโครงสร้างแล้ว ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้อีก สิ่งที่จึงสำคัญคือความสม่ำเสมอของคุณภาพ หรือ Consistency
การทดสอบมาตรฐานเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตจริง ดังนั้น การที่ตัวอย่างผ่านการทดสอบไม่ได้หมายความว่าเหล็กทั้งหมดมีคุณภาพสม่ำเสมอด้วยเหตุนี้ การกำหนดกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่ต้นทางจึงยังมีความจำเป็นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
แยกมาตรฐานเหล็กตามการใช้งาน
ข้อเสนอหนึ่งในการจัดทำร่างมาตรฐานใหม่คือการแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- มอก. 20 เหล็กเส้นกลม ซึ่งสามารถผลิตจากทั้ง IF และ EF และใช้กับงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก
- ส่วน มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย สำหรับงานโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคาน จะกำหนดให้ผลิตจากเหล็กแท่งที่มาจากกระบวนการ EF หรือ BO เท่านั้น
นอกจากการแสดงชนิดเหล็กด้วยตัวนูนบนเนื้อเหล็ก ยังมีข้อเสนอให้จัดทำคู่มือแนะนำการเลือกใช้เหล็กเส้น แต่ในมุมของความปลอดภัย ไม่ควรให้ผู้บริโภครับภาระตรวจสอบเพียงลำพัง เพราะผู้ใช้ทั่วไปไม่มีความรู้ด้านโลหะวิทยา จึงจำเป็นต้องมีทั้งมาตรฐานกรรมวิธีการผลิต การทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบกำกับดูแลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
IF กับข้อจำกัดด้านคุณภาพ
ข้อกังวลต่อคุณภาพเหล็กที่ผลิตโดยกระบวนการ IF ไม่ได้หมายความว่าเตาชนิดนี้ไม่สามารถหลอมเหล็กได้ แต่ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อร่างมาตรฐานใหม่ยกระดับเหล็กข้ออ้อยจากเกรดสูงสุดเดิม SD 50 เป็น SD 60, SD 70 และ SD 80 รวมถึงเพิ่มคุณสมบัติต้านทานแผ่นดินไหว
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ เศษเหล็กคุณภาพดีในประเทศมีจำกัด ทำให้เศษเหล็กที่เข้าสู่กระบวนการหลอม IF อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะการนำมารีไซเคิลหลายรอบอาจทำให้ธาตุเจือปนสะสมเพิ่มขึ้น
ขณะที่กระบวนการ IF มีข้อจำกัดด้าน Primary Refining ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำจัดธาตุเจือปนบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัส รวมถึงข้อจำกัดในการแยกน้ำเหล็กออกจากตะกรัน ส่งผลต่อการควบคุมความสะอาดทางโลหะวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีของเหล็ก
สิ่งแวดล้อมกับความปลอดภัย ต้องพิจารณาควบคู่
ในด้านสิ่งแวดล้อม เตาหลอมไฟฟ้า ทั้ง EAF และ IF มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า BF-BO อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบและไม่ต้องพึ่งถ่านหินโค้กในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การเลือกเทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะยังต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย ขณะที่เทคโนโลยีควบคุมมลพิษ เช่น ระบบกำจัดฝุ่นและบำบัดน้ำเสีย มีอยู่แล้วที่จะใช้กับกระบวนการหลอมเหล็ก
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการและการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยไม่ควรฝากภาระการกำกับไว้กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
“ผูกขาด” หรือความเสี่ยงจากการเหลือ IF ในตลาด?
อีกข้อกังวลจากการประชาพิจารณ์คือ หาก มอก. ใหม่ไม่อนุญาตให้ใช้ IF ผลิตเหล็กข้ออ้อย อาจทำให้โรงงาน IF ปิดกิจการและนำไปสู่การผูกขาด
พงศ์เทพมองว่า หากย้อนดูช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ EF บางส่วนทยอยปิดกิจการ ขณะที่กลุ่ม IF ขยายส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการแข่งขันด้านต้นทุนภายใต้เงื่อนไขคุณภาพที่ไม่เท่ากัน ในบรรดาโรงงาน IF ประมาณ 11–12 แห่ง มีเพียง 1–2 แห่งที่ติดตั้งเตาปรุง ทำให้ต้นทุนในการควบคุมคุณภาพแตกต่างกัน
คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “การจำกัด IF จะทำให้เกิดการผูกขาดหรือไม่” แต่ต้องถามด้วยว่า หากผู้ประกอบการ EF ทยอยออกจากตลาดจนเหลือเหล็ก IF เป็นหลัก ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของโครงสร้างจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม พงศ์เทพเห็นว่า โรงงาน IF ไม่น่าจะต้องปิดกิจการในวงกว้าง เพราะยังสามารถผลิตเหล็กเส้นกลมได้ และสามารถนำบิลเล็ตที่ได้มาตรฐานมารีดเป็นเหล็กข้ออ้อยได้
โจทย์ของมาตรฐานใหม่ คือ “ความปลอดภัย” และการเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการ IF หากต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EF พงศ์เทพเห็นว่า ภาครัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานไม่กระทบอุตสาหกรรมในภาพรวม
ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่อง มอก. เหล็กข้ออ้อยจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “IF หรือ EF” แต่เป็นโจทย์ว่าประเทศไทยจะกำหนดมาตรฐานวัสดุโครงสร้างอย่างไร ให้สมดุลระหว่างต้นทุน การแข่งขัน สิ่งแวดล้อม การอยู่รอดของผู้ประกอบการ และความปลอดภัยของประชาชน
เพราะเหล็กเส้นเมื่อถูกฝังอยู่ในเสา คาน และโครงสร้างอาคารแล้ว ผู้บริโภคแทบไม่มีโอกาสกลับไปตรวจสอบได้อีกว่า เหล็กนั้นมีคุณภาพสม่ำเสมอเพียงใด และผ่านกระบวนการผลิตแบบใด
คำถามสำคัญของมาตรฐานใหม่จึงไม่ใช่เพียง “เหล็กผลิตได้หรือไม่” แต่คือ “เหล็กที่ผลิตได้ ปลอดภัยและสม่ำเสมอเพียงพอสำหรับโครงสร้างที่ประชาชนต้องพึ่งพาหรือไม่”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




