ทุกปีในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ภาพควันไฟลอยคลุ้งเหนือท้องนาลุ่มต่ำรอยต่อนครนายก ปราจีนบุรี กลายเป็นข่าวซ้ำ ๆ พร้อมคำถามเดิมว่า “ทำไมเกษตรกรยังเผา”
เวทีเสวนา Forum for Change จากความคิด สู่อนาคตที่ออกแบบร่วมกัน หลักสูตรการพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านนโยบาย รุ่นที่ 3 หัวข้อ “บริหารจัดการพื้นที่นาข้าวอย่างยั่งยืน จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี” เมื่อ 1 ต.ค. 69 ชวนตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของคน ไปสู่การตรวจสอบ “โครงสร้าง” ที่บีบให้คนไม่มีทางเลือกอื่น
เกษตรกรเลือกไม่ได้ พื้นที่ถูกล็อกด้วยน้ำ
คำถามแรกที่ถูกโยนเข้าวงคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเกษตร หรือเป็นเรื่องพฤติกรรมการทำนาของคนในพื้นที่ ในความหมายที่ว่า “ฉันรู้ว่าขาดทุน แต่ฉันต้องทำแบบนี้”
อภิสิทธิ์ เหมือนเมือง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขออนุญาตตอบแทนเกษตรกร และชี้ว่าคำตอบอยู่ที่โครงสร้างทางกายภาพมากกว่าความดื้อรั้น
“บางอย่างเกษตรกรเลือกไม่ได้ เพราะพื้นที่มันถูกฟิกซ์ด้วยพืชชนิดนั้นไปแล้ว พอน้ำมา 4 เดือน แน่นอนครับ มันปลูกอย่างอื่นยาก พื้นที่ต่ำมาก ๆ สมมติจะไปปลูกถั่ว มันก็ไม่ได้อีก เพราะพืชพวกนี้รับน้ำไม่ได้ พอเจอน้ำท่วมก็เน่าหมด” อภิสิทธิ์ กล่าว
เขาสรุปว่าบริบทของเกษตรกรในพื้นที่นี้มีแกนหลักอยู่เพียงสองเรื่อง คือ เรื่องเกษตร กับเรื่องน้ำ และทั้งสองเรื่องผูกกันแน่น
“ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีกรมชลประทานอยู่ภายใต้ สามารถบริหารจัดการน้ำให้มาเป็นช่วง ๆ และควบคุมได้ แม้กระทั่งเรื่องการจัดการฟางข้าวก็เหมือนกัน ถ้าควบคุมน้ำได้ มันจะไม่เป็นเรื่องเลย แต่ตอนนี้ที่ถกกันอยู่คือ น้ำไม่สามารถตอบได้ว่าจะมาช่วงไหน มายังไง พอเป็นแบบนี้ เวลาจะปลูกพืชอื่นหรือแม้กระทั่งข้าวเอง มันเลยไม่มีเวลาเตรียมแปลงที่เหมาะสมเท่าที่ควร” อภิสิทธิ์ กล่าว
ข้อค้นพบจากการลงพื้นที่ทั้งสองจังหวัดตรงกัน นั่นคือ ไม่สามารถควบคุมน้ำได้ และนี่คือรากของทุกปัญหาที่ตามมา
“เผานา” เป็นการจัดการที่ราคาถูกที่สุดแล้ว
เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่าเหตุใดเกษตรกรจึงเลือกเผาตอซัง และหากไม่เผาจะต้องแบกต้นทุนหรือความเสี่ยงอะไรเพิ่ม
สุริยา ลีวิจิตร ประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอกบินทร์บุรี ตอบอย่างตรงไปตรงมาในฐานะคนทำนาจริง
“สาเหตุที่เลือกเผา เนื่องจากว่ามันเป็นการจัดการที่ถูกที่สุดแล้วแหละครับ ในบรรดาการจัดการฟางข้าวน้ำลึก” และผลกระทบหากไม่เผา เขาอธิบายเป็นลูกโซ่ว่า “ถ้าเคลียร์ฟางออกไม่หมด แล้วหว่านข้าวไป ข้าวก็จะเมาตอซังตามมา แล้วพอเวลาน้ำมา ตอซังที่เหลือมันก็จะลอยน้ำ ไปทับข้าวเราเสียหาย อันนี้คือผลพ่วงจากการที่ไม่ได้เผา”
ขณะที่ ธนัดดา ปัทมเกตุ เกษตรอำเภอกบินทร์บุรี ขยายความในเชิงต้นทุนและเครื่องจักรว่า การจัดการตอซังข้าวน้ำลึกทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“จากปกติอาจจะเตรียมดิน ไถแค่ 1–2 รอบ ก็กลายเป็นว่าต้องไถเพิ่มขึ้น 3–4 รอบ เพื่อให้จัดการฟางได้ แล้วตอซังข้าวน้ำลึกด้วยลักษณะพิเศษที่มีปริมาณเยอะ ทำให้เครื่องจักรที่เกษตรกรมีอยู่ทั่วไปไม่สามารถจัดการได้ ต้องใช้เครื่องจักรลักษณะพิเศษเข้ามาช่วยสับย่อยตอซัง ซึ่งเป็นเครื่องจักรราคาสูง” ธนัดดา ระบุ
ปัญหาซ้อนปัญหาคือ ระยะเวลาที่ได้ใช้เครื่องจักรเหล่านี้มีเพียง 2–4 เดือนต่อปี ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนของเกษตรกรรายเดี่ยวเลย แล้วพอเอาฟางออกจากนาได้แล้ว ก็เกิดปัญหาต่อว่า ตอซังข้าวชนิดนี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ทางปศุสัตว์ก็ไม่รับ ข้อจำกัดในการเอาฟางข้าวไปใช้ประโยชน์ยังมีอยู่สูง ตลาดรับซื้อฟางก็ไม่มี จึงทำให้เกษตรกรมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เขาจึงเลือกวิธีการเผาที่เขาคิดว่าง่าย สะดวก และประหยัดกับเขามากที่สุด
กางบิล เอาฟางออกจากนา ต้นทุนราว 2,000 บาทต่อไร่
เมื่อขอให้ลงรายละเอียดว่า หากเลือก “ไม่เผา” ต้นทุนต่อไร่จริง ๆ คือเท่าไร คำตอบจากฝั่งเกษตรกรทำให้เห็นภาพชัดว่าทำไมแนวทางนี้จึงแพร่ขยายไม่ได้
ขั้นตอนทั้งหมดมี 4 สเต็ป
- สเต็ปที่ 1 อัดฟางรอบแรก เก็บฟางที่พ่นออกจากหลังรถเกี่ยว เฉลี่ยประมาณ 100 ก้อนต่อไร่
- สเต็ปที่ 2 สับฟาง ส่วนที่เหลือคือต้นฟางที่ยังติดอยู่กับพื้นดิน ต้องใช้เครื่องสับเข้าไปจัดการ
- สเต็ปที่ 3 ตีรวมกอง รวบรวมฟางที่สับแล้วให้เป็นกอง
- สเต็ปที่ 4 อัดฟางรอบที่ 2 นำฟางออกจากแปลงอีกครั้ง
หลังจากอัดฟางออกไปรอบที่ 2 เสร็จ ก็จะเริ่มไถได้บ้าง แต่ฟางไม่ได้ออกไป 100% ครับ จะมีบางจุดที่กดลงไปจนถึงพื้นดินไม่ได้ ก็อาจจะต้องไถกลบตอซังอีก 2–3 รอบ ถึงจะเป็นการเตรียมแปลงได้
เมื่อคิดเป็นตัวเงิน ค่าไถอยู่ที่ไร่ละ 250–300 บาท ไถ 2 รอบราว 500 บาท ค่าอัดฟางก้อนละประมาณ 18 บาท และยังมีต้นทุนการสับย่อยซึ่งสูงมาก ซ้ำร้ายคือ เครื่องจักรลักษณะนี้ไม่มีในพื้นที่
รวม ๆ น่าจะอยู่ประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ และนั่นคือต้นทุน เฉพาะการเอาฟางออกจากนา ยังไม่รวมอะไรทั้งสิ้น
จากตัวเลข 2,000 บาทต่อไร่ คำถามถัดมาคือ ยังมีช่องว่างให้ลดต้นทุนได้หรือไม่
อภิสิทธิ์ ระบุว่าปัญหาคือขั้นตอนมากเกินไป โดยได้ออกแบบตัวระบบ เพื่อช่วยลดต้นทุนจากที่มันต้องทำหลายรอบ ให้เหลือเพียงรอบเดียว ตอนนี้กำลังคุยกับทางจังหวัดนครนายกอยู่ว่า ถ้าเรามีโมเดลแล้ว ตัวงบประมาณต่าง ๆ ทางจังหวัดจะอนุมัติได้ไหม ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในกระบวนการ
เครื่องจักรที่เขาศึกษาเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้อัดฟางเป็นก้อนสี่เหลี่ยมแบบเดิม แต่มีใบสับอยู่ภายใน ทำงานจบในกระบวนการเดียว ข้อจำกัดคือต้องใช้กำลังขับราว 80–100 แรงม้า จึงจะเหมาะสม
มาตรการรัฐมีครบ แต่หน้างานยังมีไฟ 30,000 ไร่ ใน 3 วัน
ในเชิงมาตรการ ภาครัฐไม่ได้นิ่งเฉย ภาพใหญ่อยู่ที่มาตรการรับมือหมอกควันและไฟป่าเพื่อลดฝุ่น PM ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เชื่อมกับมาตรการบริหารจัดการ ป้องกันและแก้ปัญหา PM 2.5 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ ที่ประกาศออกมาตั้งแต่ปี 68–69 นิยามค่อนข้างชัดเจน เกษตรกรที่เผาในพื้นที่การเกษตรจะต้องถูกตัดสิทธิ์โครงการต่าง ๆ ของภาครัฐทั้งหมด ยกเว้นเรื่องอุทกภัย
แต่ความจริงหน้างานกลับสวนทาง ปี 69 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ ใช้เวลาแค่ 3 วัน จุดแค่ครั้งเดียว พื้นที่ลามไปเกือบ 30,000 ไร่ นั่นแสดงให้เห็นว่า ทางออกที่เกษตรกรบอกว่าถูกที่สุด ก็คือการบริหารจัดการด้วยไฟ
วิสูตร สว่างอุระ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี บอกว่าปีแรก ๆ ได้ผลนะครับ คือไม่เผา แต่พอปีถัด ๆ มา เกษตรกรไม่มีทางเลือก ถ้าไม่เผาก็ทำนาไม่ได้ อีกเหตุหนึ่งคือ เวลาเราให้คณะกรรมการหมู่บ้านไปตรวจแปลง เกษตรกรก็บอกว่าไม่ได้เผา พอไม่ได้เผา ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่สามารถตัดสิทธิ์ได้ หรือตัดได้ก็เฉพาะการอบรม ส่วนมาตรการไร่ละพันนั้นเป็นของกระทรวงพาณิชย์ เขาก็ไม่ถูกตัดสิทธิ์ พอปีแรกไม่ถูกตัดสิทธิ์ ปีต่อมาเขาก็เผาอีก
5 มาตรการจัดการฟางข้าวขึ้นน้ำ เริ่มจากทำแผนที่ให้ชัด
ตัวแทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่าได้รับโจทย์จากผู้บริหารให้หาวิธีจัดการฟางข้าวขึ้นน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานและยังแก้ไม่ได้สักที จึงลงไปเก็บข้อมูลร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด คณาจารย์จาก มทร.ธัญบุรีและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงเครือข่ายเกษตรอำเภอที่พาลงดูพื้นที่จริง ก่อนจะสังเคราะห์ออกมาเป็นชุดมาตรการ
หัวใจของปัญหาคือธรรมชาติของข้าวขึ้นน้ำที่ยืดลำต้นตามระดับน้ำได้ไม่จำกัด น้ำสูงกี่เมตรต้นก็ยืดตามไปได้ ส่วนข้าวน้ำลึกจะยืดได้ไม่เกิน 2–3 เมตร
พอน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันยืดตาม ฟางก็เยอะขึ้น พอฟางเยอะขึ้น การจัดการก็ลำบาก เพราะเวลาเกี่ยว เอาแต่ด้านบนไป ด้านล่างมันก็เหลือฟางที่ยิ่งยาวพันกัน ใช้เครื่องจักรต้นทุนก็สูง
มาตรการที่ 1 ทำโซนนิ่งพื้นที่ให้ชัด
ก่อนที่จะบริหารจัดการอะไร แผนที่ต้องชัด ถ้าภาพเรามองไม่ชัด เราก็ไม่รู้จะจัดการยังไง การแบ่งโซนทำได้ 3 ระดับ
- สีเขียว ข้าวทั่วไป ระดับน้ำไม่เกิน 1.5 เมตร
- สีเหลือง ข้าวน้ำลึก ยืดได้แต่ไม่สูงมาก
- สีส้ม ข้าวขึ้นน้ำ รอดได้แม้น้ำลึก 3–5 เมตร
เมื่อซ้อนทับกับข้อมูลจุดความร้อน พบว่า จุดสีแดง (Hotspot) เกาะกลุ่มอยู่ในโซนสีส้มอย่างชัดเจน ขณะที่โซนสีเขียวและสีเหลืองแทบไม่มี ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานเรื่องปริมาณฟางและความยากในการจัดการ
มาตรการที่ 2 ทางเลือกการจัดการที่ต่างกันตามโซน
สำหรับโซนสีเขียวและสีเหลืองที่ระดับน้ำไม่สูงมาก ทางออกคือการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสานกรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตร เพื่อนำจุลินทรีย์ 3 ตัวมาทดสอบเปรียบเทียบในแปลงจริงว่าตัวใดเหมาะกับบริบทพื้นที่ที่สุด ก่อนจะขยายผลในสเกลใหญ่
ถ้าเราใช้จุลินทรีย์ในการสลาย นอกจากจะลดการใช้เครื่องจักรแล้ว จากที่ผมเคยขยายผลงานวิจัยมา มันไถกลบได้ง่ายขึ้น ย่อยสลายดี ลดการใช้ปุ๋ยลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีไนโตรเจนและอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น”
ส่วนโซนสีส้มที่ฟางมหาศาล แนวทางคือ ผสมวิธี โดยยึดหลักว่าค่าใช้จ่ายของเกษตรกรต้องไม่เพิ่ม
มาตรการที่ 3 เครื่องจักรที่จบในครั้งเดียว และปลายทางของฟาง
สอดคล้องกับที่นักวิจัยเสนอ คือเครื่องจักรต้องจัดการได้ทีเดียว ไม่เป็นภาระซ้ำซ้อนกับเกษตรกร แต่คำถามต่อคือ เก็บฟางมาแล้วฟางไปไหนต่อ
ถ้าเอาฟางขึ้นมาได้ง่าย ต้นทุนไม่สูง และสร้างมูลค่าได้มากกว่าค่าที่เอาขึ้นมา ก็คงมีคนอยากทำ ต้องมีการรวบรวม เอาไปขายต่อ ทำเป็นปุ๋ย เป็นวัสดุทางการเกษตรอื่น ๆ หรือไปภาคอุตสาหกรรม อันนี้ต้องมาช่วยกันคิด ต้อง open ว่างานวิจัยตัวไหนที่เอาฟางตัวนี้ไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แล้วต้องไปทดสอบให้เห็น เพราะเกษตรกรจะเชื่อได้ต้องเห็นข้อมูลที่ชัดเจน ถ้าไม่ชัด เกษตรกรไม่ลงทุนแน่นอน
มาตรการที่ 4 ใช้น้ำสาขาเปลี่ยนรอบการผลิต
จากแผนที่จะเห็นว่ามีคลองสาขาเล็ก ๆ แยกเข้าไปถึงแปลงในโซนสีส้ม หากบริหารน้ำให้เข้าพื้นที่ได้ก่อนเดือนมีนาคม–เมษายน ก็สามารถเปลี่ยนจากการทำนาปีที่ต้องรอน้ำฝน มาเป็น นาปรัง ได้
ผลผลิตเขาจะได้มากกว่า ประมาณ 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่ได้ 300–400 กิโลกรัม
หลังน้ำลด แนวทางคือปลูกพืชอายุสั้นบำรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ แล้วรอรอบถัดไป ส่วนพื้นที่ที่น้ำชลประทานเข้าไม่ถึง เวทีชุมชนเคยหารือทางเลือกเรื่องการขุด บ่อจิ๋ว ในพื้นที่สาขา เพื่อกักน้ำไว้ใช้ แม้จะยังติดข้อถกเถียงเรื่องที่ดินที่เกษตรกรแต่ละรายไม่อยากเสียพื้นที่ของตน
มาตรการที่ 5 ถ้าจำเป็นต้องเผา ต้องเผาอย่างมีการจัดการ
ถ้าบริหารจัดการแล้วยังไม่ได้จริง ๆ แล้วจะเลือกมาตรการการเผา ก็ต้องเผาแบบที่มีช่วงเวลากำหนด เพราะถ้าต่างคนต่างเผา มลพิษมันจะกระจาย ต้องมีวิธีการจัดการที่ดี ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
ปราจีนบุรีโมเดล เครื่องจักรรัฐ ต้นทุน 1,200 บาทต่อไร่
วิสูตร เล่าว่าจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้รอส่วนกลาง โดยอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมีดำริให้จังหวัด “จัดการตัวเองก่อน” จึงอนุมัติงบจัดซื้อเครื่องจักรสำหรับปี 2570 หลังจากที่จังหวัดทดลองใช้เครื่องจักรจัดการฟางมาแล้ว 2–3 ปี
กระบวนการที่ทดลองทำประกอบด้วย อัดฟางรอบที่ 1 ตัดสับเพื่อแยกฟางออกจากดิน ตีรวมกอง อัดฟางรอบที่ 2 ได้ฟางประมาณ 66 ก้อนต่อไร่ หรือราว 1 ตันต่อไร่ และเกษตรกรยืนยันว่าทำนาต่อได้ตามปกติ
“เท่าที่เราคำนวณ ถ้าเครื่องจักรเป็นของทางราชการแล้วให้ท้องถิ่นดูแล ค่าจัดการฟางจะอยู่ประมาณ 1,000–1,200 บาทต่อไร่ แต่เครื่องจักรคือฟรีนะครับ ถ้าเกษตรกรต้องไปซื้อเครื่องจักรเอง ต้นทุนก็อาจจะถึง 2,000 บาท” วิสูตร กล่าว
แต่เมื่อถูกถามว่า “แล้วฟางที่เอาขึ้นมาไปไหนต่อ” วิสูตร บอกว่า ปีที่แล้วที่เราทำที่อำเภอเมือง ติดปัญหาว่าถ้าขายฟางได้สักก้อนรวมประมาณ 1,200 บาท ก็พอมาเติมน้ำมันได้ แต่ปัจจุบันที่เราไปจัดเก็บที่ประจันตคาม มีปัญหาว่าต้องมีโครงการของส่วนราชการไปช่วยซื้อไปทำปุ๋ยหมัก ทำฟางอัดก้อน ซึ่งมันก็มีค่าใช้จ่าย ปีที่แล้วเราทำไม่ถึง 1,000 ไร่ แค่ไม่กี่ร้อยไร่ก็ติดปัญหาแล้ว
เขาย้ำอีกข้อจำกัดสำคัญคือ คุณสมบัติของฟางข้าวขึ้นน้ำ ฟางพวกนี้มีลักษณะแข็ง ไม่เหมาะกับการเอาไปให้สัตว์กิน ส่วนใหญ่ต้องไปทำปุ๋ยหรือคลุมดินเป็นหลัก ก็ติดปัญหาเรื่องตลาดอยู่
พร้อมกันนั้น วิสูตร สนับสนุนแนวทางบริหารจัดการน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างเต็มที่ว่าเป็นวิธีที่ประหยัด เกษตรกรยอมรับ ทำได้จริง และยั่งยืน เพราะการเปลี่ยนจากข้าวน้ำลึกมาเป็นข้าวอายุ 100–120 วัน หรือพืชใช้น้ำน้อย จะลดปริมาณเศษวัสดุที่ต้องจัดการตั้งแต่ต้นทาง ค่าใช้จ่ายลดลง รายได้เพิ่มขึ้น
“แต่ก็ติดปัญหาว่า เรายังคุยกับทางชลประทานในพื้นที่ เขาไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้เอาน้ำจากระบบชลประทานมาใช้กับพื้นที่ตรงนี้ได้ ถ้าระดับกรมหรือส่วนกลางได้คุยกัน แล้วขอตรงนี้เป็นโมเดล ตรงนี้มีประมาณ 2,000 กว่าไร่ ถ้าทำได้แล้วขยายไปพื้นที่อื่น ก็จะเป็นวิธีที่ยั่งยืน ลดการเผาได้แน่นอน” วิสูตร ระบุ
จากฟางสู่ไบโอชาร์และเชื้อเพลิงชีวมวล โจทย์คือ “คุ้มทุนหรือไม่”
อภิสิทธิ์ นำเสนอโมเดลปลายน้ำที่กำลังหารือกับจังหวัดนครนายก ซึ่งแบ่งเป็นสองเส้นทาง คือ ไบโอชาร์ (Biochar) ปรับปรุงดิน และ เชื้อเพลิงชีวมวล
เขาอธิบายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างว่า หน่วยงานราชการไม่สามารถออกแบบโมเดลครบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้ เพราะติดข้อกฎหมายเรื่องการสร้างรายได้ให้หน่วยงาน ภาคนักวิจัยและเอกชนจึงควรเข้ามารับช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ
“ถ้าต้นน้ำทางเกษตรกรทำได้ เราก็จะมาอยู่ที่กลางน้ำและปลายน้ำ แต่จากที่ผมฟังมา ส่วนใหญ่มันเป็นปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำเลย เพราะต้นทุนในการนำฟางขึ้นมามันสูง” อภิสิทธิ์ กล่าว
โมเดลที่หารืออยู่มีสองรูปแบบ คือ
(1) หน่วยงานราชการสนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักรให้เกษตรกรแบบที่ปราจีนบุรีทำ แล้วฝั่งนักวิจัย/เอกชนรับช่วงแปรรูปและส่งต่อ หรือ
(2) จังหวัดรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยทีมวิจัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง
สำหรับไบโอชาร์ เขาเสนอว่าเกษตรกรให้ฟางเราฟรี เราไปเอาฟางออกมาให้ แล้วเราจะย้อนเอาไบโอชาร์กลับคืนเข้าไปถึงไร่นา ตอนนี้เกษตรกรใส่ปุ๋ยไม่ได้เพราะน้ำมันมา แต่ไบโอชาร์ถ้าเอาไปผสมตอนตีดิน แล้วหว่านข้าว ไถกลบ มันจะไม่ไปกับน้ำ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยที่ต้นทุนเกษตรกรไม่เพิ่ม แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำด้วย
ส่วนฟางปริมาณหลัก เป้าหมายคือเชื้อเพลิงชีวมวล โดยได้ประสานกับบริษัท SCG ไว้ระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเราทำให้คุ้มทุนได้ SCG พร้อมเป็นตลาดให้ ความต้องการของเขาตอนนี้อยู่ประมาณวันละ 500 ตัน แต่ตอนนี้ติดปัญหาอยู่ที่ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น ทางจังหวัดบอกให้ทำข้อเสนอขึ้นมาก่อน ถ้าผู้ว่าฯ มีงบเหลือก็จะอนุมัติลงมาให้
อีกข้อติดขัดคือกฎหมายโรงงาน หากต้องตั้งโรงงานอัดเม็ดจะติดใบอนุญาต ร.ง.4 และผังเมือง ทางออกที่กำลังออกแบบคือ ระบบโมบายล์ คือใช้รถเคลื่อนที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ขออนุญาตในลักษณะเครื่องจักรกลเกษตร ไม่ต้องตั้งโรงงาน ซึ่งใช้เงินลงทุนระดับหลักล้านต้น ๆ แทนที่จะเป็นหลายสิบล้าน
นอกเหนือจากเทคโนโลยี เขายังชี้โจทย์เรื่อง “คน” ที่หนักไม่แพ้กัน สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ หรือกรมต้องหนักเลย คือการเอาคนหนึ่งคนหรือหนึ่งกลุ่มไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่ แล้วเปิดใจกับเกษตรกร ค่อย ๆ ลองผิดลองถูกไปกับเขา เดี๋ยวเขาจะเริ่มเปิดใจ ถ้าเราเข้าไปแบบกึ่งราชการ สุดท้ายมันจะเกิดแรงต้าน อย่างโมเดลที่ทำที่ลพบุรี ก็ต้องไปกินไปนอนอยู่กับเขา
มองไม่เห็นห่วงโซ่อุปทาน จึงไม่มีใครกล้าลงทุน
ผู้ร่วมเสวนาจากห้องประชุมเสริมมุมภาคอุตสาหกรรมว่า ปัญหารากฐานคือเรามองพืชเกษตรเป็นเพียง “พืชเกษตร” ไม่ใช่ “พืชอุตสาหกรรม” และมองห่วงโซ่อุปทานไม่ครบวง
ข้าวของกบินทร์บุรีเอาไปสู่อุตสาหกรรมแป้ง นั่นคือวัตถุดิบหลัก แต่สิ่งที่เหลือเป็นเศษวัสดุทางการเกษตรที่ยังอยู่ในแปลง มันไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มอะไรได้เลย เพราะมองไม่เห็นห่วงโซ่อุปทานที่ชัดเจน เก็บรวบรวมแล้วไม่รู้จะเอาไปไหน ไม่รู้จะขายให้ใคร ผู้รับซื้อที่ชัดเจนไม่มี
ทางเลือกปลายทางที่เป็นไปได้มีหลายเส้น ทั้งอุตสาหกรรมกระดาษ ไบโอแมส และโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ติดที่ผู้รับผิดชอบไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม หากเป็น กระทรวงพลังงาน ซึ่งต้องมีความชัดเจนเชิงนโยบายทั้งเรื่องการรับซื้อและการส่งเสริมการลงทุน ทั้งยังชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคของฟางข้าวขึ้นน้ำเพิ่มเติม
- ความยาวผิดปกติ ลำต้นยาวกว่า 2 เมตร อาจถึง 6 เมตร เก็บเกี่ยวเฉพาะส่วนยอด ที่เหลือเป็นลำต้นแก่
- แรงงานสูงวัย ไม่สามารถเก็บรวบรวมและมัดก้อนด้วยแรงคนได้
- เครื่องอัดก้อนทั่วไปใช้ไม่ได้ เครื่องที่ใช้ในภาคกลางออกแบบมาสำหรับตอซังสั้น ฟางยาวแบบนี้อัดได้แต่ไม่แน่นพอ ต้องมีกระบวนการสับย่อยเพิ่มก่อน
- เครื่องจักรราคาสูง บางรุ่นมากกว่า 5 ล้านบาท เกษตรกรเข้าไม่ถึงและไม่กล้าลงทุน
- ความเสี่ยงในการเก็บรักษา การเก็บแบบอัดก้อนมีโอกาสเกิดก๊าซมีเทนและการลุกไหม้เองจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ข้อเสนอคือ มองมุมใหม่เรื่องรูปแบบการเพิ่มมูลค่า เช่น การแปรรูป ซึ่งสะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา และสามารถต่อยอดไปได้ทั้งไบโอแมส ไบโอชาร์ น้ำมัน หรือปุ๋ยอินทรีย์
เสียงเกษตรกร เป็นไปได้ แต่ต้องเร็ว และต้องเห็นของจริง
เมื่อถามกลับไปยังสุริยาว่า โมเดลที่นักวิจัยเสนอมีโอกาสทำให้เกษตรกรเข้าร่วมได้จริงหรือไม่
“ส่วนตัวผมคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ครับ แต่มันจะถูกจำกัดในเรื่องของเวลาที่เราจะเอาฟางขึ้นมานี่แหละ คือหลังเก็บเกี่ยวจะต้องเอาฟางขึ้นจากนาให้เร็วที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นก็จะอารมณ์เหมือนไฟลามทุ่ง” สุริยา กล่าว
เขามองเห็นอุปสรรคสองชั้น คือ ข้อจำกัดด้านระบบชลประทานในพื้นที่ และ พฤติกรรมของเกษตรกรเองที่ทำแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ การเปลี่ยนทันทีทันใดย่อมมีแรงเสียดทาน ทางออกจึงควรเริ่มจากแปลงสาธิตหรือแปลงนำร่องสัก 5–10 ราย
“เพื่อให้เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับแรก ๆ ก่อน ถ้ามีคนเห็นว่ามันเปลี่ยนไปในทางที่ดี มีการจัดการที่ดี มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการทำนาน้ำลึกแบบเดิม ผมมองว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นนี่แหละจะเป็นตัวชักจูงให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมตามเรา น่าจะเป็นคีย์หลักด้วยครับ”
เขายังชี้จุดสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านมีโอกาสสูงกว่าที่คิด “ข้าวที่เขาปลูกเป็นข้าวน้ำลึก ข้าวพื้นเมืองปราจีนบุรี ซึ่งมันไม่ใช่ข้าวกิน เขาปลูกไปก็ขายเข้าโรงงานแป้งหมดเลย ไม่ใช่ข้าวที่เขาเอามาบริโภคเองอยู่แล้ว ถ้าปรับเปลี่ยนให้เขามีรายได้ด้านอื่นมานอกจากการขายข้าว น่าจะค่อย ๆ เปลี่ยนได้บ้างครับ”
หาพื้นที่ต้นแบบ 10 ไร่แรกที่กบินทร์บุรี
เมื่อเวทีถามหาพื้นที่นำร่องสำหรับทดสอบโมเดลเปลี่ยนจากนารอน้ำเป็นนาปรัง วิสูตร ตอบว่า “ถ้าปรับเปลี่ยนฤดูกาลปลูก จากปลูกข้าวขึ้นน้ำช่วงพฤษภาคมถึงธันวาคม มาเป็นปลูกข้าวนาปรังทั่วไปช่วงมกราคมถึงเมษายน ผมว่าถ้ามีน้ำให้เขา เกษตรกรสามารถหาได้

ขณะที่ธนัดดา บอกว่าถ้าเป็นพื้นที่เกษตรกร 1–5 ราย พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ มีเกษตรกรที่สนใจอยู่ค่ะ ที่จะปรับจากเดิมเป็นนาน้ำลึก แล้วเปลี่ยนรูปแบบเป็นทำนาปรังในช่วงที่ไม่มีน้ำหลาก
แต่อาจจะต้องมีข้อแม้ในเรื่องว่า จะต้องปรับพื้นที่หรือเปล่า และใครเป็นคนปรับ เพราะพื้นที่นาของเกษตรกรมันไม่ราบเรียบ มันอาจจะเป็นที่ลาด เป็นแอ่งกระทะ
หากมองรอบการผลิตตลอดทั้งปี จะเห็นช่วงน้ำหลากราวเดือนตุลาคม และช่วงน้ำลด ซึ่งเป็นจังหวะที่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงวิศวกรรมได้ โดยใช้แหล่งน้ำธรรมชาติหรือคลองชลประทานที่ไหลผ่ากลางพื้นที่อยู่แล้วเป็นตัวตั้ง
ข้อเสนอด่วนถึงรัฐมนตรี
ช่วงท้าย เวทีขอให้ผู้ร่วมเสวนาแต่ละภาคส่วนเสนอประเด็นที่อยากให้ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สุด
ธนัดดา ปัทมเกตุ บอกว่าสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการตอซัง ในเมื่อรัฐบาลต้องการให้เลิกเผา แต่ต้นทุนการปลูกข้าวสูงอยู่แล้วและรายได้จากการทำนาก็ไม่เยอะ ถ้าอยากให้เกษตรกรเลิกเผาอย่างยั่งยืน ก็อยากให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการตอซัง อาจจะเป็นค่าไถกลบที่เพิ่มขึ้น ชดเชยเข้าไป
วิสูตร สว่างอุระ บอกว่าแยกมาตรการระยะยาวกับระยะสั้น ระยะยาวคือกิจกรรมด้านการหาน้ำเพื่อให้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชได้ ซึ่งจะยั่งยืนและไม่ต้องสนับสนุนซ้ำทุกปี ส่วนระยะสั้นคือโมเดลปราจีนบุรี ที่ให้บริการจัดการฟางในราคาที่เกษตรกรพอรับได้ “ไม่ต้องถึงกับมีกำไร เพราะเกษตรกรไม่ได้สนใจเรื่องกำไรจากฟาง แค่เอาฟางออกไปแล้วทำนาได้ แค่นี้ก็ทำได้แล้ว
สุริยา ลีวิจิตร บอกว่าอยากได้เรื่องการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทานหรือการจัดการผังพื้นที่ อยากให้สนับสนุนงบลงทุน เพราะถ้ามีระบบชลประทานเข้ามา โอกาสที่เกษตรกรจะปรับเปลี่ยนเป็นพืชชนิดอื่นหรือทำนาปรังค่อนข้างสูง เพราะอย่างน้อยเขารู้อยู่แล้วว่านาน้ำลึกทำไปก็ขาดทุน จะทำต่อทำไมครับ”
อภิสิทธิ์ เหมือนเมือง บอกว่าน้ำคือต้นเหตุ และตลาดคือคำตอบ ถ้าคุมชลประทานได้และบริหารน้ำได้ดี พืชเขาเปลี่ยนได้เลย อย่างแถวบ้านผมเมื่อก่อนก็ปลูกข้าวน้ำลึก แต่พอชลประทานดี เขาเปลี่ยนเป็นพืชไร่พืชสวนได้หมด ถ้าอยากแก้ที่ต้นเหตุ อันดับแรกคือการจัดการน้ำ
แต่เขายอมรับว่านั่นเป็นโครงสร้างใหญ่ที่อาจใช้เวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทันทีคือการเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมกับเกษตรกร และการเชื่อมกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อหาตลาด
“เกษตรกรเป็นกลุ่มที่พร้อมจะทำทุกอย่าง เขาไม่ได้ดื้อหรือรั้น เมื่อก่อนใครมีอะโวคาโด โกโก้มา เขาพร้อมเปลี่ยนพร้อมปลูกหมดเลย แต่สุดท้ายเขาก็เจ็บตัวเพราะตลาดไม่มี ถ้ารัฐบาลหาตลาดข้าวเพิ่มขึ้น หรือรับซื้อของเหลือทางการเกษตรได้ ผมเชื่อว่าของที่มันไร้ประโยชน์เพราะไม่มีมูลค่า ถ้ามันมีมูลค่าเมื่อไหร่ สุดท้ายทุกคนจะพร้อมเอาไปแปรรูปเอง จัดการทุกอย่างเอง”
แก้ที่ฟาง หรือแก้ที่น้ำ
ข้อสรุปจากเวทีชัดเจนว่าฟางข้าวเป็นเพียงอาการ ไม่ใช่โรค ต้นตอที่แท้จริงคือ การควบคุมน้ำไม่ได้ ซึ่งล็อกให้เกษตรกรต้องปลูกข้าวขึ้นน้ำ ซึ่งผลิตชีวมวลมหาศาลที่ไม่มีเครื่องจักรจัดการและไม่มีตลาดรองรับ จนเหลือไฟ เป็นทางเลือกเดียวที่ถูกที่สุด แนวทางที่ถูกร้อยเรียงออกมาจึงเป็นชุดมาตรการคู่ขนาน
จุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ ความจำเป็นของ พื้นที่ต้นแบบขนาดเล็กแต่เห็นผลจริง เพียง 5–10 ราย หรือราว 10–20 ไร่ เพราะสิ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่ใช่คำสั่งหรือบทลงโทษ หากเป็นตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นบนแปลงข้างบ้านที่พวกเขาเห็นกับตา
บทความที่เกี่ยวข้อง:




