หลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้เริ่มอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ล่าสุด เริ่มมีกระแสข้อเสนอและแนวคิดจากฝั่งท้องถิ่นอย่างสมาพันธ์ อบจ. ที่ต้องการผลักดันกฎหมายและนโยบายเพื่อถ่ายโอนภารกิจสุขภาพปฐมภูมิครบวงจรมาให้ท้องถิ่นดูแลซึ่งรวมถึงตัว “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” หรือ “อสม.” ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญที่สุดของระบบสาธารณสุขไทย เข้าไปสังกัด อบจ. เช่นเดียวกับ รพ.สต. เพื่อให้การบริหารจัดการงานสาธารณสุขในระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอดังกล่าวก่อให้เกิดแรงสะเทือนและความกังวลใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในฝั่งผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และตัวนักสู้ด่านหน้าอย่าง อสม. เอง
ภาพรวมการถ่ายโอน รพ.สต. และฐานกำลังของ อสม. ในปัจจุบัน
ความคืบหน้าของการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ซึ่งถือเป็นด่านแรกของการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข นับตั้งแต่นโยบายนี้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ต่างๆ ทั่วประเทศแล้วมากกว่า 30 – 40% ของจำนวน รพ.สต. ทั้งหมดเกือบ 10,000 แห่ง โดยมี อบจ. ที่รับโอนแล้วมากกว่า 60 จังหวัด ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดโครงสร้างการบริหารที่แยกออกจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ตัวขับเคลื่อนหลักในระดับชุมชนคือ “อสม.” ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั่วประเทศประมาณ 1.07 ถึง 1.08 ล้านคน ถือเป็นกำลังพลจิตอาสาที่ทรงพลังที่สุดในการดูแลสุขภาพอนามัย คัดกรองโรค และสื่อสารข้อมูลสุขภาพในระดับครัวเรือน โดย อสม. แต่ละคนได้รับ “ค่าป่วยการ” อยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน โดยเงินค่าป่วยการนี้จัดสรรผ่านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และโอนตรงผ่านระบบกรมบัญชีกลางเข้าบัญชีของ อสม. โดยตรง
ฝ่ายสนับสนุน อบจ. และข้อดีในการรวมศูนย์งานปฐมภูมิ
กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดการถ่ายโอน อสม. ไป อบจ. ซึ่งนำโดยสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย มองว่าหากโอนย้าย อสม. ไปสังกัดท้องถิ่น จะเกิดประโยชน์และข้อดีหลายประการ
- ความเป็นเอกภาพในการทำงาน เมื่อ รพ.สต. ถ่ายโอนไปอยู่กับ อบจ. แล้ว แต่ อสม. ยังคงสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เกิดสภาพ “ย้ายแต่เจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้ย้ายด่านหน้า” การโอน อสม. ไปด้วยจะทำให้การบริหารงานปฐมภูมิในพื้นที่เป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อ
- ศักยภาพด้านงบประมาณท้องถิ่น อบจ. มีความคล่องตัวในการจัดสรรงบประมาณพัฒนาท้องถิ่น หาก อสม. อยู่ในสังกัด อบจ. จะสามารถได้รับการสนับสนุนสวัสดิการ อุปกรณ์การทำงาน และโครงการพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติมจากงบประมาณของท้องถิ่นเองได้รวดเร็วกว่าระบบราชการส่วนกลาง
- การตอบสนองปัญหาเฉพาะพื้นที่ ผู้บริหาร อบจ. อยู่ใกล้ชิดชุมชน สามารถกำหนดนโยบายสาธารณสุขที่สอดคล้องกับปัญหาโรคติดต่อหรือปัญหาสุขภาพเฉพาะของจังหวัดนั้นๆ ได้ทันท่วงทีโดยมี อสม. เป็นตัวขับเคลื่อน
ปลัด สธ. ปัดตอบ บอกอบจ.ดูแลรพ.สต.ถ่ายโอนให้ดีก่อน
ทว่าในมุมมองของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ท่าทีต่อเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดหรือตอบรับข้อเสนอการถ่ายโอน อสม. ไปยัง อบจ. โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่า ให้ฝั่ง อบจ. โฟกัสไปที่การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปแล้วให้ดีเสียก่อน
เนื่องจากในปัจจุบัน การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ยังคงประสบปัญหาและมีประเด็นคาราคาซังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนกำลังคน หมอ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข ปัญหาความล่าช้าในการจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ ปัญหาบุคลากรปรับตัวกับระบบราชการท้องถิ่นไม่ได้ รวมถึงรอยต่อด้านการจ่ายเงินงบประมาณสิทธิบัตรทอง (สปสช.) ดังนั้น การจะดึงภารกิจใหญ่อย่าง อสม. อีกกว่า 1 ล้านคนไปอยู่ในมือท้องถิ่นในขณะที่ระบบฐานรากยังไม่ลงตัว จึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย
ประธานชมรม อสม. ขออยูกับก.สาธารณสุข
เมื่อถามความรู้สึกและทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานจริง อมรินทร์ นิ่มนวล ประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย บอกในฐานะตัวแทน อสม. ว่าขอแสดงจุดยืนชัดเจนว่ายังต้องการอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากมีความผูกพันและทำงานร่วมกันมาร่วม 40 ปี จนเกิดระบบและแผนงานที่เข้าขาและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม เสนอว่าหาก อบจ. ต้องการนำ อสม. ไปอยู่ด้วยจริงๆ ต้องพิจารณาบนสมการ 3 ส่วน
- ส่วนที่ 1 (ตัว อสม.) แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่อยากย้าย และพอใจกับการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
- ส่วนที่ 2 (กระทรวงสาธารณสุข) ต้องแสดงเจตจำนงให้ชัดเจนเช่นกันว่า ยังต้องการให้ อสม. อยู่ในสังกัดและดูแลต่อไปหรือไม่
- ส่วนที่ 3 (อบจ.) หาก อบจ. คิดจะ “โยนหินถามทาง” อยากได้ อสม. ไปอยู่ด้วย ต้องไม่ทำเพียงแค่พูด แต่ต้องกาง “แผนยุทธศาสตร์” และสวัสดิการให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อย้ายไปแล้ว อบจ. จะพัฒนาและดูแล อสม. อย่างไร ไม่ใช่หวังเพียงแค่ตัวเลขกำลังคน
“ถ้าอยู่ดีๆ บอกอยากได้เรา แต่ตอบไม่ได้ว่าไปแล้วจะได้อะไร ในเมื่ออยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเรามีความสุข มีการพัฒนาศักยภาพอยู่แล้ว… เราไม่หวังน้ำบ่อหน้า เราเอาน้ำปัจจุบัน” อมรินทร์ กล่าว
กังวลเรื่อง “ฐานเสียงการเมืองท้องถิ่น” และความแตกแยก
สิ่งที่ อสม. กังวลใจมากที่สุดประการหนึ่งคือการเปลี่ยนสภาพจาก “องค์กรจิตอาสา” ไปเป็น “ฐานทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น” หากต้องย้ายไปสังกัด อบจ
ประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย บอกว่าหากจังหวัดใดได้ นายก อบจ. หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ดีและให้ความสำคัญกับ อสม. การทำงานก็อาจจะราบรื่น แต่หากไปเจอผู้บริหารที่ไม่ใส่ใจ หรือมอง อสม. เป็นเพียงหัวคะแนนและฐานเสียงทางการเมือง ก็จะสร้างความยากลำบากและความแตกแยกภายในองค์กร อสม. เอง
หากย้ายไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย/อบจ. อาจเกิดแรงกดดันให้ต้องเปลี่ยนชื่อองค์กร เหมือนเช่นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เปลี่ยนจาก อสม. เป็น อสส. (อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ของ อสม. ที่สร้างมานาน
ในประเด็นการทำงานร่วมกับ รพ.สต. ที่โอนย้ายไปแล้ว อมรินทร์ นิ่มนวล ยอมรับว่ามีปัญหารอยต่อบ้างในบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงส่วนน้อย อสม. ยังคงทำงานร่วมกับ รพ.สต. ได้โดยไร้รอยต่อ เพราะจุดประสงค์หลักคือการบริการประชาชน สำหรับเรื่อง ค่าป่วยการ อสม. ยังคงยืนยันความต้องการให้ กรมบัญชีกลางโอนเงินตรงผ่านกระทรวงสาธารณสุข (กรม สบส.) เหมือนระบบปัจจุบัน เพื่อความมั่นคงและปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองท้องถิ่น
ความคืบหน้า พ.ร.บ.อสม. ทางออกที่จะรั้ง อสม. ไว้กับ สธ. ได้หรือไม่?
ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (พ.ร.บ.อสม.)ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ฝั่ง อสม. พยายามขับเคลื่อนมานานกว่า 10 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ
หาก พ.ร.บ.อสม. ฉบับนี้สามารถผ่านการพิจารณาของสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายได้จริง จะกลายเป็นเกราะคุ้มกัน และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ อสม. ไม่ต้องถูกถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. หรือกระทรวงมหาดไทย เพราะกฎหมายจะรองรับสถานะ สิทธิประโยชน์ และโครงสร้างของ อสม. ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงเป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ประธานชมรม อสม. ได้สะท้อนมุมมองเชิงกังวลต่อ พ.ร.บ.อสม. และร่างกฎหมายกระจายอำนาจว่า ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจหรือผู้ร่างกฎหมาย “ไม่เคยเชิญภาคประชาชนหรือตัวแทน อสม. เข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายอย่างจริงจัง” มักมอง อสม. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง มากกว่าคู่คิด ซึ่งทางชมรม อสม. เรียกร้องว่า ไม่ว่ากฎหมายจะออกมาในรูปแบบใด ขอให้เปิดโอกาสให้คนทำงานด่านหน้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและสวัสดิการของตนเองอย่างแท้จริง
การถ่ายโอน อสม. ไปยัง อบจ. จึงอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องของ ชีวิต จิตวิญญาณจิตอาสา และเสถียรภาพของระบบสาธารณสุขปฐมภูมิไทย
ความต้องการของ อบจ. ในการดึง อสม. ไปร่วมงาน เป็นเรื่องสมเหตุสมผลในการบริหารจัดการภาครัฐที่ต้องการรวมศูนย์งานบริการในท้องถิ่นไว้ที่จุดเดียว แต่ในทางปฏิบัติ ความหวั่นเกรงเรื่องการเมืองท้องถิ่น และความไม่พร้อมของระบบรองรับ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ อบจ. และผู้ผลักดันการกระจายอำนาจไม่สามารถมองข้ามได้.
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง




