เดือนพฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยประกาศให้เป็นเดือนแห่งสุขภาพจิต (Mind Month) ในปีนี้มีการเผยผลสำรวจที่น่าสนใจคือ “พื้นที่ปลอดภัยทางใจรอบฉัน” (11-22 พ.ค 69)

กลุ่มตัวอย่าง 232 คน ถูกสอบถามถึงพื้นที่ในชีวิตจริงและความรู้สึกปลอดภัยในสถานที่ต่าง ๆ พบว่าคนส่วนใหญ่มีพื้นที่ปลอดภัยอยู่จริง แต่เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัว คือ บ้าน (66.81%)
ในขณะที่มีคนที่รู้สึกว่าโรงเรียนและชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัยมีจำนวนน้อยกว่าครึ่ง (42.24%, 40.52%) และแน่นอนว่าทำงานเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกปลอดภัยน้อยที่สุด (32.76%)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าระบบหรือสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อใจในไทยมีอยู่แค่ในระดับส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ในภาพใหญ่อย่างระดับชุมชนและสังคมยังคงน่าเป็นห่วง
โจทย์ใหญ่สำคัญต่อจากนี้จึงเป็นการทำอย่างไรให้ชุมชนและพื้นที่ส่วนร่วมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด หาคำตอบได้ ในบทความนี้
*เนื้อหาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา Policy Forum: สุขภาพใจ ดูแลด้วยชุมชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา

สุขภาพใจ ทำไมต้องเริ่มที่ชุมชน ?
“ป่วยใจหนึ่งคน กระทบทั้งครอบครัว ลุกลามไปทั้งชุมชน”
ชูไชย นิจไตรรัตน์ ผู้อํานวยการมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ผู้ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพจิตในชุมชนมาอย่างยาวนาน อธิบายว่า หากมีคนป่วยสุขภาพจิตเพียงหนึ่งคน ย่อมกระทบกับคนในครอบครัว และลุกลามไปถึงคนทั้งชุมชน การแก้ปัญหาระยะยาวโดยรอนโยบายใหญ่คงไม่ได้ จึงต้องเริ่มต้นที่หน่วยที่เล็กสุดอย่างชุมชนก่อน
แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถทำแบบเดียวกันหมด เพราะแต่ละชุมชนมีความซับซ้อนหลากหลาย ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตก็มีไม่เท่ากัน
“แต่ละชุมชนยังตีความศูนย์สุขภาพจิตต่างกัน บางแห่งพูดกันว่าที่นี่คือศูนย์คนบ้า ยิ่งทำให้คนไม่กล้าเข้าใช้บริการ” ชูไชย นิจไตรรัตน์

ด้าน บุญชอบ ทับไกร ผู้อํานวยการกองการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตําบลหลักห้า อําเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
เล่าเสริมว่าในพื้นที่เทศบาลเองยังคงพบผู้ป่วยจิตเวชเร่รอนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและสร้างความลำบากใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อมีการสอบถามถึงที่มาที่ไปกลับได้คำตอบว่าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแค่อยากมีอิสระ
“เสียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยอมรับปัญหาสุขภาพจิตของคนในชุมชน”
บุญชอบ อธิบายว่าจากการทำงานระดับชุมชน ยังมีผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกมากที่ไม่ได้รับการดูแล นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดจึงต้องเร่งแก้ปัญหาและให้ความรู้ระดับชุมชนก่อนอันดับแรก
ในขณะวันนี้ ความเจ็บป่วยทางใจไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ป่วยจิตเวชเพียงเท่านั้น แต่อาจเป็นใครก็ได้ที่กำลังเผชิญกับสถาการณ์ยากลำบากในชีวิต โดยเฉพาะผลพวงจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้เห็นแต่ความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะสังคมสูงวัย
“เราเจอคนวัยทำงานกำลังแบกรับภาระดูแลลูกพร้อมกับดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า และแคร์กิฟเวอร์ที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน คนกลุ่มนี้คุยได้ไม่กี่คำก็น้ำตาท่วมแล้ว เราต้องสร้างพื้นที่ดูแลใจให้พวกเขาอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยในที่สุด” ชูไชย อธิบายเพิ่มเติม

ชุมชนเคลื่อนใจ ตอนนี้มีใครทำอะไรแล้วบ้าง ?
สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผู้อํานวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 เล่าถึงบทบาทของศูนย์สุขภาพจิตว่ามีหน้าที่สำคัญคือการเป็น “ข้อต่อ” เชื่อมระหว่างนโยบายและชุมชน และเป็นศูนย์ส่งต่อข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอย่าเป็นทางการ แต่ยังเน้นย้ำว่ายังต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละชุมมชนเสมอ
“แม้เราจะเป็นข้อต่อเชื่อมนโยบายจากกรมสุขภาพจิตสู่การปฏิบัติในพื้นที่ แต่ต้องออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้คลิ๊กกับชุมชน”
แต่การทำงานจากเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านยังคงมีระยะห่างเสมอ ภายใต้แนวคิดที่เชื่อมั่นว่าชุมชนมีพลัง และคนกลางในชุมชนจะช่วยทำให้ข้อมูลเข้าถึงหัวใจของผู้คนได้มากกว่า จึงเกิดเป็นการขับเคลื่อนเชิงนโยบายสำคัญ คือ นักสื่อสารสร้างสุข
ผู้อํานวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 อธิบายต่อไปอีกว่า นักสื่อสารสร้างสุข ไม่ใช่นักสื่อสารวิชาชีพ หรือผู้ทำงานด้านสื่อใด ๆ แต่คือประชาชนในชุมชนที่มีใจและรับหน้าที่อาสาสมัคร
“หลายคนเป็นอดีตผู้ป่วยซึมเศร้า หลายคนเคยผิดหวังท้อแท้และเจอปัญหาในชีวิต เมื่อผ่านมันมาได้และมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้วิธีดูแลใจ พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้จากเครื่องมือและประสบการณ์ที่มีได้อย่างมาหาศาล”
ปัจจุบันเกิดเป็นเครือข่าย นักสื่อสารสร้างสุข หรือ พลเมืองสร้างสุข จากศูนย์สุขภาพจิตครบแล้วทั้ง 13 เขตทั่วประเทศรวมทั้ง กทม.
ปัจจุบัน สององค์กรที่ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ทำงานร่วมจนทำให้การทำงานในชุมชนงราบรื่นมากขึ้น คือ สุขเป็น และสติ แอป (Sati App) ที่ทำให้เกิดการทำงานในชุมชนง่ายขึ้น
ด้าน ชูไชย เล่าเสริมถึงรูปแบบการทำงานที่คล้ายคลึงกันของนวัตกรรม สุขเป็น – การสร้าง แกนนำพลังบวกในชุมชน ที่ออกแบบแนวคิดมาจากโจทย์ว่าควรเป็นงานทำงานต้นน้ำเน้นการสร้างเสริมป้องกันที่เชื่อว่าเมื่อสร้างคนให้เติบโต แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาจะแบ่งปันต่อให้กับชุมชนได้
“พวกเขาจะเป็นใครก็ได้ สังกัดไหนก็ได้ ขอให้ใกล้ชิดชุมชนให้มากที่สุด จากนั้นจะเฟ้นหาคนที่ใช่ เพื่อให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง”
ผู้อํานวยการมูลนิธิแพธทูเฮลท์ เล่าต่อไปอีกว่า คนที่มีใจทำงานให้ชุมชนมีไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดจะมีเพียงไม่กี่คนที่มีความพร้อมจะทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อพบแล้ว จะถูกพัฒนาให้กลายเป็น change agents ของชุมชน
“พวกเขาต้องมีทักษะการฟัง สามารถแชร์ประสบการณ์ว่าก้าวผ่านความทุกข์ใจมาได้อย่างไร และยังต้องย่อยงานวิชาการให้พ่อแม่พี่น้องในชุมชนตัวเองเข้าใจและเกิด mental health literacy จริง ๆ”
ปัจจุบัน มีชุมชนที่ร่วมกับ สุขเป็น ทั่วประเทศ กลายเป็นแหล่งพื้ันที่เรียนรู้แล้ว 107 แห่ง ใน 18 จังหวัด และกว่า 30 ท้องถิ่นที่เห็นความสำคัญและนำไปการตราเป็นข้อบัญญัติในท้องถิ่น
ด้าน บุญชอบ เสริมว่า เทศบาลตําบลหลักห้า ก็ใช้วิธีการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเช่นกันผ่านโครงการ สร้างสุขใจให้สุขเป็น จาก 41 ชุมชน ปัจจุบันเกิดผู้นำการเปลี่ียนแปลงแล้ว 184 คน ครอบคลุมทั้ง 4 ตำบล ในอ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

ม้านั่งมีหู ต้นแบบดูแลใจจากชุมชนซิมบับเว
หนึ่งในรูปแบบของการสร้างชุมชนดูแลใจที่เห็นชัดที่สุดคือ “ม้านั่งมีหู”
ปลายปี 2568 ม้านั่งธรรมดา ๆ ถูกจัดวางไว้ในสวนสาธารณะ 3 แห่งทั่วกรุงเทพฯ (สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ และอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ) พร้อมอาสาสมัครรับฟัง กว่า 2 ปีเศษที่ม้านั่งเล็ก ๆ ตัวนี้กลายเป็นพื้นฮีลใจคนเมืองอันเหนื่อยล้า และเป็นชื่อเรียกติดปากว่า ม้านั่งมีหู
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App และผู้รับผิดชอบโครงการม้านั่งมีหู ยอมรับว่าในช่วงแรกที่ทำงานด้านสุขภาพจิตยังมองไม่ออกว่าชุมชนจะเข้ามามีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก
จนกระทั่งได้รู้จักกับจิตแพทย์ชาวซิบบับเวท่านหนึ่งที่ต่อมางานของเขากลายเป็น community base mental health แห่งแรก ๆ ของโลก
จิตแพทย์ท่านนี้ได้ตามลงไปยังชุมชนที่คนไข้เยาวชนรายหนึ่งอยู่ (เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย) พบว่าในพื้นที่มีเยาวชนเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าไม่น้อย ในขณะที่อัตราส่วนของจิตแพทย์ในแอฟริกามีอัตราส่วนน้อยมากเพียง 1 คนต่อประชากร 1 ล้านคน
เนื่องจากในชุมชนนั้นมีผู้สูงวัยอาศัยอยู่ไม่น้อย จึงได้ทดลองนำปู่ย่าตายายในชุมชนมาอบรมให้เป็นนักรับฟังเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ ในชุมชน
แต่ละวันพวกท่านจะนั่งประจำอยู่ที่ม้านั่ง หากใครรู้สึกเครียดก็สามารถเข้าไปพูดคุยได้ หรือที่เรียกว่า Friendship Bench
แนวคิดนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการผ่านข้อค้นพบว่า Friendship Bench ลดความเสี่ยงการฆ่าตัวตายของเยาวชนได้ จนเกิดเป็น The Friendship Bench foundation องค์กรอิสระ ในท้องถิ่น กลายเป็นแม่บทของการนำคนในชุมชนมาดูแลใจชุมชนเอง และกลายเป็นแรงบันดาลใจของ “ม้านั่งมีหู” จนถึงปัจจุบัน
“เรื่องที่ซิมบับเวแสดงให้เห็นว่า คนบางกลุ่มในชุมชนที่เราคิดว่าเขาไม่เกี่ยวกับระบบสุขภาพจิต แต่จริง ๆ แล้วเขากลายเป็นฟันเฟืองสำคัญ”
อมรเทพ เล่าต่อไปว่า ช่วงแรกได้เปิดรับอาสาสมัครจำนวน 35 คน และให้การอบรมหลักสูตร การปฐมพยาบาลทางใจ (Emotional First Aid) เพียง 5 สัปดาห์ มีผู้มาใช้บริการถึง 65 คน และกว่า 40% เป็นผู้ชาย
ม้านั่งมีหู สะท้อนให้เห็นภาพของการทำงานด้านสุขภาพจิตที่เรียบง่าย แต่ทำงานกับจิตใจของผู้คนเมืองอย่างมาก ก้าวต่อไปม้านั่งมีหูจะไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรีือสวนสาธารณะอีกต่อไป แต่กำลังจะกระจายไปอยู่ในชุมชนแต่ละแห่งทั่วประเทศ
ลงทุนกับคน – ต้นทุนสำคัญของระบบสุขภาพจิต
อมรเทพ ชวนมองสถาการณ์โลกว่า ตอนนี้เศรษฐกิจโลกกำลังแบกรับความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากการเบิร์นเอ้าท์ของคนทำงาน และการฆ่าตัวตายของคน 1 คน สร้างความเสียหายราว 40 ล้านบาท
สำหรับประเทศไทย ปีล่าสุดมีรายงานจำนวนคนฆ่าตัวตายเกือบ 5 พันราย หากนำราคาความเสียหายต่อหัวเข้าไปคำนวณ นั่นคือมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลที่สังคมไทยต้องแบกรับ
ในขณะที่บริบทในบ้านเรา บุคคลากรด้านจิตเวชไม่เคยเพียงพอ เราต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการสร้างจิตแพทย์ และอีกกว่า 7 ปี สำหรับนักจิตวิทยา
แต่จากเรื่องราวการทำงานระดับชุมชนข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น อาสารับฟังจากม้านั่งมีหู นักสื่อสารสร้างสุข หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง การสร้างคนในชุมชนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 4-5 วันเท่านั้น
อมรเทพ ย้ำว่าการสร้างคนจากชุมชนนั้นมีแต่ข้อดี ทั้งใช้งบประมาณไม่มาก ทำได้ในเวลาอันสั้น นำไปทำซ้ำง่าย และขยายผลได้รวดเร็ว โดยเชื่อว่าหากรากฐานจากชุมชนดีแล้ว วงการสุขภาพจิตจะมีรากฐานแข็งแกร่ง ยืนระยะได้ยาวนาน
“การลงทุนในระบบสุขภาพจิตต้องไม่ทำเพียงยอดพิรามิดดังที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ต้องลงทุนระดับฐานด้วยเพื่อให้มีพิรามิดที่เปราะบางนี้แข็งแกร่งได้กว่าที่เคย”
ท้ายที่สุด อมรเทพ ยังเสนอต่อไปอีกว่า คนทำงานด้านสุขภาพจิตระดับชุมชนอาจไม่ใช่แค่ ผู้นำชุมชน อสม. อสส. ฯลฯ เท่านั้น แต่อาจหมายถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากกว่านั้น
“ตอนนี้ความต้องการดูแลใจของคนมีหลากหลายแบบมาก ไม่ใช่ทุกคนที่ีมีปัญหาใจแล้วจะอยากไปพบจิตแพทย์ บางคนเลือกพึงพาทางสายมูฯ บางคนเข้าวัดไปคุยกับพระบ้าง หรือคนรุ่นใหม่ส่วนมากเลือกติดตามคอนเทนต์จากอินฟลูฯสายฮีลใจในโลกออนไลน์”
เมื่อคนมีทางเลือกที่จะดูแลใจตัวเองหลากหลาย เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะดึงคนกลุ่มนี้มาติดอาวุธความรู้ ให้อยู่ในระบบนิเวศดูแลใจและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ด้าน ชูไชย เห็นพ้องว่า หากสามารถฝึกให้คนในชุมชนเป็นนักรับฟังได้ ที่อาจเริ่มจากจุดเล็ก ๆอย่างร้านส้มตำ จากนั้นจะขยายวงกว้างสร้างให้ชุมชนชั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยและนำไปสู่การเยียวยากันและกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เช่นเดียวกับ ฝั่งการทำงานระดับท้องถิ่นอย่าง สุภาภรณ์ และ บุญชอบ ที่มองว่า การสร้างคนต้องลงทุนกับคนที่มีใจ และคนที่ใช่ แต่ต้องไม่หลงลืมคนที่เหลือด้วย เพราะข้อจำกัดของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจไม่ถนัดในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่พร้อมที่จะดูแลคนรอบข้างด้วยวิถีและความถนัดของตนเอง

รัฐขยับเดินหน้า พร้อมสร้าง “คน” ในชุมชนดูแลใจ
เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ จิตแพทย์ ผู้อํานวยการสํานักวิชาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มองว่าการลงทุนทางจิตเวชที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคน พร้อมเสริมว่า ตอนนี้ทิศทางการทำงานจากส่วนกลางเริ่มลงทุนกับชุมชนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา (จากเดิมที่แทบไม่มีเลย) นับเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของวงการสุขภาพจิต
ผู้อํานวยการสํานักวิชาการสุขภาพจิต ยังเสริมอีกว่า เหตุที่ทำให้นโยบายด้านสุขภาพจิตมีทิศทางเปลี่ยนไปเช่นนี้เพราะสังคมซับซ้อนมากขึ้น มีคนเผชิญกับปัญหาทางอารมณ์มากขึ้นทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น สังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาล้วนส่งผลให้รูปร่างหน้าตาของสุขภาพจิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม นพ.บุรินทร์ ยอมรับว่าที่ผ่านมามาตรฐานสุขภาพจิตชุมชนในบ้านเรายังไม่ได้ดีมากนัก เพราะยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ แต่มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เห็นเป้าหมายร่วมกัน และมองว่าสิ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในงานสุขภาพจิตชุมชนต้องเพิ่มอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่
- การเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
- การวางระบบเชื่อมต่อ – สำหรับผู้ป่วยแล้ว ต้องวได้รับการดูแลต่อเนื่องและส่งต่อ และกลุ่มที่ยังไม่ป่วยหรือเริ่มมีปัญหา (กลุ่มป่วยเสี่ยง) ต้องพิจารณาว่าได้รับการดูแลช่วยเหลือหรือจะส่งต่ออย่างไรต่อไปได้บ้าง
- การดูแลกลุ่มคนทั่วไป – หากสามารถรับมือ และแบ่งปันความรู้สุขภาพจิตได้ ควรส่งเสริมให้ช่วยเหลือคนในชุมชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มีการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ในแผนพัฒนาสุขภาพจิตแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ ดังนี้
- Multi Stakeholder – รัฐจะจับมือกับภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อทำงานร่วมกันให้มากขึ้น
- Mental Health Literacy – สร้างความรอบรู้เรื่องสุขภาพจิตให้มากไปกว่าแค่การให้ความรู้ แต่คือ การรู้ -อยู่รอด-ส่งต่อ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นภายใต้หลักการเดียวกัน
- ปรับระบบกฎหมาย สังคม สวัสดิการ ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ
- เทคโนโลยี – ต้องปรับการใช้เทคฯ ให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะและชุมชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
“ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตมากไปกว่าความรู้ แต่คือการเปลี่ยนแปลงคนจากภายใน ให้เขาแข็งแกร่ง มีความสามารถในการอยู่กับปัญหาโดยยังรักษาสุขภาพใจของตัวเองไว้ได้” นพ.บุรินทร์
ท้ายที่สุดแล้ว นพ.บุรินทร์ มองว่าถัดจากนี้ ทางกรมสุขภาพจิตมีแผนจะเปิดเวทีพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตให้มากขึ้นเพื่อมองหาวิธีการดูแลสุขภาพใจและแกนกลางที่เหมาะสมทั้งในและนอกประเทศ
ด้าน สุภาภรณ์ ยังคงย้ำว่า แต่ละชุมชนมีบริบทต่างกัน แต่จำเป็นต้องมีมาตรฐานร่วมเดียวกันอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่
- คนในชุมชนต้องเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิต – การจะเข้าถึงได้นั้น จำเป็นต้องมุ่งไปสู่ การคัดกรอง (คนปกติ กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย)
- คนในชุมชนต้องมีทักษะในการช่วยดูแลใจทั้งตัวเองและผู้อื่น – ต้องเท่าทันความรู้สึกตนเอง สังเกตตนเองและผู้อื่นได้และรู้จักวิธีรับมือ
- ต้องมีคนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนได้ – ต้องสามารถดูแลใจผู้อื่นได้ และรู้วิธีและปลายทางในการส่งต่อหากจำเป็น
วันนี้ทิศทางของระบบสุขภาพจิตไทยดูเหมือนจะมีการเบนเข็มเปลี่ยนทิศทางมายังระดับชุมชนมากขึ้น อมรเทพ เสริมว่าแนวทางนี้กำลังสอดคล้องกับแก่นกลางที่เนื้อหาในเวทีโลกกำลังพูดคุย
ภายในงานประชุม Global Mental Health มีการพูดถึงเทรนด์แนวคิดการทำงานด้านสุขภาพจิต 5 มิติ ได้แก่
- De-medicalize mental health – ลดการมองปัญหาสุขภาพจิตเป็น “โรค” หรือความผิดปกติทางชีววิทยาที่ต้องรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจบริบททางสังคม สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยมากกว่าการพึ่งพาการใช้ยาทางจิตเวช
- De-institutionalize mental health – ลด/เลิกการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือสถานดูแล แล้วเปลี่ยนมาเป็นสู่การดูแลในชุมชน หรือสร้างพื้นที่อื่นในการดูแลใจที่ไม่ได้อยู่เพียงให้ห้องบำบัดเท่านั้น
- Decolonize mental health – รื้อถอน ปรับเปลี่ยนระบบจิตวิทยาและการบำบัดแบบดั้งเดิม ที่มาจากองค์ความรู้ฝั่งตะวันตกเป็นหลัก เพื่อปรับให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแห่งที่หลากหลาย
- Democratize mental health – การทำให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน โดยไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เท่านั้น แต่ต้องมีนักสังคม มีครู และมีคนในชุมชนทุกคน ที่เห็นภาพเดียวกันและขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งหมด
- Destigmatize – การลดการตีตรา เพื่อให้การดูแลจิตใจไม่ใช่การแปะป้ายว่า หรือตัดสินใครคนหนึ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่แต่ละฝ่ายหารือร่วมกันทั้งหมดในวันนี้ อาจกำลังสามารถตอบโจทย์สุขภาวะทั้ง 5 มิติของโลกได้อย่างแท้จริง
เมนูในฝัน: ภาพความหวังวงการสุขภาพจิตไทย
ถัดออกมาจากวงหารือเรื่องนโยบายข้างต้นแล้ว ยังมีเสียงจากทั้งคนทำงานด่านหน้าและทัพหลังกว่า 30 ชีวิตที่ได้เข้าร่วมเวิร์กชอปและงานเสวนา ที่ได้สะท้อนถึง ความกลัว ความหวัง และความฝันร่วมกันอย่างมีรสชาติ
ความหวาดกลัวร่วมกัน คือ การขาดความรู้ด้านสุขภาพจิต การเปรียบเทียบ และการตีตราในสังคม กลายเป็นภาพความหวาดกลัวก้อนใหญ่ที่ผู้คนต่างมีร่วมกัน
ในขณะที่ความหวังร่วมกัน คือ การหวังให้คนรุ่นใหม่จะเข้าใจและยอมรับเรื่องสุขภาพจิตและเกิดความไว้วางใจให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลมากขึ้น
และหากถามถึงปัจจุบันและอนาคตของการทำงานด้านสุขภาพจิตนั้น สถานการณ์ปัจจุบันและจินตนาการภาพฝันของสังคมถูกวาดผ่าน 5 ภาพสำคัญ ดังนี้
- ไข่เจียวสุขภาพจิต – ปัจจุบัน การทำงานด้านสุขภาพจิตกำลังแยกส่วนและโฟกัสเฉพาะเรื่อง ไม่ต่างจากไข่ดาวในสวนเรือนกระจกที่ไข่แดง-ไข่ขาวแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริง นิเวศของระบบสุขภาพจิตยังคงมีอีกหลายมิติซ้อนทับกัน หากมีการสลายพันธะระหว่างภาครัฐ-ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ-บุคคลทั่วไป ให้ทำงานเป็นเนื้อเดียวกันได้เหมือนไข่เจียว จะช่วยยกระดับการขับเคลื่อนงานด้านนี้ให้ดีกว่าที่เคย
- แกงโฮะ – ทิศทางการทำงานด้านสุขภาพจิตวันนี้ยังคงสะเปะสะปะ ต่างคนต่างทำ ขาดการสื่อสาร เชื่อมต่องานกันอย่างเป็นระบบ คงจะดีกว่าหากทำงานร่วมกันได้ในจุดที่ลงตัว หากเปรียบดั่งเมนูอาหาร เสมือนการนำวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้มาทำเมนูใหม่ด้วยกลไกที่เหมาะสม ให้มีทั้งศาสตรและศิลป์ที่หลากหลาย ปรุงเมนูนี้บนรสชาติที่ยอมรับได้ร่วมกัน อาหารจานนี้ก็จะกลายเป็นมื้ออร่อยที่ทุกคนชื่นชอบเช่นเดียวกับ แกงโฮะ
- ครัวสะดวกกิน – ที่ผ่านมาวงการสุขภาพจิตทำยังทำงานแบบรูทีน ไม่ต่างจากจานอาหารที่หมุนเวียนบนสายพาน เมื่อม่เคยเห็นหัวใจคนทำงานอยู่หลังครัว ก็ยากต่อการขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากต่อจากนี้มีสังคมที่เกื้อกูล เห็นหัวใจคนทำงาน สังคมก็จะได้อาหารจานอร่อยและมีคุณภาพมากกว่าเดิม
- สุขภาพจิตในกระถาง – หากมิติของสุขภาพจิตเปรียบเสมือนต้นไม้ในกระถาง ที่แต่ละชนิดย่อมต้องการดูแลต่างกัน นโยบายแบบ One-size-fits-all จึงอาจไม่ได้เหมาะสมกับพืชในกระถางแต่ละชนิด ถัดจากนี้ควรออกแบบสิ่งแวดล้อมให้ต้นไม้สุขภาพจิตแต่ละสายพันธ์ุนี้เติบโตเป็นตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่ยังคงอยู่ในร่มเงาเดียวกัน เกื้อกูลกันและกัน และหล่อเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว
- ไข่เจียวจานกลาง – งานสุขภาพจิตที่ดีไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ควรออกแบบให้ทุกฝ่ายผสานร่วมกันอย่างลงตัวและนำไปใช้ได้อย่างดี เสมือนกับไข่เจียวที่วางอยู่กลางโต๊ะอาหาร ที่ไม่ว่าผู้ร่วมโต๊ะจะเป็นใครก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อยเท่าเทียม
หากกล่าวโดยสรุป ภาพฝันหรือความหวังที่ทุกคนอยากเห็นร่วมกัน คือ การให้ความสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ฐานราก มีการเชื่อมต่อ แบ่งปันแนวทางปฏิบัติได้ร่วมกัน และเชื่อว่าทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในอนาคตในอีกไม่ช้า




