ทุกวันที่คุณซื้อเครื่องดื่มชงสักแก้ว อาจไม่ได้นึกถึงตัวเลขที่น่าตกใจเหล่านี้ “คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน” ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันถึง 3.5 เท่า
เครื่องดื่มชงหวานปกติ 1 แก้ว (ขนาด 16-22 ออนซ์) โดยทั่วไปแบบหวานปกติ 100 % ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 10-19 ช้อนชา (40-75 กรัม) ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ไม่เกิน 6 ช้อนชา) ถึง 2-3 เท่า
เมื่อคุณพยายามดูแลสุขภาพจึงสั่ง “หวานน้อย” แต่ปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25-50 กรัม หรือประมาณ 6-12 ช้อนชา ก็ยังคงสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกายอยู่ดี
เมื่อ 11 ก.พ. 69 ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยน “หวานปกติ” ที่คุ้นเคยมาตลอด ด้วยนโยบายใหม่ที่ชื่อว่า “หวานปกติ = หวาน 50%” จับมือกับแบรนด์เครื่องดื่มชงยักษ์ใหญ่ 9 แบรนด์ทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม “หวานปกติ” ลงครึ่งหนึ่ง
นั่นหมายความว่า “หวานน้อย” กลายเป็น “หวานปกติ” ไปแล้ว
ผลกระทบของการกินน้ำตาลมากเกินไปไม่ได้มีแค่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
วิกฤตน้ำตาลที่คนไทยต้องเผชิญ
สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจว่า โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไปมากถึง 4 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ
หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้โรค NCDs ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ คือการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันถึง 3.5 เท่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ในปี 2568 พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-34 ปี
- ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 25.4% เป็น 29.5%
- เบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 9.5% เป็น 10.6% เมื่อเทียบกับปี 2563
นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยกว่า 83.4% บริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน และมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 45% สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” ที่กลายเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่
9 แบรนด์เครื่องดื่มชงร่วมปรับลดหวาน
เพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่กำลังคุกคามคนไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย จึงได้ริเริ่มนโยบายปฏิรูปมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” โดยได้จับมือกับสมาคมกาแฟไทยและผู้ประกอบการเครื่องดื่มชงรายใหญ่ 7 บริษัท 9 แบรนด์ดัง ประกอบด้วย
- บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน)
- บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่)
- บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน)
- บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ)
- บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย)
- บริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย)
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานความหวานใหม่ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้วยการเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานในระดับที่เหมาะสม นโยบายนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกาแฟไทย ภาคประชาสังคม และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการเลือกบริโภคความหวานอย่างพอดี
นโยบายนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ที่กรมอนามัยได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2563 และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลจากความร่วมมือกับบริษัทไลน์แมน พบว่าในปี 2567 ประเทศไทยสามารถลดการใช้น้ำตาลลงได้กว่า 120 ตัน และในปี 2568 พบว่าประชาชนสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยสูงถึง 75%
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า การเข้าร่วมของผู้ประกอบการทั้ง 9 แบรนด์เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง บางแบรนด์เริ่มจากเมนูนำร่อง
ขณะที่บางแบรนด์สามารถดำเนินการได้ทุกเมนู การมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมคือกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการเข้าถึงน้ำตาลโดยไม่จำเป็น และช่วยให้คนไทยมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในทุกพื้นที่
การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการรายใหญ่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม และเป็นต้นแบบให้กับร้านเครื่องดื่มชงรายอื่นๆ ต่อไป
นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้”
เดือนแห่งความรัก ส่งต่อความหวานที่ดีต่อสุขภาพ
ใช้โอกาสเปิดตัวนโยบายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักส่งต่อความหวานให้กัน “กรมอนามัย” ต้องการเปลี่ยนแนวคิดการส่งต่อความหวานจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป มาเป็นการส่งต่อความรักและความห่วงใยต่อสุขภาพของคนที่เรารักในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “รักดีต่อใจ เริ่มที่หวานปกติ = 50%” เพื่อตอกย้ำว่าการลดหวานคือการดูแลหัวใจและสุขภาพของคนไทย
แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากการเปิดตัวนโยบายในช่วงเดือนแห่งความรัก ประชาชนสามารถติดตามแคมเปญดีๆ จาก 9 แบรนด์ที่ส่งต่อความรักความห่วงใยผู้บริโภคในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศครั้งนี้
การดำเนินงานในระยะต่อไปจะมีการขยายความร่วมมือและเพิ่มทางเลือกเครื่องดื่มที่มีความหวานเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเดินหน้าสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่าการลดความหวานเป็นการปรับเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่การลดทอนความอร่อย
ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การบังคับ
สิ่งสำคัญที่กรมอนามัยต้องการสื่อสารคือ นโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ไม่ใช่การบังคับหรือการจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค ผู้บริโภคยังคงสามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ เพียงแต่ระดับความหวาน “ปกติ” ซึ่งเป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือก จะถูกปรับลดลงมาครึ่งหนึ่งจากเดิม
การปรับมาตรฐานนี้จะช่วยลดระดับความหวานพื้นฐานลงครึ่งหนึ่ง และช่วยปรับความคุ้นชินด้านรสชาติของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การลดหวานทำได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยผู้บริโภคอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก แต่ในระยะยาวจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล
นโยบายนี้เป็นการต่อยอดนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ โดยยกระดับจากการให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกระดับความหวาน มาเป็นการปรับมาตรฐานความหวานพื้นฐานให้เหมาะสมกับสุขภาพตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้ระบุความต้องการพิเศษก็จะได้รับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลงโดยอัตโนมัติ
“เวชศาสตร์วิถีชีวิต” อาวุธใหม่ต่อสู้ NCDs
นอกจากการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงแล้ว กรมอนามัยยังได้นำหลัก “Lifestyle Medicine” หรือเวชศาสตร์วิถีชีวิต มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและลดโรค NCDs อย่างยั่งยืน โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพภายใต้ 6 เสาหลัก
แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า กรมอนามัยกำลังสร้าง “แกนนำสุขภาพระดับอำเภอ” ที่จะเป็น Health Coach เพื่อเป็นพี่เลี้ยงสุขภาพนำกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs เข้าสู่ศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs Prevention Center) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลจนกลับมามีสุขภาพดี โดยการนำหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตจะช่วยเป็นแนวทางให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น
6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต ประกอบด้วย
- โภชนาการ – การเลือกอาหารเพื่อลดความเสี่ยง NCDs เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เลือกโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ถั่ว ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน และโซเดียม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ที่กรมอนามัยกำลังขับเคลื่อน
- การมีกิจกรรมทางกาย – ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และเสริมสุขภาพหัวใจ
- การนอนหลับที่เพียงพอ – วัยทำงานควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน การนอนหลับที่เพียงพอช่วยควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารและการเผาผลาญพลังงาน
- การจัดการความเครียด – ฝึกหายใจลึกๆ ทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมผ่อนคลาย ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต
- ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี – มีเครือข่ายครอบครัว เพื่อน หรือชุมชน การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิต
- หลีกเลี่ยงสารเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง – งดสูบบุหรี่ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ลดการสัมผัสสารพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5
ช่องว่างระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ
นายแพทย์อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนเรื่องโรค NCDs พบว่าประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอสูงถึง 93.18% แต่ผลการสำรวจด้านพฤติกรรมกลับพบว่ามากกว่า 50% ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ แม้ประชาชนจะรู้ว่าอะไรดีต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงกลับยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมกรมอนามัยจึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงให้ความรู้เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น การกินอาหารไขมันสูง การกินหวาน การกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำแกง อาหารเมนูน้ำ ส้มตำ และการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเป็นประจำ ยังคงเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในคนไทย
ในขณะที่การกินผักและผลไม้สดที่หลากหลายอย่างน้อยวันละครึ่งกิโล (4-6 กำมือ) มีเพียง 48.70% และการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกเหนื่อยหรือมีเหงื่ออก สะสมครบ 150 นาที/สัปดาห์ มีเพียง 48.90 % เท่านั้น
พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอ
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน กรมอนามัยได้จัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอระดับสูง โดยมีนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน
นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร กล่าวว่า การดำเนินงานในระดับพื้นที่ ผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับอำเภอให้มีวิสัยทัศน์ ใช้ข้อมูลและก้าวทันเทคโนโลยี พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ
การอบรมครั้งนี้มีผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอเข้ารับการอบรมจำนวน 100 คน เพื่อดำเนินการในระดับพื้นที่ โดยกรมอนามัยได้รับความร่วมมือจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย และชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ในการดำเนินงานอบรมร่วมกัน
เพราะแม้นโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการขยายผลให้ครอบคลุมร้านเครื่องดื่มชงทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและร้านอิสระที่มีจำนวนมาก
อีกความท้าทายหนึ่งคือการปรับเปลี่ยนความคุ้นเคยด้านรสชาติของผู้บริโภค ซึ่งบางคนอาจต้องการความหวานมากกว่ามาตรฐานใหม่ อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว
กรมอนามัยยังคงเชิญชวนผู้ประกอบการเครื่องดื่มชงในประเทศไทยทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะ “หวานปกติ…กำลังเปลี่ยนไป เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยทั้งประเทศ”
ผลลัพธ์ที่คาดหวังเมื่อหวานปกติ = หวาน 50%
การประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดความเสี่ยงโรค NCDs และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทย
หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะสามารถลดปริมาณน้ำตาลที่คนไทยบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการลดลงของอัตราการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
นอกจากนี้ยังจะช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลของระบบสุขภาพและของประชาชนเอง เพราะการป้องกันโรคดีกว่าการรักษา และที่สำคัญคือจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรค NCDs มากขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- “วัคซีนเด็ก PCV”ยังไม่ถ้วนหน้า บอร์ดสปสช.ให้แค่นำร่อง
- เทียบสิทธิรักษามะเร็ง “ประกันสังคม VS บัตรทอง” แบบไหนดีกว่า?
- วิกฤตไตวาย-วิกฤตงบ “ปลูกถ่ายไต”คือทางออก?




