ความปลอดภัยของอาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบและวิธีการก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังเริ่มต้นจากคุณภาพของวัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้าง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่ต้องรับแรงและช่วยให้โครงสร้างสามารถต้านทานแรงกระทำต่าง ๆ ได้ตามที่ออกแบบไว้
ประเด็นคุณภาพเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace (IF) จึงกลับมาเป็นคำถามสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ห้ามใช้เหล็กข้ออ้อยจากเตา IF ในงานโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคานของอาคารสูง เมื่อ ส.ค. 69 แต่จนถึง ต.ค. 69 ผ่านมาแล้วประมาณ 2 เดือน มาตรฐานใหม่ยังไม่ประกาศบังคับใช้
ขณะที่เวทีอุตสาหกรรมเหล็กระดับภูมิภาคอาเซียนเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) เสนอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกทบทวนการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง
2 แนวทาง มติกมอ.ยกมาตรฐานเหล็กใหม่
สำหรับมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.)แบ่งออกเป็นแนวทางของ กมอ. คือการปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยแยกข้อกำหนดเหล็กออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- มอก. 20 สำหรับเหล็กเส้นกลม ซึ่งสามารถผลิตจากเตา IF หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) และใช้ในงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- ส่วน มอก. 24 สำหรับเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในงานโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคาน จะกำหนดให้ผลิตจากเหล็กแท่งที่ผ่านกระบวนการ EAF หรือเตาออกซิเจนพื้นฐาน (Basic Oxygen Furnace: BOF) เท่านั้น
นอกจากการกำหนดข้อจำกัดด้านกรรมวิธีการผลิต ยังมีข้อเสนอให้แสดงชนิดเหล็กด้วยตัวนูนบนเนื้อเหล็ก และจัดทำคู่มือแนะนำการเลือกใช้เหล็กเส้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแยกแยะผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม กมอ.เห็นว่า การให้ผู้บริโภคตรวจสอบชนิดเหล็กด้วยตนเองไม่เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัย เพราะผู้ใช้ทั่วไปไม่มีความรู้ด้านโลหวิทยาที่จะประเมินคุณภาพเหล็กได้จากรูปลักษณ์ภายนอก การคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องใช้มาตรฐานกรรมวิธีการผลิต การทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบกำกับดูแลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อมีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว เหตุใดมาตรฐานใหม่จึงยังไม่ประกาศใช้ และในระหว่างที่กฎเกณฑ์ใหม่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าวัสดุก่อสร้างที่เข้าสู่ตลาดมีคุณภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน

SEAISI ยกกรณีตึก สตง.ถล่ม ตั้งคำถามคุณภาพเหล็กไทย
ในการประชุม 2nd ASEAN Policymakers Conference on Steel & 2026 ASEAN Iron and Steel Forum: Sustainability and Construction ซึ่งจัดขึ้นโดย SEAISI ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา
Yeoh Wee Jin เลขาธิการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ได้นำเสนอสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กในภูมิภาค พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างที่ผลิตจากเตา IF
เขายกกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในประเทศไทย ซึ่งจากการตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า มีการใช้เหล็กเส้น ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในโครงการดังกล่าว แม้คำชี้แจงเกี่ยวกับสาเหตุการถล่มจะกล่าวถึงประเด็นการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง แต่กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้าง
Yeoh Wee Jin ตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF และวางจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. รวมถึงมีการนำเหล็กประเภทนี้ไปใช้ในโครงการก่อสร้างอื่นมากน้อยเพียงใด
เขายังชี้ถึงข้อจำกัดของเตา IF ในการคัดเลือกเศษเหล็กเป็นวัตถุดิบและการกำจัดสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก โดยระบุว่ามีการตรวจพบเหล็กเส้นที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจากการตรวจสอบของทีมตรวจการณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ทบทวนมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างของไทย
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การกำกับดูแลคุณภาพเหล็กไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตรวจจับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหลังออกสู่ตลาด แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถของกระบวนการผลิตในการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทางด้วย

ฟิลิปปินส์เผชิญปัญหาเหล็กด้อยคุณภาพเช่นเดียวกัน
ความกังวลของ SEAISI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย เพราะฟิลิปปินส์กำลังเผชิญปัญหาคุณภาพเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF เช่นเดียวกัน
Yeoh Wee Jin ระบุว่า มีการตรวจพบเหล็กเส้นด้อยคุณภาพจำนวนมากในหลายจังหวัดทางตอนเหนือของเกาะลูซอน จากการสุ่มตรวจตัวอย่างสินค้าที่จำหน่ายในร้านวัสดุก่อสร้าง พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ขณะที่การสุ่มตรวจในพื้นที่เกาะมินดาเนาก็พบเหล็กเส้นจากเตา IF ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เช่นกัน
ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ประกาศว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์จะติดตามตรวจสอบเหล็กเส้นด้อยคุณภาพอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคุณภาพเหล็กก่อสร้างเป็นความท้าทายร่วมของหลายประเทศในอาเซียน และจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อถูกถามว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศต่าง ๆ ควรพิจารณายกเลิกการใช้เหล็ก IF โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ เลขาธิการ SEAISI แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ปัญหาคุณภาพเหล็กจากเตา IF เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมานานแล้ว
เขายกตัวอย่างจีน ซึ่งเริ่มมาตรการควบคุมโรงงานเหล็ก IF ตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่รัฐบาลจีนจะสั่งปิดโรงงาน IF ทั้งหมดในปี 2560 โดยระบุว่า เหตุผลสำคัญเกี่ยวข้องกับปัญหาคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่ใช่เพียงปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินอย่างที่บางฝ่ายเข้าใจ
คำถามที่ Yeoh Wee Jin ทิ้งไว้คือ เหตุใดสังคมจึงยังต้องถกเถียงกันต่อไปเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งที่เหล็กก่อสร้างเป็นวัสดุที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชน

ผลการศึกษาเหล็กจากเตา IF มีสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก
นอกจากข้อสังเกตจากกรณีจริงแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังนำเสนอผลการศึกษาของคณะทำงาน ASEAN Iron and Steel Council (AISC) Task Force ภายใต้ SEAISI ในหัวข้อ “Safer Construction Steel for ASEAN: Addressing Concerns over the Use of Induction Furnace to Produce Construction Steel” เพื่ออธิบายข้อจำกัดของกระบวนการผลิตเหล็กด้วยเตา IF
ผลการศึกษาชี้ว่า กระบวนการผลิตด้วยเตา IF โดยทั่วไปไม่มีขั้นตอนการกลั่นน้ำเหล็กขั้นต้น (Primary Refining) ด้วยการเป่าออกซิเจนหรือกระบวนการออกซิเดชันเช่นเดียวกับกระบวนการผลิตในเตา BOF และกระบวนการผลิตด้วยเตา EAF บางรูปแบบ จึงอาจมีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปนและควบคุมองค์ประกอบของน้ำเหล็ก
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Universiti Sains Malaysia ที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวระบุว่า ปริมาณสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก (Inclusions) ที่พบในเหล็กจากเตา IF สูงกว่าเหล็กจากเตา BOF หรือ EAF ประมาณ 4-5 เท่า
สิ่งเจือปนเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณสมบัติทางกลของเหล็ก ทั้งความเหนียว (Toughness) และความสามารถในการยืดตัว (Ductility) ทำให้เหล็กมีแนวโน้มเปราะและแตกหักได้ง่ายขึ้น รวมถึงอาจกระทบต่อความสามารถในการต้านทานความล้า (Fatigue Strength) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของวัสดุที่ต้องรับแรงกระทำซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือ Cyclic Loading
คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญต่อโครงสร้างอาคาร เพราะเหล็กต้องรองรับแรงตามการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักอาคาร แรงที่เปลี่ยนแปลงตามการใช้งาน หรือแรงจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม การประเมินคุณภาพเหล็กไม่ควรพิจารณาจากชื่อเตาหลอมเพียงอย่างเดียว เพราะคุณสมบัติของเหล็กยังขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี กระบวนการผลิต และระบบทดสอบคุณภาพของแต่ละโรงงานด้วย ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดมาตรฐานให้มั่นใจได้ว่าเหล็กที่นำไปใช้ในโครงสร้างหลักมีคุณสมบัติเหมาะสมและผ่านการตรวจสอบอย่างเพียงพอ
อาเซียนเสนอ 3 ข้อ ยกระดับมาตรฐานและทยอยเลิกใช้ IF
จากข้อกังวลด้านคุณภาพและความปลอดภัย AISC Task Force เสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประการ
- ทบทวนความเหมาะสมของการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง รัฐบาลควรประเมินว่าควรอนุญาตให้ใช้เตา IF ต่อไปหรือไม่ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้โครงสร้างต้องมีความสามารถในการรับแรงและความเหนียวตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย พร้อมเสนอให้ศึกษามาตรฐานเหล็กของจีน GB 1499-2018 เพื่อประกอบการพิจารณาข้อกำหนดด้านกระบวนการผลิตและคุณภาพเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
- จำกัดการใช้เหล็ก IF ไว้ในงานที่ไม่ใช่โครงสร้างวิกฤต ข้อเสนอคือจำกัดการผลิตเหล็กจากเตา IF ไว้สำหรับผลิตภัณฑ์และงานที่ไม่ต้องรับแรงสูง หรือ Non-critical Use โดยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และไม่อนุญาตให้นำเหล็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไปใช้ในโครงสร้างหลักที่มีความเสี่ยงสูง
- วางแผนทยอยยกเลิกการใช้เตา IF ภายใน 2-3 ปี
AISC Task Force เสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาทยอยยกเลิกการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้างภายในระยะเวลา 2-3 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านต้องกำหนดมาตรฐานและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยให้เข้มงวด พร้อมมีระบบตรวจสอบคุณภาพที่สามารถบังคับใช้ได้จริง
ข้อเสนอทั้งสามประการสะท้อนแนวคิดว่าการแก้ปัญหาเหล็กด้อยคุณภาพไม่ควรหยุดอยู่ที่การตรวจจับสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน แต่ต้องจัดการตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การควบคุมวัตถุดิบ ไปจนถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนเข้าสู่ตลาด
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายสำคัญในเวลานี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนมติของ กมอ. ให้เป็นมาตรฐานที่มีผลบังคับใช้จริง พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
นอกจากการเร่งประกาศใช้มาตรฐานใหม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องตอบคำถามว่า จะจัดการกับเหล็กที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ในตลาดอย่างไร จะตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้หรือไม่ และจะป้องกันไม่ให้เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานถูกนำไปใช้ในโครงสร้างหลักของอาคารได้อย่างไร
การแสดงชนิดเหล็กด้วยตัวนูนหรือการจัดทำคู่มือสำหรับผู้บริโภคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เพราะผู้ซื้อไม่ควรต้องแบกรับความเสี่ยงจากการตัดสินใจเลือกวัสดุที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง ระบบกำกับดูแลต้องทำให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรับผิดชอบต่อคุณภาพของสินค้า ขณะที่หน่วยงานรัฐต้องมีเครื่องมือเพียงพอในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพราะมาตรฐานเหล็กอาจไม่ได้จบลงที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
บทความที่เกี่ยวข้อง:




