หลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับคะแนนแล้วกว่า 90% ผลปรากฏว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ อย่างท่วมท้น ด้วยคะแนน 1,444,914 คะแนน หรือคิดเป็น 65.6% ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่าง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ได้ 288,171 คะแนน (13.1%) ขณะที่อันดับสามคือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ได้รับ 176,934 คะแนน หรือ 8%
ส่วนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาชนคว้า 22 ที่นั่ง ตามด้วยกลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life 4 ที่นั่ง
ประกาศ 4 ปีแห่ง “การก้าวกระโดด”
ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง “ชัชชาติ”ประกาศว่า วาระการทำงาน 4 ปีข้างหน้าจะเป็น “4 ปีแห่งการก้าวกระโดด” (Scaling Bangkok) โดยต่อยอดจากผลงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ทดลองสร้างต้นแบบการพัฒนาเมืองไว้แล้ว และพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ได้จริง
เป้าหมายในระยะต่อไป คือ การขยายผลจากโครงการต้นแบบให้ครอบคลุมทั้งเมือง พร้อมนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการบริหาร เพราะเทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา ความเร็ว และการให้บริการประชาชน
นโยบายทั้ง 261 ข้อ เป็นนโยบายใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าสานต่อนโยบายเดิมที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ หากรวมทั้งนโยบายใหม่และนโยบายเดิม จะมีภารกิจมากกว่า 500 เรื่อง โดยย้ำว่า หัวใจสำคัญของการบริหารเมือง คือการมีแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
261 นโยบาย ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองแห่งโอกาสและความหวัง”
ในเว็บไซต์ ทีมชัชชาติ ได้รวบรวมนโยบายเอาไว้ทั้งหมด 261 นโยบาย โดยครั้งนี้ มีนโยบายรายเขตทั้ง 50 เขตอย่างละเอียด ภายใต้ แนวคิดหลักของการบริหารกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปี คือการสร้าง “เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน” ผ่าน 261 แผนงาน ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่
- คนอยู่ดี
- เมืองน่าอยู่
- สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
- ระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ
นโยบายทั้งหมดถูกออกแบบให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
เมกะโปรเจกต์ใหม่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” ซึ่งตั้งเป้าเชื่อมโยงพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ บริเวณศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ปรับปรุงลานคนเมืองให้เป็นพื้นที่สาธารณะคุณภาพ พร้อมผลักดันการสร้างศูนย์คนเมืองฝั่งธนบุรี หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก และพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนทุกวัย
ยกระดับคุณภาพชีวิต “คนกรุง”
ด้านสาธารณสุข “ชัชชาติ” ประกาศเป้าหมายให้ประชาชน เข้าถึงบริการทางการแพทย์ภายในไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยจะเพิ่มเตียงโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 2,000 เตียง ขยายสิทธิผู้ใช้บัตรทองเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน และจัดบริการตรวจสุขภาพฟรีสำหรับประชาชนทุกคน
พร้อมกันนี้ จะดำเนินโครงการคัดกรองยาเสพติดในทุกชุมชน เพื่อผลักดันให้เกิด “ชุมชนสีขาว” รวมถึงจัดตั้งศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นนโยบายที่เพิ่มเติมหลังลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย
สุขภาพจิต : กรุงเทพรู้ใจ เห็นปัญหาไว ส่งต่อเร็ว และเพิ่มพื้นที่สร้างภูมิคุ้มกันใจ
สุขภาพจิตคือคุณภาพชีวิตของคนเมือง กทม. จะขยายบริการด้านสุขภาพจิตเพื่อดูแลใจคนเมือง
เน้นการทำความเข้าใจความแตกต่างของปัญหาในแต่ละช่วงวัย ผ่านการพัฒนา ‘Bangkok Minds’ ระบบข้อมูลสุขภาพจิตระดับเขต ที่จะช่วยให้เห็นปัญหาชัด จัดสรรทรัพยากรและบุคลากรการแพทย์ให้คำปรึกษาได้ตรงจุด
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการคัดกรองให้ครอบคลุม 4 กลุ่มโรค ทำให้การส่งตัวกลุ่มเสี่ยงเพื่อเข้าถึงการรักษาเป็นไปได้เร็วขึ้น และยังขยายบริการสุขภาพจิตให้ครอบคลุมทุกเขต ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ฮีลใจ เพิ่มกิจกรรมเชิงสังคมในพื้นที่สาธารณะให้คนเมืองได้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
สวัสดิการสังคม ยังมีนโยบาย BKK Food Bank ตั้งเป้าส่งต่ออาหาร 10 ล้านมื้อ สร้างแพลตฟอร์มหางานใกล้บ้าน สนับสนุนการจ้างงานคนพิการ 1,000 อัตรา ขยายศูนย์ดูแลเด็กเล็กเป็น 5,000 คน รวมถึงจัดตั้งตลาดแรงงานสำหรับผู้สูงอายุ
ด้านการศึกษา จะเปิดโรงเรียนสอนภาษาฟรีครบทั้ง 50 เขต จัดตั้งห้องเรียนพ่อแม่ ดูแลเด็กพิเศษทุกเขต ลดภาระงานเอกสารของครู และปรับระบบประเมินวิทยฐานะโดยใช้ผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
เมืองน่าอยู่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว แก้รถติด ลดมลพิษ
ด้านการพัฒนาเมือง จะเร่งติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Traffic Control) เพิ่มอีก 200 แยก ขยายโครงข่าย Skywalk ทางจักรยาน และทางเท้า พร้อมแบ่งพื้นที่เมืองออกเป็นโซนย่อยเพื่อบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการผลักดันกฎหมายผังเมืองใหม่ ยกเลิกแผนเวนคืนถนน 52 สาย รวมถึงยุติการต่อสัญญาโรงกำจัดขยะอ่อนนุช และพัฒนาเป็น Bangkok Green Eco Park
ด้านสิ่งแวดล้อม จะปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 1 ล้านต้น สร้างสวนป่าใหม่ 6 แห่ง หากมีการใช้พื้นที่สีเขียวเพื่อการพัฒนา จะต้องจัดหาพื้นที่สีเขียวทดแทน 100% รวมทั้งเพิ่มจุดบำบัดน้ำเสีย ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมรถปล่อยมลพิษต่ำ และพัฒนาตลาดกลางกรุงเทพฯ
ด้านการควบคุมมลพิษ จะติดตั้งระบบตรวจวัดฝุ่นแบบ Real Time เพิ่มประสิทธิภาพการแยกขยะ โดยเฉพาะพลาสติกใช้แล้วทิ้ง และยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ
สำหรับการดูแลสัตว์ จะเดินหน้าทำหมันและฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด 250,000 ตัวต่อปี ยกระดับคลินิกสัตวแพทย์ของกรุงเทพมหานคร และขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกของกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเพิ่มพื้นที่สาธารณะอย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง ฟื้นฟูอาคารเก่าให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ สร้างหอศิลป์ฝั่งธนบุรี เพิ่มพิพิธภัณฑ์เด็กอีก 2 แห่ง สนามกีฬา และห้องสมุดของเล่นสำหรับเด็ก
ยกระดับความปลอดภัยของเมือง
ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร เพิ่มเงินเยียวยาผู้ประสบภัย นำเทคโนโลยีสร้างแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มไฟส่องสว่าง LED และเพิ่มการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่เทศกิจ
หนุนเศรษฐกิจ สร้างทักษะแรงงาน
ด้านเศรษฐกิจ จะเปิดแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์กว่า 1 ล้านชั่วโมง เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน สนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและเศรษฐกิจริมทาง รวมทั้งขยายพื้นที่ค้าขายอย่างเป็นระบบ
กรุงเทพฯ ยังเตรียมผลักดันเทศกาลระดับโลก ทั้งสงกรานต์ ลอยกระทง Pride Month และเทศกาลปีใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง
ดึง AI ยกระดับบริการ แต่ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง
ด้านการบริหารราชการ ชัชชาติเตรียมนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยตรวจสอบความโปร่งใส และย้ายบริการของกรุงเทพมหานครขึ้นสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่ควรถูกใช้ในฐานะ Intelligent Assistant (IA) หรือผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตและยกระดับประสิทธิภาพการบริหาร
พร้อมกันนี้ จะผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองมากขึ้น
นโยบายที่ประชาชนอยากให้ทำ
ส่วนนโยบายที่ประชาชนอยากเห็นการผลักดันให้สำเร็จ ซึ่งได้บรรจุใน 261 นโยบายแล้ว คือ นโยบายผังเมือง และ นโยบายขนส่งสาธารณะ โดยต้องการการขับเคลื่อนให้บรรลุผลสำเร็จ ดังนี้
ผังเมืองยืดหยุ่น เกื้อหนุนโครงสร้าง เปิดกว้างข้อมูล
กทม. จะผลักดันผังเมืองที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่ม ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อสาธารณะมากขึ้น โดยจะผลักดันกฎหมายผังเมืองใหม่ให้ประกาศในปี 2570
กทม. ได้เดินหน้ากระบวนการการออกผังเมืองฉบับใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มทั้งกระบวนการขยายรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมากกว่า 1 หมื่นเรื่อง
ปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการติดประกาศ 90 วัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยกทม. มีเป้าหมายจะผลักดันผังเมืองฉบับใหม่ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะสูงสุด
เช่น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องพื้นที่สีเขียวภายในเมือง ปรับ FAR Bonus เน้นประโยชน์สำหรับประชาชนทั่วไป ให้เอกชนมอบพื้นที่บางส่วนที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากผังเมืองฉบับใหม่เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยตั้งเป้าให้ประกาศใช้ผังเมืองใหม่ได้ภายในปี พ.ศ. 2570
ออกแบบค่าโดยสาร BTS ราคาพิเศษ
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ถือเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญของผู้คนในเมือง ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการเดินทางคิดเป็น 20% ของรายจ่ายต่อเดือน
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับประชาชน กทม. มีแผนที่จะออกตั๋ว BTS ราคาพิเศษให้กับผู้โดยสารที่เดินทางประจำ โดยกทม. ตั้งเป้าจะดำเนินการในปี พ.ศ. 2572 เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ซึ่งจะทำให้ กทม. สามารถกำหนดโครงสร้างราคาค่าโดยสารของทั้งระบบได้
สนับสนุนการโอน BTS ให้เป็น Single Operator
กทม. จะสนับสนุนการโอนภารกิจบริหารจัดการรถไฟฟ้าจาก กทม. สู่ รฟม. เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการเดินรถ ช่วยให้การกำหนดมาตรฐานการบริการ การขยายโครงข่าย การกำหนดโครงสร้างค่าโดยสาร
และการวางแผนเส้นทางเชื่อมต่อในภาพรวมมีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมผลักดันให้เกิดการร่วมทุนตามกฎหมายที่เอื้อประโยชน์สูงสุดกับประชาชน โดยกทม. จะปรับบทบาทเป็นผู้พัฒนาระบบ Feeder เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้าถึงขนส่งหลักอย่างรถไฟฟ้าให้ได้สะดวกที่สุด
พัฒนา Feeder ผ่าน แอปพลิเคชัน แก้ปัญหารถว่าง ผู้โดยสารรอนาน
รถขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถหมวด 4 เช่น สองแถว รถกระป๊อ ยังมีปัญหาในการให้บริการในหลายมิติ
- ผู้ใช้งานไม่ทราบเวลามาและเวลาหมดรอบของรถ
- ผู้ให้บริการไม่ทราบจำนวนผู้โดยสารที่รอรถอยู่ ทำให้ต้องวิ่งรถเพื่อรอให้ผู้โดยสารเต็ม ส่งผลให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้บริการ ในส่วนของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างยังมีข้อจำกัดที่ต้องรอรับผู้โดยสารเฉพาะบริเวณจุดจอดหน้าปากซอย ทำให้ไม่ตอบโจทย์การเดินทางเข้า-ออกซอยลึกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ย้ำชัดทุกนโยบาย 261 ข้อมีตัวชี้วัด
ชัชชาติ ยืนยันว่า นโยบายทั้ง 261 ข้อ ไม่ใช่เพียงคำประกาศหาเสียง แต่ทุกนโยบายมีที่มา มีตัวชี้วัดความสำเร็จ และจะเปิดเผยรายละเอียดบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้อย่างโปร่งใส
ทั้งนี้ การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความเข้าใจผู้คน โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือคนบางกลุ่ม แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งเมือง เพราะปัญหาในระดับ “เส้นเลือดฝอย” ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม การเข้าถึงบริการ หรือคุณภาพชีวิต ล้วนเป็นปัญหาที่ประชาชนทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน และการแก้ปัญหาในระดับนี้เอง คือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ทั้งเมือง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




