เกือบหนึ่งเดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิ.ย. 69 บรรยากาศการหาเสียงทั่วเมืองหลวงเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้สมัครทั้ง 18 คนต่างลงพื้นที่พบปะประชาชน พร้อมนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครในมิติต่าง ๆ
แม้ผู้สมัครแต่ละคนจะมีแนวคิดและจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของนโยบาย พบว่าหลายฝ่ายกำลังแข่งขันกันตอบโจทย์ปัญหาหลักที่คนกรุงเทพฯ เผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม การจราจร ฝุ่น PM2.5 ความปลอดภัย เศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการพัฒนาเมืองดิจิทัลและความโปร่งใสในการบริหารงาน
“Policy Watch Thai PBS” จึงสำรวจนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มีความโดดเด่นใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การแก้น้ำท่วมและการระบายน้ำ
- การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ
- ฝุ่น PM2.5 และสิ่งแวดล้อม
- ความปลอดภัยในเมือง
- เศรษฐกิจและการค้าชุมชน
- เมืองดิจิทัลและความโปร่งใสในการบริหารงาน
จากการสำรวจพบว่าผู้สมัครหลายคนพยายามนำเสนอนโยบายที่เชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเลือกผู้สมัครที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ ดังต่อไปนี้

ชัชชาติ กับวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาส
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยที่ผ่าน และผู้สมัครอิสระ หมายเลข 9 บอกจะนำประสบการณ์การบริหารงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มาต่อยอดภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองสร้างโอกาส” โดยมุ่งขยายผลจากโครงการเดิมและพัฒนาเมืองด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ชุดนโยบายกว่า 250 ข้อของ “ชัชชาติ”ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมในการแก้ปัญหาเมือง ควบคู่กับการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงการต่อยอดเส้นเลือดฝอยที่ทำไปแล้วเมื่อ 4 ปีทีผ่านมา โดยเสนอนโนบายในทุกมิติ ดังนี้
ด้านการศึกษา เขาเสนอการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน ขยายห้องเรียนดิจิทัล และผลักดันโรงเรียนสองภาษาให้ครอบคลุมทุกเขต พร้อมลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น
ด้านสาธารณสุข มุ่งยกระดับระบบบริการสุขภาพของ กทม. รองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 1.3 ล้านคน ตั้งเป้าลดเวลารอคอยในโรงพยาบาลให้เหลือไม่เกิน 1 ชั่วโมง ผ่านระบบนัดหมายล่วงหน้า พร้อมขยายโครงการตรวจสุขภาพฟรี และเพิ่มกิจกรรมดูแลสุขภาพจิตในสวนสาธารณะ
เมืองและความปลอดภัย ชัชชาติ เน้นการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำท่วมแบบเชิงรุก ผ่านระบบจำลองสถานการณ์และการแจ้งเตือนมวลน้ำล่วงหน้า ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเพิ่มไฟส่องสว่าง LED กว่า 100,000 ดวง และขยายเครือข่ายกล้อง CCTV 300,000 ตัว เชื่อมต่อฐานข้อมูลตำรวจเพื่อเสริมความปลอดภัย
ด้านเศรษฐกิจ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากหรือ Street Economy ด้วยการใช้ข้อมูลสร้างเครดิตให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการจัดเทศกาลระดับโลก 4 งาน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง
ชัยวัฒน์ กับแนวคิด “กรุงเทพง่าย ๆ”
ขณะที่ผู้สมัครอีกราย ซึ่งได้รับความสนใจเนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ และมาจากพรรคประชาชนที่คนกรุงเทพ เทคะแนนเสียให้ สส. 32 เขต ในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หมายเลข 10 ชูนโยบาย “กรุงเทพง่าย ๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” โดยเน้นลดภาระในชีวิตประจำวันของคนเมือง
ดูแลครอบครัว นโยบายสำคัญเริ่มจากการดูแลครอบครัว โดยเสนอการยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ขยายเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่สามารถเข้ารับบริการ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เป็นศูนย์กิจกรรมสำหรับเด็กในวันหยุด
สังคมสูงวัย สำหรับสังคมสูงวัย เสนอจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบ Day Care และจ้างนักบริบาลผู้สูงอายุ 5,000 ตำแหน่ง เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน พร้อมพัฒนาเครือข่าย อสส. และคนในชุมชนให้เป็นนักดูแลมืออาชีพที่มีรายได้มั่นคง
ด้านเศรษฐกิจ เสนอเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่ถูกกฎหมาย ลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม และยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพของ กทม. ให้เป็นศูนย์ Reskill เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน
ด้านการเดินทาง ชัยวัฒน์เสนอให้ กทม. เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทางทุกระบบ ทั้งรถเมล์ รถไฟ และเรือ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ รวมถึงฟื้นฟูการเดินเรือในคลองสายสำคัญ และเดินหน้าลอกท่อระบายน้ำให้ครบ 100% ทุกปี เพื่อแก้ปัญหาน้ำรอการระบาย
ในมิติความโปร่งใส เขาประกาศชัดเจนว่าจะยุติระบบ “ส่วย” และ “ใต้โต๊ะ” ในการค้าขายและการขออนุญาตต่าง ๆ พร้อมเชื่อมโยงกล้องวงจรปิดภาครัฐและเอกชนเข้ากับระบบ AI เพื่อป้องกันอาชญากรรมตลอด 24 ชั่วโมง
อนุชา กับ 5 นโยบายฟื้นเมืองหลวง
ส่วนผู้สมัครจากพรรคเก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพให้เป็นผู้ว่ากทม.หลายคน
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นำเสนอแนวคิด “เมืองฟ้าอมร… and more” โดยมุ่งยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้มากขึ้น
การเดินทาง อนุชา เสนอให้ผลักดันการโอนย้ายรถเมล์ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถออกแบบระบบขนส่งมวลชนทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมจัดทำระบบรถรับส่งเชื่อมต่อชุมชนด้วยรถ EV และฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือไฟฟ้า
ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งปฏิรูประบบจัดการขยะ โดยปรับศูนย์กำจัดขยะหลักให้เป็นระบบปิด 100% และส่งเสริมเทคโนโลยีแปรรูปขยะเป็นพลังงานเพื่อลดการฝังกลบ ควบคู่กับมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากรถควันดำ ไซต์ก่อสร้าง และการทำความสะอาดถนนอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านคุณภาพชีวิต เสนอเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ พัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขให้เป็นคลินิกชุมชน พร้อมใช้ระบบ Telemedicine และบริการส่งยาถึงบ้าน นอกจากนี้ยังผลักดันการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นลานกีฬา พื้นที่สร้างสรรค์ และศูนย์เทคโนโลยีสำหรับคนรุ่นใหม่
ด้านเศรษฐกิจ อนุชามุ่งเพิ่มรายได้ให้ กทม. ผ่านการจัดเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งเสริมการจ้างงานทุกช่วงวัย และยกระดับกรุงเทพฯ สู่ Smart City ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
ด้านธรรมาภิบาล เสนอเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณผ่านแพลตฟอร์มตรวจสอบสาธารณะ รวมถึงเปิดข้อมูลสภาพจราจร คุณภาพอากาศ และระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กับแนวคิด “SAVE BKK – BKK SAFE”
ขณะที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 1 นำเสนอนโยบายภายใต้แนวคิด “SAVE BKK – BKK SAFE” โดยเน้นการสร้างเมืองที่ปลอดภัยในทุกมิติ
นโยบายสำคัญคือการสร้าง Safety Zone ทั่วกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี AI และระบบ Face Recognition เพื่อป้องกันอาชญากรรม ควบคู่กับโครงการ “BKK Cyber Shield” ที่มุ่งป้องกันภัยไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ในด้านสิ่งแวดล้อม เขาเสนอแนวคิด “Waste to Wealth” เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ผ่านการผลิตพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต เพื่อนำรายได้กลับมาสร้างสวัสดิการให้ประชาชน
ด้านการเดินทางและเศรษฐกิจ เสนอใช้ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรใน 578 แยกทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดเวลาการเดินทางและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พร้อมเปิดแพลตฟอร์ม “BKK 24/7 Market” สนับสนุนการค้าขายออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านการศึกษาและสังคมสูงวัย มุ่งยกระดับโรงเรียน กทม. ให้เด็กสามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย 3 ภาษา และส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุถึงอายุ 65 ปี เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คมสัน กับแนวคิด Move on 3D แก้ปัญหาคนกรุงครบมิติ
ผู้สมัครอีกรายที่คนกรุงเทพให้ความสนใจอย่าง คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 13 นำเสนอนโยบายภายใต้แนวคิด “Move on 3D” โดยมองว่าปัญหาของกรุงเทพมหานครต้องได้รับการแก้ไขอย่างเชื่อมโยงทั้งด้านคุณภาพชีวิต ปากท้อง และสุขภาพ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ในมิติ “คุณภาพชีวิตดี” คมสันให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ โดยเสนอคืนทางเท้าให้ประชาชน พร้อมกำหนดพื้นที่รองรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยอย่างเหมาะสม ควบคู่กับนโยบาย Quick Fix ที่ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนในพื้นที่ภายใน 1-3 วัน นอกจากนี้ยังเสนอการใช้ระบบอัจฉริยะบริหารจัดการน้ำท่วม และนำ AI มาช่วยควบคุมสัญญาณไฟจราจรเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด
ด้าน “ปากท้องดี” มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะค่าอุปกรณ์และหนังสือเรียนที่ไม่จำเป็น พร้อมจัดตั้ง “กองทุนตั้งตัวคนเมือง” เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการสร้างอาชีพหรือเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก เสนอการลดภาษีป้ายและยกเว้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะสำหรับผู้ประกอบการ SME รวมถึงจัดสวัสดิการสำหรับคนกรุงเทพฯ เช่น กองทุนสนับสนุนค่าแรกเข้าที่พักหรือคอนโดใกล้สถานที่ทำงาน เพื่อลดภาระค่าเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในเมือง
ส่วนมิติ “สุขภาพดี” เสนอแนวคิด “เปลี่ยนเหงื่อเป็นแต้ม” โดยนำกิจกรรมออกกำลังกายมาเชื่อมกับระบบสะสมคะแนนที่สามารถใช้เป็นส่วนลดค่าโดยสาร BTS รถเมล์ หรือค่าธรรมเนียมบริการต่าง ๆ ของ กทม. นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยง ผ่านบริการฉีดวัคซีนและทำหมันสัตว์เลี้ยงถึงชุมชน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ
มัลลิกา กับมหานครแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ส่วน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 14 ชูวิสัยทัศน์ “มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต” โดยวางแนวทางพัฒนาเมืองภายใต้แนวคิด Human Innovation หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
หัวใจสำคัญของนโยบายคือการนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเมืองในหลายมิติ ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วม การบริหารการจราจร ไปจนถึงการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์ โดยมองว่าเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและลดข้อจำกัดในการบริหารเมืองขนาดใหญ่ โดยทั้งหมดสามารถทำเสร็จใน 3 เดือนจ
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการฟื้นฟู “สมาชิกสภาเขต” เพื่อให้ประชาชนมีตัวแทนในระดับพื้นที่ที่สามารถสะท้อนปัญหาและความต้องการของชุมชนได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น
ด้านเศรษฐกิจ มัลลิกาเสนอแนวคิด “Street Food Paradise” ยกระดับอาหารริมทางของกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐานด้านความสะอาดและสุขอนามัย พร้อมเปิดโอกาสให้สามารถค้าขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมเสน่ห์ของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับโลก
ชาญเทพ ชูความปลอดภัยและธรรมาภิบาล
ขณะที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ หมายเลข 12 นำเสนอนโยบาย “สร้างชีวิตดี ชีวิตคุณภาพ” โดยใช้ประสบการณ์ด้านงานตำรวจเป็นจุดเด่นในการผลักดันมาตรการรักษาความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรมในเมือง
ด้านการจราจร เสนอการใช้ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรและเชื่อมโยงข้อมูลระบบราง เพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดทางข้ามและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางของประชาชน
ด้านธรรมาภิบาล ประกาศเดินหน้าล้างบางการทุจริตในกระบวนการอนุญาตก่อสร้างและงานบริการต่าง ๆ ของ กทม. โดยเน้นระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ปัญหาสิ่งแวดล้อม ชาญเทพเสนอแนวคิด “ขยะเป็นศูนย์” ผ่านเทคโนโลยีพลาสมาอาร์ค (Plasma Arc) เพื่อกำจัดขยะและลดปริมาณขยะฝังกลบ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการค้าขายอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ด โดยเน้นการจัดระเบียบที่ไม่กระทบสิทธิของผู้ใช้ทางเท้า
ภาสพงศ์ กับวิสัยทัศน์ “กรุงเทพบินได้”
ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครจากกลุ่ม “กรุงเทพบินได้” หมายเลข 7 เป็นหนึ่งในผู้สมัครที่นำเสนอนโยบายแตกต่างจากผู้สมัครรายอื่นอย่างชัดเจน ด้วยการผลักดันเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต
นโยบายเรือธงของกลุ่มคือการเตรียมความพร้อมสู่ ระบบ Urban Air Mobility หรือ “รถบินได้” โดยมองว่าการแก้ปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการขยายถนนหรือเพิ่มระบบขนส่งรูปแบบเดิม แต่ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีการเดินทางทางอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อีกหนึ่งนโยบายที่ได้รับความสนใจคือการฟื้นฟูคลองแสนแสบ โดยตั้งเป้าปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดการปล่อยน้ำเสีย และยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง เพื่อให้คลองกลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง พร้อมประกาศเป้าหมายให้คลองแสนแสบสะอาดจนสามารถ “ดื่มได้” ภายใน 2 ปี
ด้านสิ่งแวดล้อม ภาสพงศ์เสนอการยกเว้นค่าธรรมเนียมขยะสำหรับครัวเรือนที่คัดแยกขยะ พร้อมจัดตั้งระบบธนาคารขยะ และให้ กทม. ทำหน้าที่รับซื้อวัสดุรีไซเคิลจากประชาชน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดปริมาณขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในระดับชุมชน
ขณะเดียวกัน ยังนำเสนอนโยบายด้านประชากรและสุขภาพ ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการเกิดและการพัฒนาคุณภาพประชากร โดยต้องการให้คน กทม. เป็นเหมือนคนเกาหลี “ผู้หญิง” สวย ฟิต “ผู้ชาย” หล่อ ใหญ่ และส่งเสริมให้คนมีบุตรเพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย
นโยบายนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางระหว่างการหาเสียง เนื่องจากมีการนำเสนอด้วยสโลแกนที่สร้างการจดจำและสะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มอัตราการเกิดที่ลดลงของสังคมไทยในปัจจุบัน
ผู้สมัครชู “วิธีแก้” มากกว่า “การชี้ปัญหา”
แม้ผู้สมัครแต่ละคนจะมีแนวคิดและจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 คือ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การชี้ให้เห็นปัญหาของเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการแข่งขันกันนำเสนอ “วิธีแก้ปัญหา” ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
น้ำท่วม การจราจร ฝุ่นพิษ ความปลอดภัย เศรษฐกิจฐานราก และการบริหารงานที่โปร่งใส ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ขณะที่เทคโนโลยี AI การใช้ข้อมูลเมือง และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้สมัครเกือบทุกคนหยิบมาใช้เป็นหัวใจของนโยบาย
ท้ายที่สุด การตัดสินใจของชาวกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคล แต่เป็นการเลือกว่า “อนาคตของเมือง” ควรเดินไปในทิศทางใดในอีก 4 ปีข้างหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




