จากรายงานผลเลือกตั้ง 69 ล่าสุด 94% ชัดเจนว่า พรรคภูมิไจไทยชนะการเลือกตั้งที่น่าจะได้คะแนนเขตประมาณ 174 ที่นั่ง และได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง รวมเป็น 193 ที่นั่ง เป็นชัยชนะจาก “คะแนนเขต” ที่กระจุกตัวในภาคอีสาน กลาง ตะวันออก
หากพิจารณาในรายละเอียด 193 ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทย แบ่งเป็น สส. เขต 174 ที่นั่ง ได้มาจาก 19 จังหวัด เช่น บึงกาฬ, อำนาจเจริญ, ยโสธร, สุรินทร์, บุรีรัมย์, เพชรบูรณ์, พิจิตร, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, อยุธยา, อ่างทอง, เพชรบุรี, ชุมพร, ระนอง, พังงา, กระบี่, สตูล, ปราจีนบุรี และตราด
ขณะที่ พรรคประชาชน ซึ่งได้ สส. 118 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 87 ที่นั่ง ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ทั้ง กรุงเทพมหานคร 33 เขต นนทบุรี 8 เขต สมุทรสงคราม 1 เขต และลำพูน 2 เขต ลำปาง เชียงใหม่ พิษณุโลก ในขณะที่ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชนได้มากกว่าพรรคภูมิใจไทย อยู่ที่ 31 ต่อ 19
จากผลเลือกตั้งที่ออกมาทำให้ แนวคิด “สองนคราประชาธิปไตย” กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง ตอกย้ำความแตกต่างระหว่าง คนเมือง-ชนบท กทม. – ตจว. มีความคิดความเข้าใจในภาพของการเมืองไทยที่แตกต่างกัน เพราะคนเมืองเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการบริการจากภาครัฐดีกว่า ขณะที่ชนบทเข้าถึงยากกว่าหรืออาจเข้าไม่ถึงเลย
ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้คนเมืองมีความคิดทางการเมืองเป็นปัจเจกนิยม เน้นนโยบายและอุดมการณ์ส่วนตัวในขณะที่คนชนบทยังเผชิญอุปสรรคในการดำรงชีวิต มองเห็นการเมืองเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง เป็นเรื่องของบุญคุณ การอุปถัมภ์ค้ำจุน ไม่ได้เป็นเรื่องสิทธิเสียงของปัจเจกบุคคล
อย่างไรก็ตาม ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ISEAS Yusof-Ishak Institute สาธารณรัฐสิงคโปร์ อธิบายว่าแนวคิดนี้อาจไม่สามารถนิยามภูมิทัศน์การเมืองได้นั้บตั้งแต่เลือกตั้ง 66 พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงที่สุดทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทคือพรรคก้าวไกล (ชื่อพรรคในขณะนั้น) พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงจากเขตเมืองในระดับสูงคือ พรรคก้าวไกล และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่พรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ได้รับคะแนนเสียงจากเขตชนบทมากกว่า
ที่ทำให้พออนุมานได้ว่า พรรคก้าวไกลและพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่แสดงอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองชัดเจนและสุดขั้วมากที่สุด จึงได้คะแนนเสียงจากคนเมืองไปได้มาก ขณะที่คะแนนของพรรคภูมิใจไทยยังสะท้อนถึงการทำงานของบ้านใหญ่ รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ที่มีนโยบายเน้นปากท้อง เน้นคุณภาพชีวิตสะท้อนว่าในพื้นที่ชนบทต้องการพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งนโยบายและอุดมการณ์ด้วย
เท่ากับว่า แนวคิดสองนคราประชาธิปไตยไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อีก หากแต่ความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทมีลักษณะ “ไข่ดาวหลายใบ” แทน ซึ่ง “ไข่แดง” คือ ศูนย์กลางความเจริญที่เริ่มกระจายตามหัวเมืองต่าง ๆ ขณะที่ “ไข่ขาว” คือ เขตชนบทที่ยังคงมีลักษณะตามเดิม
Policy Watch จึงชวน ณพล จาตุศรีพิทักษ์ มาตั้งข้อสังเกตบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไปจากผลการเลือกตั้ง 69 และประชามติ ผ่านแนวคิด “สองนคราประชาธิปไตย” และ “ไข่ดาวหลายใบ”
Policy Watch: แนวคิด “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เสนอ ถูกมองว่าเป็นการเหมารวม เมือง – ชนบท ชนชั้นกลาง – ชนชั้นรากหญ้า คน กทม. – ตจว. หรือ อันที่จริงแนวคิดนี้ มีข้อจำกัดเรื่องบริบทเวลา
ณพล: ในความคิดของผม ภาพจำของทฤษฎีสองนคราฯ สามารถสรุปได้เป็นสองประการ
ประการแรก คือ ข้อสันนิษฐานที่ว่าคนเมืองและคนชนบทมีมุมมองและความคาดหวังต่อประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน อันเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมและบริบททางสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนเมือง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อ.เอนกมักหมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ประกอบอาชีพในภาคเอกชนเป็นหลัก มองสิทธิเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการสะท้อนจุดยืนทางอุดมการณ์ (ideological position) และความพึงพอใจเชิงนโยบาย (policy preference) คนกลุ่มนี้จึงต้องการรัฐบาลที่สามารถส่งมอบผลงานในระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพ มีวิสัยทัศน์ และที่สำคัญคือปราศจากการทุจริต
ในขณะที่คนชนบทมักให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนหรือชุมชน มากกว่าการพิจารณาประเด็นเชิงอุดมการณ์หรือคุณค่าเชิงนามธรรมของระบอบประชาธิปไตย คนกลุ่มนี้จึงนิยมผู้นำที่ใกล้ชิดพื้นที่ เข้าถึงง่าย สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องได้รวดเร็ว และมีเครือข่ายหรือศักยภาพในการ “นำทรัพยากร“ ภายใต้โครงสร้างของรัฐรวมศูนย์และเศรษฐกิจ-สังคมที่ไม่เท่าเทียม มาสู่พื้นที่ของตนได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ บรรหาร ศิลปอาชา แห่ง “บรรหารบุรี”
ภายใต้กรอบคิดนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับผู้เลือกตั้งจึงมิได้ตั้งอยู่บนฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก หากแต่ตั้งอยู่บนความคาดหวังเรื่องประสิทธิผลและความเอาใจใส่ในระดับพื้นที่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองในสายตาของคนชนบทมีลักษณะเชิงปฏิบัติ (pragmatic) มากกว่าการเมืองเชิงหลักการ (principled politics) แบบที่ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งให้คุณค่า
ประการที่สอง ทฤษฎีสองนคราฯ เสนอว่า ความแตกต่างเชิงทัศนะดังกล่าวมักนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างประชากรของประเทศที่คนชนบทมีจำนวนมากกว่า ขณะที่คนเมืองเป็นเสียงส่วนน้อย เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามหลักเสียงข้างมาก คนเมืองอาจมองว่ารัฐบาลที่ได้รับชัยชนะจากฐานเสียงชนบทเป็นผลผลิตของการเมืองแบบอุปถัมภ์ หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม
ในทางกลับกัน คนชนบทอาจมองว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งของตนเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองอย่างชอบธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองอำนาจและจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้สอดคล้องกับความต้องการของตน
ด้วยความใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐ ทั้งในเชิงสถาบัน เครือข่ายชนชั้นนำ และบทบาทในการกำหนดประเด็นสาธารณะผ่านสื่อมวลชน ชนชั้นกลางในเมืองจึงมีศักยภาพในการสร้างความชอบธรรม (legitimation) ให้แก่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะผ่านการประท้วงบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนการแทรกแซงนอกระบบที่มักจบลงด้วยรัฐประหาร ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดยังคงใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกหลักในการจัดตั้งรัฐบาล
พลวัต หรือ Dynamic นี้เองที่ถูกสรุปเป็นวลีว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล”
Policy Watch: วาทกรรมประเภท “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล” ฟังดูมีอคติและการเหมารวมแบบขั้วตรงข้าม (binary opposition) มาก ขณะที่พื้นที่ท้องถิ่นนอกเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากภาพเหมารวมนี้
ณพล: ผมมองว่าข้อเสนอทั้งสองประการดังกล่าวมีลักษณะเหมารวม (overgeneralization) และมีข้อจำกัดด้านบริบททางเวลาอย่างชัดเจน กล่าวคือ กรอบอธิบายแบบ “คนเมือง-คนชนบท” อาจสะท้อนโครงสร้างสังคมไทยในช่วงเวลาหนึ่งได้ดี แต่เมื่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป “พลัง” ในการอธิบายก็ลดลงตามลำดับ
ในปัจจุบัน ยากที่จะนิยามบุคคลอย่างตายตัวว่าเป็น “คนเมือง” หรือ “คนชนบท” ดังเช่นในอดีต เนื่องจาก รูปแบบการย้ายถิ่นฐานของประชากรมีลักษณะไป-กลับระหว่างเมืองกับต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หลายคนทำงานในเมืองใหญ่ แต่ยังคงมีพื้นฐานครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด ความเป็นเมืองและความเป็นชนบทจึงมิได้แยกขาดจากกันชัดเจน
ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองก็ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด การเกิดขึ้นของเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศทำให้ “เมือง” มิได้หมายถึงกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป และในทางกลับกัน “ชนบท” ก็ไม่อาจเท่ากับ “ต่างจังหวัด” ได้เสมอไป เพราะพื้นที่ต่างจังหวัดจำนวนมากมีลักษณะกึ่งเมือง (semi-urban) หรือมีเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับระดับชาติและระดับโลกอย่างแนบแน่น
ด้วยเหตุนี้ การแบ่งขั้วแบบสองนคราฯ อาจเรียบง่ายเกินไปต่อการอธิบายภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองไทยร่วมสมัย ซึ่งมีความซับซ้อน เชื่อมโยง และเคลื่อนไหวสูงกว่าที่กรอบดังกล่าวตั้งสมมติฐานไว้แต่เดิม
มากไปกว่านั้น ประเด็นเรื่อง “การเมืองแบบอุปถัมภ์” กับ “การเมืองเชิงนโยบาย” อาจไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อย่างที่ทฤษฎีสองนคราตั้งสมมติฐานไว้ โดยเฉพาะภายใต้บริบทการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแยกการตัดสินใจระหว่าง “ตัวบุคคลในเขตเลือกตั้ง” กับ “พรรคการเมืองในบัญชีรายชื่อ” ได้อย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์การลงคะแนนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชนบทจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองที่มีข้อเสนอเชิงนโยบายและจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน มิได้ตัดสินใจบนฐานของเครือข่ายอุปถัมภ์หรือความสัมพันธ์เฉพาะตัวกับผู้สมัครเพียงอย่างเดียว การเลือกพรรคในบัตรบัญชีรายชื่อจึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “การเมืองเชิงนโยบาย” มิใช่ลักษณะเฉพาะของคนเมืองเท่านั้น
Policy Watch: การเลือกตั้ง 69 ดูเหมือนว่าแนวคิด “สองนคราฯ” กำลังจะกลับมาอธิบายการเมืองไทยอีกครั้ง
ณพล: ผมคิดว่าหลายคนเข้าใจว่าทฤษฎีสองนครากำลัง “หวนกลับมา” จากผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนชนะทุกเขตในกรุงเทพฯ แต่กลับพ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ซึ่งถูกมองว่าเป็นชนบท โดยเฉพาะต่อพรรคการเมืองที่เป็นศูนย์รวมของนักการเมืองแบบบ้านใหญ่ ซึ่งอาศัยเครือข่ายหัวคะแนนและความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในการระดมคะแนนเสียง
แม้ว่าผมยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นระบบ แต่เบื้องต้นเห็นว่า ความเข้าใจดังกล่าวอาจคลาดเคลื่อน หากพิจารณาผลคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ จะพบว่ายังมีหลายพื้นที่ที่พรรคประชาชนได้รับคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะแพ้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งแบบเขต มีจำนวนถึง 58 เขตที่พรรคประชาชนได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่ง
Policy Watch: ผลการเลือกตั้งนี้สะท้อนโหวตเตอร์อย่างไรบ้าง
ณพล: รูปแบบผลการเลือกตั้งเช่นนี้สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยสามารถแยกการตัดสินใจระหว่าง “ตัวผู้สมัครในพื้นที่” กับ “พรรคการเมืองในระดับชาติ” ได้อย่างมีเหตุผล กล่าวคือ ในระดับเขตเลือกตั้ง อาจยังคงมีอิทธิพลของเครือข่ายบ้านใหญ่และทุนทางสังคมในพื้นที่ แต่ในระดับบัญชีรายชื่อ ผู้เลือกตั้งจำนวนมากกลับแสดงออกถึงความนิยมในพรรคที่มีจุดยืนเชิงนโยบายและอุดมการณ์ที่แทบจะเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับพรรคของผู้สมัครที่ตนเลือก
ที่สำคัญ พรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็น “พรรคบ้านใหญ่” แบบเพียว ๆ อีกต่อไป พรรคได้พัฒนาจุดยืนและภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติของแนวคิดแบบอนุรักษนิยม ชาตินิยม ตลอดจนการเมืองแบบเทคโนแครตที่เน้นการบริหาร ซึ่งมีพลังดึงดูดต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองจำนวนหนึ่ง ฐานเสียงของพรรคจึงมิได้กระจุกตัวอยู่เพียงพื้นที่เครือข่ายดั้งเดิม หากแต่กระจายตัวในหลายจังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่ายังไม่สามารถเจาะไข่แดงใหญ่ที่คือกรุงเทพมหานครได้ก็ตาม
ปัจจุบันแทบทุกจังหวัดและทุกเขตเลือกตั้งต่างมีระดับความเป็นเมืองแทรกตัวอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะในรูปแบบของเทศบาล อำเภอเมือง ตลาด เขตอุตสาหกรรม หรือพื้นที่เศรษฐกิจ การแบ่งพื้นที่เป็น “เมือง” กับ “ชนบท” อย่างเด็ดขาดจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจอีกต่อไป
ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองและผู้สมัครจำเป็นต้องออกแบบยุทธศาสตร์เพื่อครอบคลุมฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หลากหลายภายในเขตเดียวกัน กล่าวในเชิงทฤษฎี พวกเขาจำเป็นต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกึ่งกลาง (median voter) มากกว่าจะพึ่งพาฐานเมืองหรือฐานชนบทแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น พลวัตทางการเมืองที่เห็นอาจมิใช่การกลับมาของ “สองนครา” สักทีเดียว แม้ว่าความเป็นเมือง-ชนบท น่าจะมีความสัมพันธ์เชิงสถิติกับความนิยมในพรรคประชาชนอย่างอยากที่จะปฏิเสธ

Napon Jatusripitak
Policy Watch: ในสภาวะไข่ดาว การเข้าถึงทรัพยากร การเข้าถึงข้อมูล ระหว่างในเมือง นอกเมือง ส่งผลการตัดสินใจลงประชามติ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ อย่างไรบ้าง
ณพล: เท่าที่สัมผัสได้จากการลงพื้นที่สำรวจในช่วงการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูงหรือพื้นที่ชนบท แทบไม่พบผู้สมัครที่รณรงค์หรือให้ความสำคัญกับประเด็นประชามติว่าจะ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อการร่างรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ประเด็นดังกล่าวมิได้ถูกยกระดับเป็นวาระหลักของการหาเสียง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยสะท้อนในลักษณะเดียวกันว่า “เลือกผู้สมัครเบอร์นี้ พรรคเบอร์นี้ ส่วนบัตรอีกใบไม่เป็นไร” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคำถามประชามติอาจมิได้ถูกสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครอย่างเป็นระบบ หากแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องแสวงหาข้อมูลด้วยตนเอง
หากวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้าง จึงไม่น่าแปลกใจนักหากรูปแบบการลงคะแนนในประเด็นประชามติ (referendum pattern) จะมีความสัมพันธ์กับระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (internet access) อยู่ไม่น้อย เพราะพื้นที่ออนไลน์แทบจะเป็นช่องทางหลักที่มีการถกเถียง อธิบาย และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้น เมื่อประเด็นไม่ได้ถูกทำให้เป็นวาระหลักในเวทีหาเสียงภาคสนาม ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจึงอาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจของผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ
Policy Watch: อยากให้เปรียบเทียบ “ไข่ดาวหลายใบ” แตกต่างจาก “สองนคราประชาธิปไตย” อย่างไรบ้าง
ณพล: ประการแรก “เมือง” มิได้หมายถึงกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว และ “ชนบท” ก็ไม่อาจเท่ากับ “ต่างจังหวัด” อย่างที่ได้วิเคราะห์ไปแล้ว โครงสร้างพื้นที่ทั่วประเทศมีระดับความเป็นเมืองแทรกตัวอยู่ในหลากหลายรูปแบบ จนเส้นแบ่งเชิงภูมิศาสตร์แบบตายตัวไม่สามารถใช้อธิบายภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในระดับปัจเจกบุคคลเอง การแบ่งว่าใครเป็น “คนเมือง” หรือ “คนชนบท” ก็ยิ่งเลือนราง หลายคนมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงสองพื้นที่พร้อมกัน ทำงานในเมือง แต่มีทะเบียนบ้าน ครอบครัว หรือพื้นเพอยู่ต่างจังหวัด และมักใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง
ประกอบกับการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้การรับรู้ข่าวสาร วาทกรรมทางการเมือง และการถกเถียงเชิงนโยบายมิได้ผูกติดอยู่กับพื้นที่อีกต่อไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชนบทสามารถเสพข้อมูล ชุดความคิด และกระแสสาธารณะเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมือง
ความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์จึงมิได้แปลเป็นความแตกต่างด้านข้อมูลหรือโลกทัศน์เสมอไป
ประการที่สอง ไม่มีกลไกเชิงโครงสร้างใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” โดยอัตโนมัติ ดังที่ทฤษฎีสองนคราเคยตั้งสมมติฐานไว้ ความขัดแย้งทางการเมืองมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความขัดแย้งทางทัศนคติอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ต้องอาศัยเงื่อนไขทางสถาบัน วาทกรรมทางการเมือง โครงสร้างผลประโยชน์ และบริบททางประวัติศาสตร์เข้ามาประกอบกัน เช่นการล้มรัฐบาลโดยคนเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปัจจัยอื่นไม่ลงตัว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความแตกต่างเชิงพื้นที่ระหว่างเมืองและชนบทอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยอธิบาย แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ (sufficient condition) ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในตัวมันเอง
Policy Watch: ระบบอุปถัมภ์และภาวะพึ่งพิง สส. ของประชาชนในชนบท กับในตัวเมืองแตกต่างกันส่งผลต่อการเลือกตั้ง+ลงประชามติอย่างไร
ณพล: ระบบอุปถัมภ์มีให้เห็นทั้งในเมืองและชนบท เพียงแต่แตกต่างกันในเชิงรูปแบบ สัดส่วน ขนาดของเครือข่าย และระดับอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มิได้มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทดังที่มักถูกเหมารวม
ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานครก็มีผู้นำชุมชนหรือแกนนำท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (broker) ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ เมื่อผู้สมัครลงพื้นที่หาเสียง ก็มักต้องอาศัยบุคคลเหล่านี้ในการเข้าถึงเครือข่ายชุมชน การจัดเวทีพบปะ หรือแม้แต่การประสานผลประโยชน์บางประการ โครงสร้างลักษณะนี้มิได้แตกต่างเชิงตรรกะจากเครือข่ายหัวคะแนนในพื้นที่ชนบท เพียงแต่อาจจะมีความกระจุกตัวในบางพื้นที่มากกว่า
ในพื้นที่ชนบทที่ประชากรกระจายตัวและมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติหรือเครือข่ายทางสังคมแนบแน่น ระบบอุปถัมภ์มักมีลักษณะกระจายตัวเป็นชั้น ๆ และผูกพันกับขอบเขตการปกครองอย่างใกล้ชิด โดยสามารถจำแนกได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน
เครือข่ายดังกล่าวมักประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้มีสถานะทางสังคมในระดับท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงบุคคลในกลุ่มวิชาชีพหรือเครือข่ายสังคมที่มีบทบาทในพื้นที่ เช่น ครู อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชนทางศาสนา ตลอดจนเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่น เป็นต้น
ลักษณะสำคัญคือ เครือข่ายเหล่านี้มิได้เป็นเพียงกลไกทางการเมืองโดยตรง หากแต่เป็นโครงสร้างทางสังคมที่มีอยู่เดิมและสามารถถูกระดมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งได้
ความแตกต่างสำคัญของเครือข่ายลักษณะนี้ในพื้นที่เมืองอยู่ที่ระดับอิทธิพลในการโน้มน้าวและควบคุมพฤติกรรมการลงคะแนนเสียง โดยทั่วไป ประชากรในเมืองจำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่า เข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานและบริการของรัฐได้โดยตรงมากกว่า และจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในชุมชนที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดหรือมีความเป็นปัจเจกสูง
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายอุปถัมภ์ในเมืองจึงมักมีขอบเขตจำกัดกว่าในชนบท และมีอำนาจในการกำหนดทิศทางคะแนนเสียงโดยรวมต่ำกว่า บทบาทของผู้นำชุมชนหรือผู้ประสานงานในเมืองมักเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่หรือจัดกิจกรรม มากกว่าจะสามารถระดมและกำกับพฤติกรรมการลงคะแนนได้อย่างเป็นระบบ
ในทางกลับกัน ในพื้นที่ชนบทที่โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมมีลักษณะหนาแน่นและทับซ้อนกันหลายมิติ ทั้งเครือญาติ อาชีพ และสมาคม เครือข่ายอุปถัมภ์มักมีศักยภาพในการระดมเสียงสูงกว่า ความใกล้ชิดทางสังคมและการพึ่งพาอาศัยกันในชีวิตประจำวันเอื้อต่อการประสานงานเชิงลำดับชั้น

Napon Jatusripitak
Policy Watch: แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ผู้สมัครหน้าใหม่ได้รับเลือกจำนวนมาก นักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่มานานสอบตกหลายพื้นที่ เป็นไปได้ไหมว่า เครือข่ายอุปถัมภ์และผู้นำท้องถิ่นกำลังหมดบทบาทลง
ณพล: อันที่จริงผู้นำท้องถิ่นไม่ได้มีอำนาจกำกับคะแนนเสียงอย่างเบ็ดเสร็จ ปัจจุบันการแข่งขันทางการเมืองในระดับท้องถิ่นเองก็เข้มข้นพอสมควร ทั้งในการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในการเลือกตั้งระดับชาติที่มีผู้สมัครหลายพรรคลงแข่งขันในพื้นที่เดียวกัน เครือข่ายมิได้มีเพียงเครือข่ายเดียวในหลายพื้นที่ หากแต่มีหลายกลุ่มที่พยายามเข้าถึงประชาชนและช่วงชิงการสนับสนุนพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ อำนาจต่อรองของประชาชนในพื้นที่จึงมิได้หายไป หากแต่ดำรงอยู่ภายใต้สภาวะการแข่งขันระหว่างเครือข่าย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้ความสัมพันธ์และความใกล้ชิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์หรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้แทนได้ในระดับหนึ่ง
ดังนั้น แม้เครือข่ายอุปถัมภ์ในชนบทอาจมีบทบาทและพลังในการระดมคะแนนสูงกว่าในเมือง แต่ก็ไม่ใช่โครงสร้างแบบปิดหรือผูกขาด หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการแข่งขันและการต่อรองที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ภาพเหมารวมมักอธิบายไว้
Policy Watch: พอเป็นไปได้ไหมที่ไข่ดาวจะเป็นไข่ดาวไม่สุก ที่ไข่แดงจะแตกไปสู่ไข่ขาวบ้าง แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อเจาะไข่แดงให้แตก
ณพล: ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าอาจตั้งชื่อแนวคิดนี้ว่า “ไข่คน” (scrambled) เพื่อสื่อถึงความปะปนและแยกไม่ออกระหว่างเมืองกับชนบท แต่พอพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วก็รู้สึกว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะโครงสร้างบางอย่างยังคงมีลักษณะเป็นชั้นและมีศูนย์กลางอยู่บ้าง
จึงเริ่มคิดว่า “ไข่ดาวกระจาย” อาจสะท้อนภาพได้เหมาะสมกว่า กล่าวคือ มีศูนย์กลางอยู่ แต่ไข่ขาวได้แผ่กระจายออกไปทั่วทั้งกระทะ ความเป็นเมืองมิได้กระจุกตัวอยู่เพียงกรุงเทพมหานครอีกต่อไป หากกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ก็มิได้หายไป
หากมองเช่นนี้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “ต้องทำอย่างไร” เพื่อแก้ไขความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เพราะความแตกต่างดังกล่าวมิได้เป็นความผิดปกติ หากเป็นสภาพปกติของสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่จำเป็นอาจไม่ใช่การลบเส้นแบ่ง แต่คือการทำความเข้าใจพลวัตของมันให้แม่นยำกว่าเดิม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- นโยบายหาเสียงที่เปลี่ยนไป สะท้อนความหวังที่เปลี่ยนแปลง
- ผลกระทบของข่าวปลอมต่อการเลือกตั้ง
- เปิดพื้นที่ชุมชนคนดาต้า หาทางยกระดับสังคมด้วยพลังข้อมูล




