บทความฉบับนี้จะชวนผู้อ่านทำความเข้าใจว่าข่าวปลอมคืออะไร ทำงานอย่างไร ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างไร พร้อมถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ข่าวปลอมคืออะไร ทำงานอย่างไร
ในรายงานเรื่อง Information Disorder: Toward an interdisciplinary framework for research and policy making ซึ่งตีพิมพ์โดย Council of Europe ในปี 2017 ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง “ข่าวปลอม” เพื่อการศึกษาวิจัยและการออกแบบนโยบายในความหมายแบบกว้าง โดยแบ่งประเภทตามความผิดปกติของข้อมูลออกเป็น 3 ประเภท ตามเกณฑ์ของความเท็จและเจตนาในการสร้างความเสียหาย ดังนี้
- ข้อมูลบิดเบือน (Dis-information) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเท็จและถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจเพื่อทำร้ายบุคคล กลุ่มสังคม องค์กร หรือประเทศ
- ข้อมูลที่ผิด (Mis-information) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเท็จ แต่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหายหรือทำร้ายผู้อื่น (เช่น การแชร์ข้อมูลผิดๆ โดยไม่รู้ตัว)
- ข้อมูลที่เป็นอันตราย (Mal-information) ข้อมูลที่อ้างอิงจากความจริง แต่ถูกนำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคล องค์กร หรือประเทศ (เช่น การนำความลับส่วนตัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อทำลายชื่อเสียง
การทำงานของความผิดปกติทางข้อมูลที่เรียกว่า “ข่าวปลอม” นี้ต้องอาศัยองค์ประกอบและขั้นตอนสำคัญที่สอดประสานกันสามส่วน ได้แก่
- ตัวแทน (Agent) ซึ่งเป็นผู้สร้างหรือผู้ส่งสารที่มีแรงจูงใจหลากหลาย ทั้งด้านการเงิน การเมือง สังคม หรือปัจจัยทางจิตวิทยา
- เนื้อหา (Message) ที่มักถูกออกแบบให้น่าสนใจผ่านภาพประกอบที่ทรงพลัง การเล่าเรื่องที่ดึงดูด หรือการทำซ้ำเพื่อให้เกิดการยอมรับ
- ผู้ตีความ (Interpreter) ซึ่งมักรับสารผ่านอคติเพื่อยืนยันความเชื่อเดิมของตนเอง หรือเพื่อแสดงอัตลักษณ์กลุ่มออนไลน์ของตน
ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเนื่องจากเป็นการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะเนื้อหาที่กระตุ้นความรู้สึกโกรธ ความกลัว หรือความรู้สึกเหนือกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการส่งต่อแบ่งปันข้อมูลในกลุ่มสังคมออนไลน์ และนำไปสู่ปรากฏการณ์ “ห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chambers)” ซึ่งเกิดจากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มักนำเสนอแต่เนื้อหาที่ตรงกับความเชื่อเดิมของผู้ใช้ ส่งผลให้ผู้คนขาดโอกาสในการรับข้อมูลที่โต้แย้งความจริงและยิ่งทำให้ความคิดเห็นที่มีความสุดโต่งรุนแรงขึ้น
อีกทั้ง ข่าวปลอมยังถูกตอกย้ำผ่านเทคนิคการเผยแพร่ซ้ำ ๆ จากหลายช่องทาง ทั้งการใช้บอท (Bot) และบัญชีปลอมปั่นกระแสเพื่อสร้างความรู้สึกว่าข้อมูลนั้นเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ซึ่งการทำซ้ำนี้เป็นหนึ่งในเทคนิคที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำให้ผู้คนยอมรับข้อมูลที่ผิดว่าเป็นความจริง
ผลกระทบของข่าวปลอมต่อการเลือกตั้ง: บทเรียนจากต่างประเทศ
การแพร่ระบาดของข่าวปลอมในการเลือกตั้งส่งผลกระทบร้ายแรงที่สำคัญ คือ การทำลายความเชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย ในงานศึกษาเรื่อง The presumed influence of election misinformation on others reduces our own satisfaction with democracy ตีพิมพ์ในวารสาร Misinformation Review โดย Harvard Kennedy School เมื่อปี ปี 2021 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันกว่า 2,400 คนในเดือนมีนาคม 2020 พบว่า อันตรายของข่าวปลอมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำให้คนหลงเชื่อโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่ทรงพลังผ่าน “การรับรู้ถึงอิทธิพลของข่าวปลอมที่มีต่อผู้อื่น”
กล่าวคือ ยิ่งคนปักใจเชื่อว่าคนอื่นกำลังถูกข่าวปลอมปั่นหัวหรือครอบงำมากเท่าใด ก็จะยิ่งสูญเสียความเชื่อมั่นในความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งมากขึ้นเท่านั้น เพราะมองว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้มาจากเจตจำนงที่เสรีและมีคุณภาพของประชาชนอย่างแท้จริง สภาวะการขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งนี้เองที่เข้าไปบั่นทอนความพึงพอใจต่อระบบประชาธิปไตย ทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อกับพลเมือง และอาจนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมืองรวมถึงการลดระดับการมีส่วนร่วมในระยะยาว โดยไม่เกี่ยงว่าตัวผู้รับสารเองจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวปลอมเหล่านั้นก็ตาม
ข้อมูลจาก V-Dem Institute ในปี 2024 จากผลการศึกษาทั่วโลก พบว่า การบิดเบือนข้อมูลออนไลน์มักเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงการเลือกตั้ง การเปิดรับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งไม่เพียงแต่ลดความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ยังทำลายความไว้วางใจในสถาบันหลักและทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยุติธรรมของการเลือกตั้ง เช่น กรณีของประเทศบราซิลที่การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่สามารถแก้ไขความเชื่อลบได้
นอกจากนี้ การบิดเบือนข้อมูลยังทำลายกลไกความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะข้อมูลเท็จทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถประเมินผลงานที่แท้จริงของพรรคการเมืองได้ และในปัจจุบัน รัฐบาลหลายประเทศได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือแพร่กระจายข้อมูลเท็จทั้งในและต่างประเทศในระดับอุตสาหกรรม ดังเช่นกรณีของรัสเซียที่มีการสร้างข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการต่อต้านการบิดเบือนข้อมูลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
นอกจากนี้ ผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของข่าวปลอม คือ การทำให้เกิดภาวะการแบ่งขั้วทางการเมืองสูงขึ้นกว่าเดิม โดยข้อมูลจาก V-Dem Institute ในปี 2024 อีกเช่นกันระบุว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยขยายขอบเขตและแพร่กระจายการบิดเบือนข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งงานวิจัยเชิงประจักษ์พบว่าข่าวการเมืองที่เป็นเท็จบน Twitter มีโอกาสถูกรีทวีตมากกว่าข่าวจริงถึง 70% ในทุกหมวดหมู่ข้อมูล การบิดเบือนข้อมูลออนไลน์ยังเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างกลุ่มผู้ชนะและผู้แพ้การเลือกตั้งชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่ยอมรับความหลากหลายมักใช้การบิดเบือนข้อมูลเพื่อจูงใจประชาชนและเปลี่ยนกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็น “ศัตรู” จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่การบิดเบือนข้อมูลและการแบ่งขั้วทางการเมืองต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน
จากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใน 25 ประเทศ พบว่าร้อยละ 83 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการบิดเบือนข้อมูลส่งผลลบต่อการเมืองและการอภิปรายทางการเมืองในประเทศของตน และท้ายที่สุดสภาวะการแบ่งขั้วที่ถูกกระตุ้นโดยข้อมูลเท็จนี้จะเพิ่มโอกาสในการเกิดความรุนแรงทางการเมือง โดยการศึกษาเชิงประจักษ์ล่าสุดพบว่าประเทศที่มีนักการเมืองแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการก่อการร้ายภายในประเทศมากขึ้น
บทเรียนจากการเลือกตั้ง 2562 และ 2566
ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ข่าวปลอมทางการเมืองบนเฟซบุ๊กในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562” โดย วิศรุต วงษ์น้อม วิทยานิพนธ์สาขานิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2562 พบว่า ข่าวปลอมส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโจมตีและทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามผ่านเทคนิคที่ทำให้เข้าใจผิด โดยกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมักเผชิญข่าวปลอมประเภทคลิกเบทที่แอบอ้างสำนักข่าวหลักเพื่อสร้างนโยบายเท็จ
ขณะที่กลุ่มสนับสนุนฝ่ายค้านมักพบข่าวปลอมแนวทฤษฎีสมคบคิดผ่านตัวตนสมมติ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีปัจจัยหนุนสำคัญจากการแบ่งขั้วทางการเมือง และอคติเพื่อยืนยันความเชื่อเดิม ที่ทำให้ผู้รับสารเลือกตรวจสอบข้อมูลเพียงเพื่อตอกย้ำความเชื่อตนเองมากกว่าการแก้ไขความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมติมหาชนและอาจชี้ขาดผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งได้
นอกจากนี้ การที่ข่าวปลอมแพร่กระจายบนเฟซบุ๊กได้รวดเร็วและมีปฏิสัมพันธ์สูงกว่าข่าวจริง ยังสร้างความสับสนต่อข้อเท็จจริงพื้นฐาน ลดทอนคุณค่าของการตรวจสอบข้อเท็จจริง และทำลายความเชื่อมั่นในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลของ Cofact ที่ได้รวบรวมข้อมูลลวงที่เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 นั้น พบว่ามีข่าวปลอมในช่วงการเลือกตั้งอยู่ 5 รูปแบบหลัก ได้แก่
• การปลุกปั่นกระแส “เกลียดกลัวอิสลาม” โดยใช้ข้อมูลเท็จเพื่อสร้างความกลัวและความเกลียดชังต่อศาสนาอิสลาม โดยมักโจมตีว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองบางกลุ่มให้ความสำคัญกับอิสลามมากกว่าพุทธ หรือมีแผนจะทำให้ไทยกลายเป็น “รัฐอิสลาม” ตัวอย่างเช่น ข่าวลวงที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และภรรยา นับถือศาสนาอิสลาม หรือกรณีคลิปวิดีโอโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่าจัดงานทำบุญพรรคโดยมีเฉพาะพิธีอิสลาม (ซึ่งความจริงมีทั้งสองศาสนา)
• การอ้างผลงาน โดยหยิบยกข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนเกี่ยวกับโครงการหรือนโยบายของรัฐมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าโครงการนั้นๆ เกิดขึ้นหรือสำเร็จได้เพราะรัฐบาลหรือพรรคของตนเพียงฝ่ายเดียว ตัวอย่างเช่น การแย่งชิงผลงานการสร้างมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และบางปะอิน-นครราชสีมา ระหว่างพรรคเพื่อไทยและ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงการเคลมเรื่องสวนเบญจกิติ ซึ่งในความเป็นจริงโครงการเหล่านี้มีการดำเนินการต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล
• การโยนความผิด โดยนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพียงบางส่วนมาบิดเบือนเพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมืองให้ดูเป็นตัวร้ายในปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การกล่าวหาว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของ “ค่าไฟแพง” ในปัจจุบัน จากการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (Gulf) ซึ่งความจริงค่าไฟมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง เช่น ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก ไม่ได้เกิดจากสัญญาฉบับเดียว
• ใช้ทฤษฎีสมคบคิดเชื่อมโยงแบบผิดๆ โดยการสร้างเรื่องราวว่ามีอำนาจภายนอก (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งไทยผ่านองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) ตัวอย่างเช่น ข้อกล่าวหาที่ว่าสหรัฐฯ สนับสนุนงบประมาณให้ iLaw หรือกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ เพื่อล้มล้างรัฐบาลและตั้งรัฐบาลที่ยอมตามคำสั่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ขาดหลักฐานยืนยันชัดเจนและเน้นการสร้างความหวาดระแวง
• การสร้างข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน โดยสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่หรือบิดเบือนนโยบายของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เสียคะแนนนิยม ตัวอย่างเช่น ข่าวลวงว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายตัดเงินบำนาญข้าราชการ หรือการนำคลิปเก่าที่กัมพูชาซ้อมรบมาแชร์ใหม่ในช่วงเลือกตั้ง เพื่อสร้างความกลัวว่านโยบายปฏิรูปกองทัพ/ยกเลิกเกณฑ์ทหารจะทำให้ไทยป้องกันประเทศไม่ได้
ปรากฏการณ์ข่าวปลอมทางการเมืองในการเลือกตั้งไทย พ.ศ. 2562 และ 2566 ที่มุ่งโจมตีและบิดเบือนข้อมูลผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น การปลุกปั่นความเกลียดชังและการสร้างทฤษฎีสมคบคิด ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการบิดเบือนมติมหาชนที่อาจชี้ขาดผลแพ้ชนะในการเลือกตั้ง และการสร้างความสับสนต่อข้อเท็จจริงพื้นฐานจนลดทอนคุณค่าของการตรวจสอบข้อมูล
นอกจากนี้ การที่ข่าวปลอมแพร่กระจายได้รวดเร็วบนโซเชียลมีเดียภายใต้อคติของการแบ่งขั้วทางการเมือง ยังส่งผลเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร ทำให้สังคมขาดบรรทัดฐานความจริงร่วมกัน และเปลี่ยนจากการแก้ไขความเข้าใจผิดเป็นการเลือกรับสารเพียงเพื่อตอกย้ำความเชื่อเดิมของตนเอง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างเสริมความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง และการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว
ความท้าทายในการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งและประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิข้อมูลข่าวสารที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Generative AI ที่กลายเป็นดาบสองคมในการสร้างเนื้อหาบิดเบือน ทั้งในรูปแบบภาพตัดต่อที่แนบเนียน การปลอมแปลงสื่อสังเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อน (Deep fake) หรือการสร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความแตกแยกที่ยากจะแยกแยะด้วยตาเปล่า สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ของประชาชนในช่วงการรณรงค์หาเสียง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีคู่แข่งทางการเมืองหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่ขยายวงกว้างเกินกว่าที่เคยเป็นมา
การสร้างภูมิคุ้มกันต่อข่าวปลอมในยุคดิจิทัลจึงต้องยกระดับจากการแก้ไขเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศการตรวจสอบข้อมูล” ที่เข้มแข็ง โดยอาศัยความร่วมมือเชิงรุกจากทุกภาคส่วนในฐานะภาคีเครือข่าย ตั้งแต่การให้ความรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชน การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเข้าช่วยตรวจจับข้อมูลเท็จ ตลอดจนบทบาทของสื่อมวลชนและหน่วยงานรัฐที่ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่รวดเร็วและโปร่งใส เพื่อสร้างหลักประกันว่าการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




