สำหรับ นโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมือง ที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณา ที่กกต.เปิดเผย เป็นไปตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และประกาศ กกต. 16 ธ.ค. 68 ได้กำหนดให้ทุกพรรคต้องจัดทำรายงานชี้แจงนโยบายที่ใช้เงิน พร้อมระบุที่มาของงบประมาณ ขั้นตอนการดำเนินการ ผลกระทบ ความเสี่ยงและความคุ้มค่า ต่อกกต. อย่างน้อย 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง
เพื่อให้ กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง นโยบายสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบ หากพรรคใดไม่ปฏิบัติตามหรือรายงานไม่ครบถ้วน จะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับรายวันอีก 10,000 บาท จนกว่าพรรคนั้นจะดำเนินการถูกต้อง
นโยบายใต้ข้อจำกัด เวลา งบประมาณ อำนาจราชการ และองค์กรอิสระ
หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า แต่ละพรรคมีนโยบายที่จะนำงบประมาณมาใช้แก้ปัญหาปากท้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหลากหลาย
พรรคเพื่อไทย มีนโยบาย “คนไทยไร้จน” ล้างหนี้นอกระบบ แจกเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ รวมถึง นโยบาย “แจกเงินล้านผ่านใบเสร็จ” ที่เปิดตัวเรียกเสียงฮือฮาเมื่อ 23 ม.ค. 69 ว่าจะสุ่มแจกเงิน 1,000,000 บาท วันละ 9 คน (คนละ 1 ล้านบาท) แต่นโยบายนี้ไม่ปรากฎในรายงานที่ยื่น กกต.
นโยบายพรรคภูมิใจไทย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่ ลดค่าไฟให้ไม่เกิน 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก เพิ่มเงินออมการลงทุน ลดภาระหนี้
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบาย “ไทยหายจน” เช่น ลดค่าไฟ สลากออมทรัพย์รายจังหวัด “เฮงได้ แห้วคืน” ให้มีการออกสลากการออม จังหวัดละ 100,000 ใบ รางวัลที่หนึ่งจังหวัดละ 1,000,000 บาท ไปจนถึงแจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
พรรคประชาชน เองก็มีนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” โดยเน้น SME กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน สำหรับซื้อสินค้าและบริการ SME ที่เข้าร่วมโครงการหวยใบเสร็จ
จากงบประมาณแผ่นดินปี 2569 มีอยู่ 3.78 ล้านล้านบาท และด้วยวิกฤตงบประมาณที่รายจ่ายประจำของรัฐล้นเพดานรายได้ รายได้ที่เก็บจริงมีประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายมีถึง 4 ล้านล้านบาท ขาดดุลปีละ 1 ล้านล้าน ซึ่งรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ซึ่งสูงถึง 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินรายได้รัฐไปแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องบริหารด้วยการขาดดุลงบประมาณมาตลอดหลายปี
ด้วยวิกฤตงบประมาณนี้ การนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงิน พรรคการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แจงกับ กกต. ซึ่ง
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า
“ด้วยวิกฤตงบประมาณ ขาดดุลปีละ 1 ล้านล้านบาท พรรคการเมืองที่จะทำนโยบาย ‘ลด แลก แจก แถม’ ต้องตอบคำถาม กกต. ให้ได้ว่าจะนำเงินมาจากไหน นโยบายที่เป็นการให้เปล่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้สร้างรายได้ระยะยาวจึงลดน้อยลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้พรรคการเมืองที่ขึ้นมาต้องมีวินัยทางการเงินการคลังมากขึ้น
ขณะเดียวกันนโยบายที่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยการแก้ไขเชิงโครงสร้างก็ทำได้ยาก ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ และด้วยสถานการณ์ทางการเมืองไม่มั่นคง พรรคการเมืองถูกบีบด้วยระบบราชการและองค์กรอิสระ ไม่ใช่แค่ กกต. แต่มีกลไกรัฐอื่น ๆ เช่น กฤษฎีกา ที่มีบทบาทสูงในการสกัดกั้นนโยบาย
ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 มีการแข่งขันด้านนโยบายสูงมากโดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ แต่ละพรรคแข่งกันเพิ่มเงินสวัสดิการ แต่ข้อจำกัดคือเมื่อทำจริงกลับทำไม่ได้ เพราะอย่างพรรคก้าวไกล (ชื่อพรรคในขณะนั้น) ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล และเพราะความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล”
ดังตัวอย่างเช่น พรรคก้าวไกลเสนอสวัสดิการผู้สูงอายุ 3,000 บาท ในการเลือกตั้ง 66 พอมาถึงการเลือกตั้ง 69 เมื่อมาเป็นพรรคประชาชน ตัวเลขลดลงมาเป็นเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เป็น 1,000 บาท
และด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายหาเสียงครั้งนี้ สิริพรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า
“ตอนนี้ทุกพรรคอยู่ในเกมหาทางรอดที่เสนอนโยบายให้ดูไม่แหลมคมจนเกินไป เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง ทำให้นโยบายของแทบทุกพรรคตอนนี้ เดินทางมาใกล้กันจนแทบแยกไม่ออก เพราะขาดนวัตกรรมใหม่ ๆ
อย่างกรณีเพื่อไทย จากการที่เขาต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อย ๆ หลังเลือกตั้ง 66 มันส่งผลต่อบุคลากรในพรรคที่จะมีเวลามาโฟกัสเรื่องออกแบบนโยบาย
ส่วนกรณีพรรคประชาชน พอเขาถูกผลักเข้าไปอยู่ในสู่วันที่ไม่สามารถเสนอนโยบายสวัสดิการก้าวหน้าเหมือนที่เคยทำได้ เขาก็ต้องหาทางรอด
อีกทั้งทุกพรรคยังมีเวลาเตรียมตัวน้อย แม้ระยะเวลาหาเสียงเท่าเดิมแต่พอยุบสภาะทันหัน มันยังไม่มีเวลาโฟกัสกับการทำนโยบาย ครั้งที่แล้วยังพอรู้ว่าใกล้จะครบ 4 ปี พรรคมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า พยายามให้นโยบายเข้าใจง่ายและดึงความสนใจคนมากที่สุด”
นโยบายที่เปลี่ยนไปสะท้อนความหวังของโหวตเตอร์ที่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่พรรคประชาชนสร้างปรากฏการณ์เปิดตัว “ว่าที่รัฐบาล” ก่อนการเลือกตั้ง เผยรายชื่อ “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” และว่าที่รัฐมนตรี หากได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย เดินเกมรุกดึงเทคโนแครตหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนอกวงการเมืองอาชีพ ร่วมทีมบริหารและแคนดิเดตรัฐมนตรี
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ตั้งข้อสังเกตว่า จากการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนโหวตเตอร์ว่า เริ่มให้น้ำหนักกับจุดยืนทางการเมืองและความเชื่อมั่นในฝีมือบริหารมากกว่าตัวนโยบายอย่างเห็นได้ชัด
“คนให้ความสำคัญกับนโยบายน้อยลง คนไปเลือกเพราะจุดยืนและความเชื่อมั่นในฝีมือที่จะบริหารประเทศมากกว่า ดูอย่างภูมิใจไทยที่ไม่มีนโยบายอะไรชัดเจนเลย แต่นักวิเคราะห์มองว่าจะมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะคนเชื่อมั่นในฝีมือของศุภชัย ใจสมุทร เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หรืออนุทิน ชาญวีรกูล โดยที่ไม่ต้องผูกกับนโยบาย ถ้าคนกลุ่มนี้ทำ คนก็เลือก
เท่ากับว่าการประเมินความสำเร็จของนโยบายถูกไปผูกกับตัวบุคคลที่จะเป็นคนดำเนินงาน หรือที่จะขึ้นมาบริหาร ให้นโยบายสำเร็จผลได้ มากกว่าตัวของนโยบายเอง”
ท่ามกลางนโยบายหาเสียงที่หลากหลายและการสร้างกระแสความสนใจของแต่ละพรรค สิริพรรณ วิเคราะห์ว่า แต่ละพรรคมีจุดเด่นร่วมกันคือการชูตัว “คนทำงาน” ซึ่งก็คือตัวนายกรัฐมนตรี และทีมทำงาน เนื่องจากนโยบายแต่ละพรรคไม่ค่อยต่างกัน และที่ผ่านมาหลายพรรคทำนโยบายไม่สำเร็จ คนจึงไปผูกความหวังไว้กับตัวบุคคลที่มีฝีมือและไว้วางใจได้แทน
นอกจากนี้ สิริพรรณกล่าวเสริมว่า การที่พรรคเพื่อไทยครั้งที่แล้วไม่สามารถส่งมอบนโยบายได้ มันกลายเป็นด้านลบที่ทำให้คนเริ่มขาดศรัทธาและความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดขึ้นโดยจิตวิทยาของคนเลือก แต่อีกมุมหนึ่งคือความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองไทย ดังนั้นพรรคจึงเสนอนโยบายประชานิยมให้ “ปัง” ไว้ก่อน โดยไม่ได้คำนึงว่าจะทำได้จริงไหม เพราะรู้ว่าอาจไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงเสนอเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการสร้างจุดสนใจครั้งแรก ให้คนฮือฮา ให้คนหันมามองว่าเราพูดอะไร อย่างน้อยก็อยู่ในความสนใจ
นโยบายประชานิยมจะยังคงอยู่คู่การเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพ
เนื่องจากปัจจัยการออกแบบและผลักดันนโยบายสาธารณะนั้น ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอันดับต้น ๆ สถานการณ์การเมืองที่ไม่มั่นคงและผันผวน ยากที่จะผลักดันนโยบายแก้ไขปัญหาระดับรากหรือโครงสร้าง ทำให้นโยบายหาเสียงที่เป็นประชานิยม แก้ไขปัญหาได้เร่งด่วนเห็นผลไว ทำได้ในระยะสั้น ๆ เฉพาะหน้า จึงสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองมากกว่า
สำหรับนโยบายหาเสียง สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ชวนให้พิจารณาว่า นโยบายนั้นเป็นประชานิยมหรือไม่ อาจต้องพิจารณาความความแตกต่างระหว่างนโยบายที่ตั้งใจจะปรับโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ กับนโยบายที่ต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพียงอย่างเดียว
ในกรณีของพรรคเพื่อไทย ที่มักถูกเรียกว่าเป็น “เจ้าพ่อนโยบายประชานิยม” อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค และประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนมองว่าเป็นประชานิยม แต่จริง ๆ แล้วมันคือการปรับประสิทธิภาพของระบบราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องมีการตั้ง สปสช. ขึ้นมาดูแล ที่สำคัญ มันทำให้ประชาชนรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิต มีศักดิ์ศรีและความมั่นใจที่จะก้าวเข้าไปในโรงพยาบาล เปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อรัฐ
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับนโยบาย “คนละครึ่ง” หรือนโยบายแจกเงินอื่น ๆ มันเป็นแค่การจัดสรรงบประมาณมาให้ชั่วครั้งชั่วคราว อาจช่วยเยียวยาในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ แต่แทบไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของรัฐ หรือปรับมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐเลย และที่สำคัญยังทำให้มองว่ารัฐเป็น “ผู้ให้” และประชาชนรอรับ
สำหรับนโยบายประชานิยม คือการใช้งบประมาณมหาศาลและมีความเสี่ยงที่ถูกโจมตีในด้านลบ เพราะใช้งบประมาณในระบบเศรษฐกิจมหภาคสูงมาก หากมองความคุ้มทุนระยะสั้นมันไม่คุ้มอยู่แล้ว เพราะต้องใช้งบประมาณขาดดุล แต่ถ้ามองความคุ้มทุนระยะยาว นโยบายที่เป็นสวัสดิการโดยรัฐ ที่ทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีในฐานะพลเมือง ไม่เป็นเพียง “ไพร่” ในระบบการเมือง สิ่งนี้คุ้มค่ามหาศาล แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้นโยบาย
เมื่อนโยบายพรรคไม่โดดเด่น การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอาจเป็นตัวแปรสำคัญ ?
แม้ภูมิใจไทยจะไม่ได้มีนโยบายที่ดึงดูดความสนใจโหวตเตอร์มากนัก แต่จากปรากฎการณ์ สส. เก่า ที่มักถูกเรียกว่า “บ้านใหญ่” และ “ตระกูลดัง” ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก จนคนเชื่อว่าจะทำให้ภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
อ่านเพิ่มเติม อัปเดตข้อมูล อดีต สส. รับศึกเลือกตั้ง 69 ย้ายไปพรรคไหนบ้าง
สำหรับ สิริพรรณ มองว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี และระบบราชการไทยนั้นใหญ่โต แข็งแกร่งแต่เปราะบาง มีอำนาจมากแต่ไม่สามารถดูแลโอบอุ้มประชาชนในภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยได้ คนจึงกลับไปหาระบบอุปถัมภ์มากขึ้นในฐานะที่พึ่งสุดท้าย
นักการเมืองท้องถิ่นมีหน้าที่บางอย่างในระบบการเมือง ถ้าระบบราชการไม่ดูแลประชาชน นักการเมืองท้องถิ่นที่อิงกับการเมืองระดับชาติจะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนในภาวะที่ประชาชนไม่มีที่พึ่ง
“ดังนั้น สส. เป็นแชมป์เก่าสามารถรักษาแชมป์ได้ง่ายกว่าการไปทำพื้นที่ใหม่ ตรงนี้เป็นความท้าทายของพรรคประชาชนว่าจะเติมเต็มตรงนี้ได้อย่างไร และ สส. เขตของพรรคประชาชนในแต่ละพื้นทีสามารถเข้าถึงพื้นที่ เพื่อรับฟังความต้องการเพื่อทำนโยบายแบบจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ได้มากน้อยเพียงใด
คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนนั้นสูงกว่าคะแนน สส. เขตอยู่มาก สิ่งที่เขาพยายามทำตอนนี้คือดึงคะแนน สส. เขตขึ้นมาให้เท่ากับบัญชีรายชื่อโดยการรณรงค์ให้โหวต 2 ใบ ซึ่งอาจจะได้ผลในเขตเมืองใหญ่ที่คนไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือจาก สส. เขตเท่าไรนัก แต่ในเขตชนบทห่างไกลที่คนต้องการที่พึ่ง อาจจะเป็นความท้าทายที่ใหญ่มาก
เพราะประชาชนต้องการที่พึ่ง ถ้า สส. ไม่ลงพื้นที่ไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แล้วจะให้เขาเลือกเพราะกระแสพรรคอย่างเดียว อาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะ สส. คือผู้แทนราษฎรจากเขตนั้น เขาควรวางตัวในฐานะ “เพื่อนบ้าน” หรือ “ตัวแทนหมู่บ้าน” ที่รู้เรื่องในเขตอย่างละเอียด การไปงานศพ งานบวช จึงยังคงจำเป็นอยู่”
ระบบเลือกตั้งตัวแปรต้นนโยบายหาเสียง
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540 เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากธรรมดาเพียงอย่างเดียว (บัตรใบเดียว) มาเป็นการเลือกตั้งระบบผสม ระหว่างระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากกับการเลือกตั้งระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสองใบ) ส่งผลโดยตรงต่อการให้น้ำหนักระหว่าง “สส. เขต” กับ “นโยบายพรรค” การหาเสียงเลือกตั้งเน้นสโลแกนและตัวบุคคลผู้สมัคร จึงเปลี่ยนเป็นการชูนโยบายที่จับต้องได้
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ย้อนกลับไปในสมัยก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าพรรคการเมืองหาเสียงด้วยสโลแกนแต่ไม่มีนโยบาย อย่างเช่น พรรคชาติไทยของบรรหาร ศิลปอาชาใช้คำว่า “สัจจะนิยม” ซึ่งประชาชนฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ มีบางพรรคที่พอมีนโยบายพอจับต้องได้บ้างก็คือ พรรคกิจสังคมของคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เป็นนโยบายเงินผันซึ่งคล้ายกับเงินกู้
กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญคือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่มีระบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง ทำให้พรรคต้องหาเสียงในนามพรรค เพราะการหาเสียงหนึ่งครั้งสามารถดึงที่นั่งจากบัญชีรายชื่อมาได้ และ สส. เขต เปลี่ยนเป็นหนึ่งเขตหนึ่งคน ทำให้ความรับผิดชอบของ สส. ในเขตชัดเจนขึ้น
ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร แม้จะเพิ่งตั้งใหม่แต่ปรับตัวได้เร็วและมองหายุทธศาสตร์ใหม่ ๆ โดยนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่นำมาใช้ตอนเป็นรัฐบาลแล้ว แต่ในช่วงปี 2544 นโยบายที่ชัดเจนคือ “กองทุนหมู่บ้าน” ที่เป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น
กล่าวได้ว่านโยบายหาเสียงเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยรักไทยหาเสียง ซึ่งตอนนั้นมีนโยบายปลดหนี้ IMF ด้วย ทำให้ไทยรักไทยได้คะแนนเสียงมากแต่ยังไม่เกินครึ่ง และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่
พอมาปี 2548 หลังเป็นรัฐบาลครบ 4 ปี มีการหาเสียงด้วยนโยบายมาเป็นชุด มีป้ายหาเสียงเป็นรูป ทักษิณ ชินวัตรกับคำว่า “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” และมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
สำหรับคนไทยที่ไม่เคยเลือกพรรคเพราะนโยบาย ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและนโยบาย ซึ่งมีหลายพรรคยังไม่สามารถปรับตัวกับการนำเสนอนโยบายได้ทัน เช่นพรรคคู่แข่งหลักอย่างพรรคประชาธิปัตย์
“ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเลือกตั้งทั่วไป 2554 หลายพรรคมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ พรรคเพื่อไทยเสนอขึ้นทันที 300 บาท ขณะที่ประชาธิปัตย์บอกว่าจะขึ้นทีละ 5-7% ตามลำดับขั้น ซึ่งคนฟังไม่เข้าใจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ปี 2554 พรรคเพื่อไทยชนะ เพราะความชัดเจนของนโยบายที่พรรคไทยรักไทยส่งต่อมาถึงเพื่อไทย”
จุดเปลี่ยนสำคัญต่อมาคือปี 2562 มีการปรับระบบเลือกตั้งให้เป็นบัตรใบเดียว เลือก สส. เขต โครงสร้างนี้ส่งผลต่อการออกแบบนโยบาย เพราะเมื่อมีบัตรใบเดียว คนจะให้ความสำคัญกับ สส. เขตมากกว่าตัวนโยบาย อย่างไรก็ตาม หลังปี 2562 พรรคการเมืองทุกพรรคเริ่มตระหนักว่านโยบายเป็นเครื่องมือในการผูกพันความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา “มหาประชานิยม”
- 5 โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ เพื่อทางออกประเทศ
- โจทย์เลือกตั้ง 69 “ฐานะการคลัง” หนักกว่าทุกครั้ง




