จากผลการเลือกตั้ง 69 พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง 193 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.แบ่งเขต 174 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศในช่วงหาเสียงเลือกตั้งและเอกสารที่ส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจอีกครั้ง เนื่องจากชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ผลการเลือกตั้งที่มาเกือบจะเรียกว่า “แลนด์สไลด์” จึงไม่ต้องถามว่าสูตรรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ด้วยจำนวน ส.ส. เกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองกับพรรคการเมืองที่จะดึงเข้ามาร่วมรัฐบาลค่อนข้างมาก และมีโอกาสนำเสนอนโยบายของพรรค เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล
ด้วยอำนาจต่อรองดังกล่าว ทำให้ 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย รวมงบประมาณที่ต้องใช้ 1.48 แสนล้านบาท ที่เสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใต้สโลแกนที่ว่า “ พูดแล้วทำ” เป็นที่จับตามอง
8 นโยบาย”ภูมิใจไทย”พูดแล้วทำ
1.นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” เป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ
- อนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี
- สีหศักดิ์ พวงเกตุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
- ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง
2. นโยบาย “คนละครึ่งพลัส”ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย ) ใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท (เฉพาะในส่วนของรัฐโดยประชาชนร่วมจ่าย 44,000 ล้านบาท )
3. นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท
4. นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ
5. นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี
6. การศึกษาเท่าเทียมพลัส (เรียนฟรีมีจริง ,เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกทีทุกเวลา )โดยใช้งบประมาณ 700 ล้านบาท โดยที่มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
- Online Learning Platform เรียนฟรีออนไลน์
- skill Bridge สะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบมีงานทำ เอกชนร่วมเขียนหลักสูตร
- Learning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิตได้ เก็บครบรับปริญญาบัตร
7. สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน 866 ล้านบาท ใช้งบประมาณประจำปี และความร่วมมือกับภาคเอกชน โดน ชายแดนไทย-กัมพูชามีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตรสร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท
8. มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี .กองทุนพลังงาน งบสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การลงทุนกับภาคเอกชน ,Green Finance,Direct PPA
ทีดีอาร์ไอ 2 นโยบายที่ควรผลักดัน
ทีมนักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ได้ให้ความเห็น ต่อนโยบายพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง 8 นโยบาย มียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท มี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคภูมิใจไทย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลประกอบด้วย
นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ และ เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า
นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน
ทีดีอาร์ไอ เห็นว่า การดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว
5 นโยบายที่ควรทบทวนและสร้างปัญหา
ขณะที่นโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการและอาจจะสร้างปัญหาในอนาคต ที่ดีอาร์ไอ เห็นว่า
1. นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี
ทีดีอาร์ไอ เห็นว่า แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม
ทั้งนี้ จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี ซึ่งมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้
2. นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) จะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ทีดีอาร์ไอเห็นว่าการตั้งงบประมาณดังกล่าว น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย
เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด
3. นโยบาย “คนละครึ่งพลัส”ใช้เงิน 44,000 ล้านบาท เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก
ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ
4. นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป
5. นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท
นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




