ในสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศ ที่บรรดาสำนักวิจัยหลายแห่งประเมินตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะโตต่ำ 1.5-2.0% โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรก อาจจะขยายตัวต่ำกว่า 1% เนื่องจากมีความเสี่ยงสำคัญจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจากการเลือกตั้งใหม่ จึงต้องการรัฐบาลที่พาประเทศผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ได้
เวทีโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ไทยพีบีเอส จัดเวทีดีเบตใหญ่ เป็นเวทีดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” โดยเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ กับ 3 คีย์แมนพรรคการเมือง เราจะรอดกันได้อย่างไร ?
ถกเข้ม 3 คำถาม ที่รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งต้องเผชิญความท้าทายในการแก้ปัญหา
- จะสร้างยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยไทยออกจากการติดหล่มเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างไร
- จัดสรรงบประมาณอย่างไรไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน
- จะความเชื่อมั่น” สินทรัพย์สำคัญสุด ถามพรรคการเมืองกู้ศรัทธาไทย–สกัดคอร์รัปชันอย่างไร
ทั้งนี้ 8 บรรณาธิการที่มาจากสื่อชั้นนำของเมืองไทย อาทิ สมปรารถนา คล้ายวิเชียร ตัวเทน มติชน สมคิด พุทธศรี The101.world ,นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ Today ,นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ The Standard ,ณาตยา แวววีรคุปต์ ไทยพีบีเอส,พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ ไทยรัฐออนไลน์ , ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporters) ,ปวัน สิริอิสสระนันท์ PPTV)
นอกจากคำถามของ 8 บก.แล้ว ยังมี ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมตั้งคำถาม โดยมี กรุณา บัวคำศรี ดำเนินรายการ

ยุทธศาสตร์ใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ
การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าสิ่งที่ต้องเร่งและตั้งเป้าหมายให้เห็นตรงกันว่า อนาคตอะไรที่เราต้องการเพราะท่องเที่ยวไม่เหมือนเดิม การผลิตไม่เหมือนเดิม บริหาร supply chain ไม่เหมือนเดิม
การสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ต้องเริ่มจาการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ถึงการต่อยอดการท่งเที่ยวที่มีคุณภาพ มีมูลค่าสูง ต่อยอกการเกษตรที่มีมูลค่าสูง ทำโปรตีขั้นสูง หรือ กระบวนการทำยาจากผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรขณะที่เดียวกันการเกษตรรูปแบบเดิม ต้องเพิ่มกระบวนการผลิต
พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าต้องตั้งเป้าเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy และต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ไม่ได้อยู่แค่กรอบรั้วมหาวิทยาลัย และต้องการสร้างเรียนรู้ตลอดชีวิต
และมีการวิจัยหลากหลายและเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่ซัพพลายเชน โดยการเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ เราถึงเวลาปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ และ โครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้มีการจ้างงานใหม่ ให้มีค่าจ้างที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยพรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าหมายในการผลักดันจีดีพีของประเทศให้ได้ 5 %

ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวว่า
เราไม่ต้องคิดแต่ว่าจะเอาเงินเข้าประเทศอย่างไรอย่างเดียว ต้องนึกถึงเรื่องต้องทำอย่างไรให้เศรษฐกิจภายในประเทศโตด้วย เราไม่ใช่แค่ต้องงัดออกจากหล่มและต้องเปลี่ยนทิศทางด้วย
ที่ผ่านมาเราเพิ่งเศรษฐกิจจากภายนอกเป็นหลัก เช่น ส่งออก และ FDI เรายังต้องเพิ่งสิ่งเหล่านี้ แต่ทิศทางมันต้องเปลี่ยนไป เรื่อง FDI ยังสำคัญแต่ไม่ใช่ดูแค่ที่มูลค่า ต้องดูที่คุณภาพด้วยที่ต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยี เราต้องมั่นใจว่าเราจะได้เทคโนโลยีเข้ามาด้วย ต้องเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ประกอบหรือผู้ผลิต และได้รายได้ที่สัดส่วนน้อย
เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมเริ่มตายลง เช่น ยานยนต์ ปิโตรเคมี chemical electronics ด่านแรกคือฟื้นฟูความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ตัวอย่าง โครงการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าเป็น kick start เพื่อดึงดูดการลงทุน และต้องลงทุนเรื่องอื่นๆ ด้วย โดยเอาคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเรื่องน้ำ หรือขยะ
ตั้งเป้า GDP ไว้อย่างไร? ไม่เอาตัวเลขในระยะสั้นเป็นเป้าหมาย มองเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่า หรือศักยภาพในการเติบโต potential output growth น่าจะต้องเกิน 3% ที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ยากและไม่ง่าย
ส่วนใน 4-5 ปี narrative ที่ต่างชาติจะมองไทย จะ ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม เกษตร productivity ต่ำมาก ต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ในประเทศ contribution to GDP อ่อนกำลังลง ต้องเพิ่มมูลค่า เสริมแกร่งให้กับอุตสาหกรรม อยากนำเสนอคือโตจากการปฏิรูป reform driven growth ภาคอุตสาหกรรม บริการก็ต้องทำ เข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง ถ่ายทอดให้มากขึ้น offset policy ซื้อของแค่ไม่ได้แค่ของ ต้องดูสิ่งอื่นที่จะได้ด้วย

เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์ การทำให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางซับพลายเชน ทำให้เป็นห่วงโซ่การผลิตและวัสดุที่สำคัญของโลก ส่วนการเดินไปสู่เป้าหมายประเทศไทยต้องสร้างความพร้อมจากภายในโครงสร้างพื้นฐานต่างจาก เช่น ดิจิทัล ดาต้า ,การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และมีศักยภาพเพียงพอ,โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายมีหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ และ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกับการลงทุน การสร้างสนามบิน รถไฟทางคู่ และการพัฒนาท่าเรือ
“ดังนั้นใมนเชิงยุทธศาสตร์ไม่ควรมองที่สินค้าปลายน้ำ แต่ต้องทำตัวเองให้เป็นกลางน้ำที่สำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความแปรปรวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกให้ได้ เพราะฉะนั้นการเป็น ซับพลายเชนของโลกคือคำตอบ”
“ การตั้งเป้าหมายจีดีพีของประเทซแย่งออกเป็น 2 ระดับ โดยระดับแรกคือ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3 % กว่า เรามองว่าต้องขยับขึ้นจาการพัฒนาเทคโนโลยี ทุนมนุษย์ ด้านกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง เพื่อให้จีดีพีโตให้ได้ 5 % ใน 4 ปี “

จัดสรรงบประมาณอย่างไรไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน
การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ เน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาสิทธิพื้นฐานเรื่องสุขภาพ โดยมี นโยบาย ช่วยคุณแม่ดูแลลูก ตั้งแต่เงินอุดหนุนแม่และเด็กเดือนละ 5,000 บาทในปีแรก การออมให้เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด และสร้างการออมให้เด็กถึง 18 ปี สามารถมีต้นทุนชีวิตได้
ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าววา การจัดสรรงบประมาณอย่างไรไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน
การจัดลำดับความสำคัญของนโยบายไม่ต้องแสดงออกด้วยจำนวนเงินอย่างเดียว บางเรื่องอาจจะไม่ต้องใช้งบก็ได้ แต่อยากให้ความสำคัญในการลงทุน ซึ่งลงทุนในมนุษย์สำคัญที่สุด แต่ประเทศไทยไม่เคยนำงบการศึกษารวมเอาเข้าไปในงบลงทุน
อันดับสอง ความมั่นคงของประเทศคือความมั่นคงของประชาชน เงินที่จะต้องใช้คือสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ให้คนอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐสวัสดิการเหมือนสวีเดน และการลงทุนอื่นๆ เราใช้เงินอื่นๆ ที่ไม่ใช้เงินของภาครัฐได้ ภาคเอกชน หรือกองทุนอื่นๆ ก็มีเช่น Thailand future fund ไม่ใช่ว่าใส่เงินไปตรงไหน แต่ทำอะไรก่อน-หลังมากกว่า
เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า จัดสรรงบประมาณอย่างไรไม่ให้เป็นภาระลูกหลานเรื่องของการใช้งบประมาณ การมองไปข้างหน้าคือรัฐบาลจะหารายได้อย่างไร เพื่อไทยมีนโยบาย สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน เอาบิลจากการใช้จ่ายไปลุ้นเงินล้านได้ทุกวัน
จุดประสงค์ของนโยบายนี้มี 3 อย่าง หนึ่ง ขยายฐานภาษี สร้างรายได้ให้ประเทศ สอง เรื่องของข้อมูล data economy เราจะได้รู้ข้อมูลของแต่ละตลอด สาม เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนไทยชอบเรื่องเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง นโยบายนี้เลยจะมาตอบโจทย์สามอย่าง ซึ่งนำมาสู่รายได้ของประเทศที่มากขึ้น
พรรคการเมืองกู้ศรัทธาไทย–สกัดคอร์รัปชันอย่างไร
ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรคประชาชน กล่าวว่า การฟื้นเศรษฐกิจไม่อาจพึ่งเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องเริ่มจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งจากประชาชน นักลงทุนต่างชาติ และภาคเอกชนในประเทศ โดยเสนอให้เริ่มจากการ ปฏิรูปภาครัฐ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน
อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยปรับลดจากอันดับ 25 มาอยู่ที่อันดับ 30 โดยตัวที่ตกลงมากที่สุดคือ “ประสิทธิภาพภาครัฐ” ซึ่งลดจากอันดับ 24 มาอยู่ที่อันดับ 32 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการจัดการปัญหาทุนเทาและคอร์รัปชันที่ยังขาดความจริงจัง พร้อมชี้ว่าดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันของไทยอยู่ในระดับน่ากังวล และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมตอกย้ำว่าประเทศไม่สามารถอยู่ร่วมกับคอร์รัปชันต่อไปได้
ศิริกัญญา เห็นว่า หากประชาชนยังไม่เชื่อมั่นและไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจก็ไม่อาจฟื้นตัวได้ จึงจำเป็นต้องสร้างวงจรการลงทุนของภาคเอกชนให้กลับมา โดยเสนอให้รัฐบาลประกาศ โรดแมปการเปิดเสรีภาคพลังงาน เริ่มจากพลังงานสะอาด เปิดให้ทุกภาคธุรกิจสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จากพลังงานสะอาด 100% ภายใน 100 วันแรก ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยดึงเงินลงทุนกลับเข้าประเทศได้ราว 5 แสนล้านบาทต่อปี
ขณะที่ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเปรียบเสมือนการจัดการ “พื้นที่มืด” ซึ่งต้องใช้แสงสว่างส่องเข้าไป โดยเสนอแนวคิด 3 กลไกที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ Open Government, Digital Government และ AI Government
เผ่าภูมิ อธิบายว่า Open Government คือรัฐบาลที่มีเจตจำนงเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ขณะที่ Digital Government คือการนำข้อมูลและกระบวนการทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล และ AI Government คือการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อช่วยตรวจจับความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริต โดยย้ำว่าทั้งสามองค์ประกอบต้องดำเนินควบคู่กัน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ระบบตรวจสอบก็จะไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของโลกต่อประเทศไทยในปัจจุบัน คือปัญหา ทุนเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยชี้ว่าประเทศไทยเริ่มถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์และการนำเงินที่ผ่านการฟอกแล้วเข้ามาลงทุน ซึ่งแม้อาจทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน
การดี เห็นว่า การแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจากการยกระดับ จริยธรรมทางการเมือง โดยเรียกร้องให้นักการเมืองที่มีข้อสงสัยหรือเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวไม่ควรอยู่ในอำนาจรัฐ แม้ยังไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าจริยธรรมของนักการเมืองควรสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย
นอกจากนี้ การดี ยังชี้ว่าดัชนีคอร์รัปชันของไทยมีแนวโน้มแย่ลงต่อเนื่อง และการแก้ปัญหาไม่อาจอาศัยบทลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปิดให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของภาษีเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ พร้อมเสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดยเชื่อว่าปัจจัยชี้ขาดที่สุดคือ เจตนารมณ์ทางการเมืองที่จริงจัง ในการขจัดคอร์รัปชันให้หมดไป

จีดีพีเติบโต คู่กับพัฒนาทุนมนุษย์ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างไร
ส่วนคำถามของ บรรณาธิการ ซึ่งทั้ง 8 บรรณาธิการที่สำคัญๆ ดังนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินควบคู่กับการอัปสกิลและรีสกิลแรงงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขชัดเจนหรือไม่ว่าในแต่ละปีสามารถพัฒนาแรงงานได้กี่คน และเพียงพอต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดหวังหรือไม่
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรคประชาชน กล่าวว่าปัจจุบัน ภาครัฐลงทุนด้านการพัฒนาทักษะแรงงานในสัดส่วนที่ยังต่ำมาก เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 หากรวมงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอัปสกิล–รีสกิลจากหลายหน่วยงาน จะมีวงเงินราว 7,000 ล้านบาท แต่กระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง และไม่สามารถตอบโจทย์เชิงระบบได้
ศิริกัญญา เห็นว่า หากต้องการยกระดับทักษะแรงงานให้ได้ถึง 5 ล้านคนต่อปี จำเป็นต้องใช้งบประมาณราว 20,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเสนอแนวคิด “มหกรรมยกระดับทักษะคนไทย” โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ ประชาชนเป็นผู้เลือก เอกชนเป็นผู้ฝึกอบรม และรัฐเป็นผู้จ่ายเงินสนับสนุน เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานจริง ไม่ใช่การให้รัฐเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
ขณะที่ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ผ่านการอัปสกิล–รีสกิล แต่คือคุณภาพและความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน หากผลิตกำลังคนไม่ตรงกับดีมานด์ จำนวนที่มากก็อาจไม่มีความหมาย พร้อมเห็นด้วยกับแนวคิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำในการสะท้อนความต้องการทักษะที่แท้จริง โดยภาครัฐทำหน้าที่เชื่อมโยงและสนับสนุน
นายเผ่าภูมิ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีโครงการ “เรียนได้ งบจบ ได้งาน” และ “อาชีวะสร้างชาติ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการผลิตทรัพยากรมนุษย์อย่างตรงจุด
ด้าน การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐไม่ควรเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด แต่ควรให้เอกชนเป็นผู้นำในการกำหนดทักษะที่ตลาดต้องการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือกลุ่มแรงงานช่วงกลางอาชีพ (mid-career) และกลุ่มใกล้เกษียณ ซึ่งมักถูกมองข้ามในการออกแบบนโยบาย
ดร.การดี ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาทักษะแรงงานจึงไม่ควรจำกัดเฉพาะคนจบใหม่เท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอัปสกิล สร้างรายได้ และดำรงชีวิตได้อย่างพึ่งพาตนเอง ลดภาระต่อครอบครัวและลูกหลานในระยะยาว

เราจะสร้าง “จีพีดี” ให้กินได้อย่างไร
การตั้งเป้าหมายข GDP ที่เติบโต จะทำอย่างไรให้ “กินได้” พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรม แต่เกษตรกรจำนวนมากยังคงมีรายได้ต่ำ ทั้งชาวนาและชาวสวนยาง แม้จะเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรคประชาชน ชี้ว่า การป้องกันการแบ่งเค้กงบประมาณต้องเริ่มจากเจตจำนงทางการเมือง หากผู้นำทางการเมืองไม่รับหรือไม่เรียกรับผลประโยชน์ ระบบทุจริตก็จะทำงานได้ยากขึ้น พร้อมเสนอให้สร้าง “ระบบที่ดี” ควบคู่กัน โดยระบุว่า การทุจริตมักเกิดผ่านการฮั้วประมูลและการล็อกสเปกผู้รับเหมา
ศิริกัญญา เสนอให้เพิ่มการแข่งขัน ลดการผูกขาดของผู้รับเหมารายใหญ่ และจำกัดการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากและเปิดช่องให้ล็อกโครงการได้ง่าย พร้อมผลักดันการเปิดเผยข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจจับความผิดปกติ เพื่อให้ระบบโปร่งใสและลดการรั่วไหลของงบประมาณ โดยเชื่อว่าหากทำได้ จะช่วยประหยัดงบโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีเพิ่มเติม
ขณะที่ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีรากฐานมาจากการทำงานเพื่อผู้มีรายได้น้อย และมุ่งเน้นนโยบายที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานราก พร้อมย้ำว่า การทำให้ GDP เติบโตยังมีความจำเป็น เพื่อสร้างทรัพยากรสำหรับการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ
สำหรับภาคการเกษตร เผ่าภูมิ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประกันกำไรเกษตรกร โดยคำนวณจากต้นทุนการผลิตเทียบกับราคาขาย หากกำไรไม่ถึง 30% รัฐจะชดเชยส่วนต่างให้ครบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “คนไทยไร้จน” ที่รัฐบาลจะเติมรายได้ให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน และนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อลดภาระในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ
ด้าน การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า หากต้องการให้ประเทศมีรายได้เพิ่ม จำเป็นต้องมองลึกลงไปในโครงสร้างภาคการเกษตร โดยชี้ว่าการเพิ่มมูลค่าเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ GDP โต แต่รายได้กลับกระจุกอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการส่งออกและนวัตกรรม ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงยากจน
การดี เสนอให้ปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานการเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่การประกันรายได้ การจัดการความเสี่ยงจากตลาดโลกและภัยพิบัติ ไปจนถึงการลดต้นทุนแฝงของประเทศ พร้อมชี้ว่าประเทศไทยยังติดอยู่กับการผลิตแบบใช้แรงงานเข้มข้น (labor intensive) จึงควรผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ผ่านกลไกสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมเป็น “เจ้าของเทคโนโลยี” และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
การดี สรุปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่การ “ยิงนัดเดียวแล้วรวย” แต่ต้องเป็นกระบวนการระยะยาวที่ทำให้ GDP เติบโตควบคู่กับการกระจายรายได้ลงสู่เกษตรกรและประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง
การใช้กลไกภาษีคนรวยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร
นอกจากนี้ยังคำถามตจาก บรรณาธิการ ถึงความกล้าหาญ การนำภาษีคนรวยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรคประชาชน ระบุว่า พรรคได้ประกาศนโยบายนี้ไว้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นนโยบายที่อาจ “เสียแต้มทางการเมือง” แต่เห็นว่าจำเป็นต้องทำ โดยเสนอการจัดเก็บ ภาษีที่ดินแบบรวมแปลงในอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะนำที่ดินทุกแปลงภายใต้ชื่อเดียวกันมารวมคำนวณภาษี ไม่แยกเป็นรายแปลงเหมือนระบบปัจจุบัน
ศิริกัญญา ชี้ว่า มาตรการดังกล่าวมีตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน โดยระบุว่าปัจจุบันประชากรเพียง 1% ถือครองที่ดินถึงราว 99% ของโฉนดทั้งหมด พร้อมย้ำว่าการจัดเก็บจะเริ่มกับผู้ถือครองที่ดินตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป ไม่กระทบประชาชนทั่วไป แต่ทำให้ผู้มีฐานะร่ำรวยต้องเสียภาษีในสัดส่วนที่สูงขึ้น
ขณะที่ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย แสดงจุดยืนว่า พรรคไม่ต้องการเน้นการพูดถึงการขึ้นภาษีหรือการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ แต่เห็นว่าหัวใจของการลดความเหลื่อมล้ำอยู่ที่ “การใช้จ่ายงบประมาณ” มากกว่าการเพิ่มภาระภาษี โดยระบุว่าภาษีที่จัดเก็บได้ควรถูกนำไปใช้ในจุดที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้า
เผ่าภูมิ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเลือกใช้แนวทางลดความเหลื่อมล้ำผ่านการจัดสรรงบประมาณที่มุ่งเป้าไปยังประชาชนฐานราก โดยไม่จำเป็นต้องสร้างภาษีชนิดใหม่หรือปรับขึ้นอัตราภาษีเพิ่มเติม
ด้าน การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เสนออีกมุมหนึ่งว่า พรรคให้ความสำคัญกับการเพิ่ม ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล ซึ่งปัจจุบันยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น พร้อมมองว่านี่คือฐานรายได้สำคัญของรัฐ
ขณะเดียวกัน การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายลดภาระภาษีให้กับแรงงานเริ่มต้น โดยเสนอปรับเพดานรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิมราว 26,000 บาทต่อเดือน เป็น 40,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยให้ผู้เริ่มทำงานใหม่มีโอกาสเก็บออมและจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายฐานภาษีทางอ้อมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในระยะยาว
3 พรรคใหญ่ส่งสัญญาณร่วมทำงาน
ภาพรวมของเวทีดังกล่าวสะท้อนว่า ทั้งสามพรรค ไม่ได้เพียงพูดคุยเชิงนโยบายเท่านั้น แต่เริ่มขยับไปสู่การหารือเชิงหลักการและกรอบการทำงานร่วมกัน ท่ามกลางบริบทการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณของ “ความเป็นไปได้” ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วม ภายใต้แนวคิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ที่ให้ความสำคัญกับจุดร่วมมากกว่าความขัดแย้ง
เผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าในการจับมือกับพรรคใด พร้อมย้ำว่าพรรคเพื่อไทยขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผ่านผลการเลือกตั้ง และจะยึด “ฉันทามติของประชาชน” เป็นหลัก โดยหลีกเลี่ยงการชี้นำหรือประเมินล่วงหน้าเพราะฉะนั้นวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจะเป็นผู้เลือก และให้ฉันทามติ เราก็ดูจากตรงนี้ เราไม่ไปชี้นิ้วบอกว่าใครดีหรือไม่ดี ตอนนี้เราแบไพ่ให้พี่น้องประชาชนเลือกแล้ว
ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ส่วนตัวดิฉันคิดว่าสามพรรคนี้น่าจะเป็นคอมบิเนชันที่ดี และเราก็ไปด้วยกันมาหลายเวที ได้พูดคุยกันพอสมควร นโยบายก็ไม่ได้ต่างกันมากจริง ๆ ถ้าพ้นวันที่ 8 ก.พ. หากเราเป็นแกนนำ ก็จะส่งเทียบเชิญนะ
การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจนว่า การเมืองที่สุจริตคือเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เปิดเรื่องนี้ชัดเจน เรามาการเมืองครั้งนี้ด้วยเจตจำนงเรื่องการเมืองที่สุจริต ถ้าเรามั่นใจได้ว่าเพื่อน ๆ คุยกันเชิงนโยบาย เราพบว่ามีหลายเรื่องที่เห็นสอดคล้องกัน แต่ถ้าย้อนกลับไป หากมีพรรคใดมีข้อสงสัยเรื่องการเมืองที่ไม่สุจริตหรือทุจริต นั่นคือธงที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งไว้ว่าเราจะไม่ร่วมจับมือด้วย”

ยื่นปกขาววาระนโยบาย จากภาคประชาชน 3พรรคการเมืองใหญ่
ในช่วงท้ายของเวทีดีเบตใหญ่ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” “กฤษฎา บุญชัย” เลขาธิการมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เป็นตัวแทน มอบ “วาระนโยบาย จากภาคประชาชน People’s Policy Agenda” บทสังเคราะห์ข้อเสนอจาก Policy Watch Connect 2026 ให้กับตัวแทนพรรคการเมืองที่มาร่วมเวทีดีเบตในครั้งนี้ ประกอบด้วย
“วาระนโยบาย จากภาคประชาชน” ฉบับนี้เป็นรายงานสังเคราะห์เชิงนโยบาย ที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นทั้ง “ฐานความรู้ของสังคม” และ “กรอบพิจารณาเชิงนโยบาย” สำหรับพรรคการเมือง รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างเป็นธรรม
นับเป็น ฉันทมติร่วมจากงาน Policy Watch Connect 2026 กันว่า ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือกลไกใด เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จากผู้ร่วมเสวนาโดยตรง และผู้เข้ามามีส่วนร่วมให้ความเห็นผ่านบอร์ดและแพลตฟอร์มออนไลน์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- คนรุ่นใหม่ ระดมไอเดียปราบโกงเลือกตั้ง
- นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา “มหาประชานิยม”
- ผลกระทบของข่าวปลอมต่อการเลือกตั้ง




