เมืองต่างกันอย่างไร?
เมืองมีหลายลักษณะที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นในเชิงจำนวนประชากรหรือจำนวนสิ่งปลูกสร้างเป็นต้น ในบทความนี้คำจำกัดความหมายของเมืองมาจากรายงาน World Urbanization Prospects 2025 ของ United Nations
รายงานระบุว่าเมือง หรือ City ในที่นี้หมายถึงความหนาแน่นของประชากรอย่างน้อย 1,500 คนต่อตารางกิโลเมตรและมีประชากรรวมไม่น้อยกว่า 50,000 คน เมื่อประชากรมีความหนาแน่นน้อยกว่า 50,000 คน จะถูกจำแนกว่าเป็นเมืองที่เล็กลงมา หรือ ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Town และมหานคร หรือ Megacity สื่อถึงเมืองที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 10 ล้านคนอาศัยอยู่
จำนวน ‘มหานคร’ เพิ่มต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีจำนวนเมืองที่เป็นมหานครทั้งหมด 33 มหานคร ในจำนวนนี้มีถึง 19 เมืองที่อยู่ในเอเชีย และมีการวิเคราะห์ว่าภายในปี 2050 จะมีเมืองมหานครเพิ่มขึ้นเป็นทั้งหมด 37 แห่ง
ในอนาคตอันใกล้นี้ คาดการณ์ว่าจะมีอีก 4 เมืองที่จะก้าวไปสู่การเป็นมหานคร เมืองเหล่านี้คือ เมืองฮาจิปูร์ของอินเดีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และอีกสองมาจากประเทศเอธิโอเปียและแทนซาเนียจากทวีปแอฟริกา จำนวนประชากรในสี่เมืองที่กล่าวมานั้นจะสูงเกินเพดาน 10 ล้านคน
การย้ายถิ่นฐานมีหลายปัจจัย รายงานอธิบายเหตุผลที่หลายๆ เมืองเผชิญกับการเติบโตของจำนวนประชากรที่รวดเร็ว มาจากการที่ประเทศนั้นๆ อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการที่ไม่มีการวางแผนการเติบโตของจำนวนประชากรที่ดีจะก็ทำให้เกิดชุมชนแออัด เอเชียตะวันออกเชียงใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิด Internal Migration หรือการโยกย้ายถิ่นภายในประเทศ

เมื่อมองจากภาพด้านบน จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการอยู่อาศัยและย้านถิ่นฐานของประชากรได้ชัดเจน
ช่วงปี 1950 ประชากรโลกส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองขนาดเล็ก (40%) และชนบท (38%) และการอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เป็นเพียงส่วนน้อย (22%) เท่านั้น แนวโน้มที่คนเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยเข้าไปในเมืองมากขึ้นเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงปี 1970 ในเวลานั้นสัดส่วนความเป็นเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จนในปี 2000 เป็นครั้งแรกที่จำนวนคนอาศัยอยู่ในเมือง (39%) มีมากกว่าจำนวนคนที่อาศัยในเมืองขนาดเล็กหรือชนบทอย่างโดดเด่น
ถึงแม้ช่วงปี 1950 – 1970 จำนวนประชากรจะย้ายไปอาศัยในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เหตการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะคนในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง และเอเชียใต้ ยังนิยมที่จะอาศัยในเมืองเล็กและชนบทอยู่ในขณะนั้น
ในปี 2025 สัดส่วนประชากรถึง 45% ของโลกหรือคิดเป็น 3.69 ล้านล้านคน อาศัยอยู่ในเมือง ส่วนน้อยอาศัยอยู่ในเมืองเล็กหรือชนบท และมีการประเมินว่าในปี 2075 ประชากรเกินครึ่งของโลก (51%) จะอาศัยอยู่ในเมือง
Megacity ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
ในเชิงภูมิศาสตร์ เมืองที่เป็นมหานครส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน Global South หรือกลุ่มประเทศที่อยู่ซีกโลกใต้ หรือ ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศอินเดียเองมีมหานครทั้งหมด 5 เมือง ประเทศจีนมี 4 เมือง ในส่วนอื่นๆ ทวีปลาตินอเมริกามีมหานครทั้งหมด 5 เมือง ทวีปแอฟริกามี 4 เมือง ทวีปยุโรปมี 3 เมือง และทวีปอเมริกาเหนือมี 2 เมือง
จำนวนของมหานครจะเติบโตอยู่เรื่อย ๆ และโตเกียวไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดอีกต่อไป จำนวนเมืองที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 10 ล้านคนหรือมากกว่า เพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า จากจำนวนเพียง 8 เมืองในปี 1975 เป็น 33 เมืองในปี 2025 จำนวนมหานครมากกว่าครึ่งจะอยู่ในเอเชีย จากาต้า มีประชากรมากถึง 42 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเมืองที่มีคนอาศัยเยอะมากที่สุด
กรุงไคโร ประเทศอียิปต์เป็นเพียงเมืองเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเอเชียและมีจำนวนประชากรติด 10 อันดับมากสุดของโลก อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้สูงที่อันดับต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ เพราะคาดว่าเมืองธากา (Dhaka) ของบังคลาเทศจะกลายเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรสูงที่สุดภายในปี 2050 และคาดการณ์ว่าในปีนั้นจะมีจำนวนมหานครเพิ่มขึ้นถึง 7 ที่ด้วยกัน และโตเกียวอดีตมหานครใหญ่ที่สุดของโลกจะล่วงไปอยู่อันดับ 7

10 เมืองที่มีคนอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก
เมืองขยายเร็วกว่าจำนวนประชากร
“Urbanization is growing faster than population” สื่อถึงการที่ประชากรของเมืองกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรทั้งประเทศ
ในบรรดามหานครจำนวน 33 แห่งที่มีประชากรตั้งแต่ 10 ล้านคนขึ้นไป มีถึง 20 เมืองที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเมืองสูงกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรทั้งประเทศในช่วงระหว่างปี 2015–2025 มหานคร 4 แห่งของประเทศจีน ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น ต่างมีการเพิ่มขึ้นของประชากรในอัตรามากกว่า 0.8% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของประชากรจีนทั้งประเทศที่โตเพียง 0.1% ต่อปี
สำหรับกรุงเทพมหานครเอง มีประชากรเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ต่อปีในช่วงปี 2015–2025 เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของประชากรทั้งประเทศที่ช้ากว่ามาก ที่ระดับ 0.2% ต่อปี
ในขณะที่ประชากรของประเทศญี่ปุ่นลดลงไปประมาณ 4 ล้านคนระหว่างปี 2015-2025 แต่โตเกียวกลับเพิ่มประชากรที่เข้ามาอยู่อาศัยได้มากกว่า 300,000 คน และในช่วงเวลาเดียวกันเมืองนาโกย่าเพิ่มประชากรเมือง 108,000 คน และเซนไดเพิ่มอีก 19,000 คน นอกเหนือจากนี้ยังมีประเทศอิตาลี รัสเซีย และอีกหลายที่ที่เจอสถานการณ์เดียวกัน
คาดการณ์ว่า 7 ประเทศ รวมทั้งอินเดีย ไนจีเรีย ปากีสถาน คองโก อียิปต์ บังคลาเทศ และ เอธิโอเปีย จะเพิ่มจำนวนประชากรเมืองอีก 500 ล้านคนระหว่างปี 2025-2050 จากตัวเลขคนเมืองทั้งหมด 982 ล้านคน
จำนวนประชากรเมือง “โตไม่เท่ากัน”
หลายๆ เมืองที่มีจำนวนประชากรลดลงในปี 2025 คือ เมืองที่มีประชากรที่น้อยกว่า 250,000 คน เมืองที่มีลักษณะจำนวนประชากรลดลงอยู่ในจีนและอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ในหนึ่งประเทศสามารถมีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันได้ ทั้งมีประชากรคนเมืองเพิ่มขึ้นและลดลงในเวลาเดียวกัน
ฉะนั้นแล้ว สถานะของการเป็นมหานครไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเมืองนั้นจะมีการเติบโตที่สม่ำเสมอ
ความท้าทายที่ตามมาคือการบริหารเมืองเพื่อรองรับทั้งการขยายตัวและหดตัว เมืองที่มีการขยายตัวต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานและการบริการต่างๆ เพื่อเตรียมการสำหรับประชากรที่จะเพิ่มขึ้น และควรบริหารความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเล็กและชนบทด้วย
ในอีกมุมหนึ่งเมืองที่เจอจำนวนประชากรลดลงเจอความท้าทายในเรื่องการคงรักษาการบริการขั้นต้นต่างๆ ที่จำเป็นให้กับผู้อยู่อาศัย และปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่มีแรงกระตุ้นการเติบโต
ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็ก เมืองใหญ่ หรือมหานคร ต่างต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของเมืองและสิ่งแวดล้อมรอบๆ การขยายตัวของเมืองกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่น้อยลง และส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ที่อาจทำให้ความสามารถในการผลิตอาหารท้องถิ่นลดลง ฉะนั้นแล้วทั้งระดับประเทศและเมืองควรมีการวางแผนที่รอบคอบต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง;
- เกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีซ้อน เสี่ยงเผชิญวิกฤตประชากร ฉุดเศรษฐกิจประเทศ
- โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง ถึงเวลาต้องทบทวนนโยบาย
- แรงงานกลับบ้านเกิด เศรษฐกิจชนบทกำลังเปลี่ยน




