การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 68 จะเป็นการเลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศได้ หากประชาชนช่วยกัน สแกนนโยบายพรรคการเมือง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหา และเปลี่ยนแปลงประเทศได้
ขณะที่ป้ายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ยังคงวนเวียนอยู่ที่การ “ลด-แลก-แจก-แถม” ในแบบประชานิยม ที่ไปไม่ไกลถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่เราจะต้องตรวจสอบนโยบายอย่างไรให้แก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ
ในเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย” คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง จัดโดยสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยมีภาคเอกชน ,นักวิชาการ เข้าร่วมอภิปราย และ ณาตยา แวววีรคุปต์. ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) ดำเนินรายการ เพื่อกระตุ้นเตือนประชาชนตรวจสอบนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประเทศระยะยาวก่อนที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง

“หอการค้าไทย”เตือนพรรคการเมืองแจกเงินไม่ยั่งยืน
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยต่อแนวทางนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยระบุว่า การออกนโยบายแจกจ่ายเงินโดยขาดกรอบที่ชัดเจน อาจกลายเป็นภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว และไม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ภาคธุรกิจไม่ได้คัดค้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการใช้เงินภาครัฐ แต่ขอให้การดำเนินนโยบายอยู่บนกรอบที่ชัดเจน ทั้งแหล่งที่มาของเงิน วิธีการใช้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจจริง
“เงินที่แจกส่วนใหญ่มาจากงบประมาณ หรือไม่ หรือไม่ก็กู้เงินมาเพื่อใช้ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นหนี้ของประเทศ เป็นภาระของคนทั้งประเทศ”
ประชานิยมในอดีต ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สร้างปัญหาเพิ่ม
ประธานหอการค้าไทย ระบุว่า หากย้อนดูการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา จะพบว่านโยบายประชานิยมจำนวนมากสร้างปัญหาตามมาในระยะยาว ทั้งด้านการคลังและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเงินที่แจกไป “หายไป” โดยไม่ก่อให้เกิดการต่อยอดหรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม
“แล้วที่ผ่านมา นยาบที่มีการแจกเงิน เราเห็นมาแล้วหลายรอบ แจกไป 3–4 รอบ สุดท้ายเงินหาย ไม่ได้สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่จริง ยังไม่เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ แต่สร้างปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ คือทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเมือง คือการที่ทุกคน “คิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดจะหาเงิน”
“ประชานิยมสร้างงาน” แทนแจกเพื่อบริโภค
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่ประชานิยมที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นประชานิยมที่ช่วย สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ของประเทศ
“จะแจกเงินก็แจกได้ แต่ต้องแจกในลักษณะที่ไปสร้างรายได้ ไม่ใช่รับมาแล้วใช้สอยหมด ปัญหาของประเทศวันนี้คือเราคิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดว่าจะหาเงินอย่างไร”
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เฉพาะภาคการเมือง แต่รวมถึงภาครัฐ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมกันคิดว่าจะเพิ่มรายได้ให้ประเทศได้อย่างไร
การเสนอนโยบาย พจน์ ระบุว่า พรรคการเมืองควรตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า นโยบายที่เสนอมาจะใช้งบจากแหล่งใด ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่ปัจจุบันงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับงบประจำและการชำระหนี้ เหลืองบพัฒนาประเทศไม่มาก
“ถ้าไม่บอกให้ชัดว่าเงินมาจากไหน ใช้อย่างไร สุดท้ายก็ต้องกลับไปกู้ เป็นหนี้ประเทศซ้ำอีก”
แนะพรรคการเมืองทบทวนนโยบายประชานิยม
พจน์ ยังระบุว่า ภาคเอกชนและองค์กรภาคธุรกิจเตรียมตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องการปราบคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย และความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ หากไม่สามารถตอบได้ ก็พร้อมสื่อสารให้สังคมรับทราบ
“นี่คือจังหวะสำคัญ เพราะอำนาจตัดสินใจอยู่ในมือประชาชน พรรคการเมืองต้องแสดงความจริงใจและความชัดเจน”
พจน์ ทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ควรเป็นโอกาสทบทวนแนวคิดประชานิยมของประเทศ เพื่อให้การใช้งบประมาณภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด และไม่สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไป
“ประชานิยมทำได้ แต่ต้องเป็นประชานิยมที่สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอนาคต ไม่ใช่แค่แจกแล้วจบต้องออกนโยบายพิเศษที่เอื้อให้ทุกภาคส่วนสามารถหาเงินและสร้างรายได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน

ส.อ.ท.เตือน “ประชานิยมแจกเงิน” กับดักประเทศ
เช่นเดียวกับ “เกรียงไกร เธียรนุกุล”ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมในช่วงการเลือกตั้ง โดยระบุว่าการ “แจกแล้วจ่าย” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในอดีต กลายเป็นธรรมเนียมทางการเมืองที่ไม่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และกำลังกลายเป็นกับดักสำคัญของประเทศไทย
นโยบายประชานิยมแบบเดิมอาจช่วยสร้างความนิยมในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ และยังสร้างภาระทางการคลัง ส่งผลให้มุมมอง (Outlook) ของประเทศในสายตานักลงทุนและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดลง
“โมเดลแจกเงินมันชัดเจนแล้วว่า มาแป๊บเดียวแล้วก็ไป แต่ภาระการคลังยังอยู่ ประเทศไทยใช้วิธีนี้มานานจนกลายเป็นดักของตัวเอง”
แจกเงินไร้คุณภาพ ไม่พัฒนา Productivity
นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญของประชานิยมแบบแจกคือ ทำให้สังคมคุ้นชินกับการรอรับงบประมาณ โดยไม่เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพ (Productivity) คุณภาพแรงงาน หรือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“ทุกคนรอแต่รับแจก ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการเพิ่มคุณภาพ มีแต่วิ่งหางบประมาณ เราไม่อยากเห็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการแจกแบบนี้”
เกรียงไกร ย้ำว่า ในระยะสั้นอาจยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนบางส่วน เนื่องจากสภาพคล่องของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังเปราะบาง แต่ต้องทำอย่างมีสัดส่วน และควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
“การแจกต้องมีศิลปะ แจกแล้วต้องไม่กลายเป็นโทษในระยะยาว เงินส่วนใหญ่ควรนำไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างประเทศ”
ทางรอดเศรษฐกิจ– ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุเพิ่ม เกิดน้อย ขณะที่แรงงานที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ ไม่สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมอนาคตที่ต้องการมูลค่าเพิ่มสูง (Value-added)
ภาคอุตสาหกรรมจึงเสนอให้เร่งพัฒนา New Growth Engine และระบบค่าจ้างแบบ Pay by Skill โดยย้ำว่า อุตสาหกรรมพร้อมจ่ายค่าแรงสูง หากแรงงานมีทักษะและผลิตภาพที่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ
“บางอุตสาหกรรมพร้อมจ่ายวันละพันกว่าบาท แต่หาคนไม่ได้ เพราะทักษะไม่ตรง”
เกรียงไกร ยังตั้งข้อสังเกตถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติในปริมาณมาก ซึ่งแม้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น แต่กลับทำให้เงินจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ ผ่านการโอนเงินกลับประเทศต้นทาง
“เงินที่คิดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ กลับรั่วไหลออกไป เราเห็นรูรั่วเหล่านี้หรือยัง”
พร้อมชี้ว่า ทางออกที่ยั่งยืนคือการลงทุนพัฒนาคนไทย ผ่านระบบการศึกษาที่ต้องปรับให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผลิตบัณฑิตจำนวนมากแต่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
พรรคการเมืองกล้าตัดสินใจ แก้โครงสร้าง–คอร์รัปชัน
เกรียงไกร ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหาซ้อนทับทั้งด้านกฎหมาย ระบบราชการ และคอร์รัปชัน งบประมาณแผ่นดินกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ เหลืองบพัฒนาประเทศเพียงส่วนน้อย ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ
“วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านโต 8–10% แต่ไทยยังอยู่แค่ 1.5–2% พรรคการเมืองต้องตอบให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ GDP โต 5–6% อย่างเป็นรูปธรรม”
หยุด “เขาแจก–เราจ่าย” เปลี่ยนสู่การพัฒนาคน
ประธาน ส.อ.ท. ทิ้งท้ายว่า สังคมไทยถูก “สปอยล์” ด้วยนโยบายแจกมานาน จนมองไม่เห็นภาพใหญ่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน ร่วมกันปรับวิธีคิด ไม่พึ่งพาการแจกเป็นหลัก
“ถ้าไม่ปรับ ไม่ตัดสินใจ ประเทศอาจค่อยๆ ไหลตายโดยไม่รู้ตัว ถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้องกล้า กล้าในทางที่ดี และทุกคนต้องเสียสละร่วมกัน”

เศรษฐกิจไทยติดกับดักโครงสร้าง ขาดข้อมูล–ขาดทิศทาง
ขณะที่ “ผยง ศรีวณิช “ประธานสมาคมธนาคารไทย แสดงความเห็นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ว่า แม้นโยบายหลายด้านจะถูกพูดถึงในระดับหลักการ แต่ยังมี “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่ขาดหายไป และอาจทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในระยะยาวได้
ขาด “ระบบข้อมูล” วัดผลนโยบายไม่ได้
ผยงระบุว่า ประเด็นแรกที่ยังไม่เห็นการพูดถึงอย่างจริงจังคือ “ระบบข้อมูล (Data)” เพราะหากไม่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้ ก็ไม่สามารถวัดผล ตรวจสอบ หรือประเมินประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและทรัพยากรของประเทศได้
แม้ประเทศไทยจะมีข้อมูลอยู่จำนวนมาก แต่กระจัดกระจายตามโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเชื่อมโยงกันได้ยาก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่การกวาดรวมข้อมูลใหม่ แต่คือการสร้างระบบเชื่อมโยง มาตรฐานข้อมูล (Data Standardization) และการตั้งโจทย์เชิงนโยบายให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ สามารถนำข้อมูลไปใช้ร่วมกันได้
นโยบาย“แจก” หรือ “สร้างรายได้อย่างยั่งยืน”
ประธานสมาคมธนาคารไทยตั้งคำถามว่า ประเทศไทยต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใด ระหว่างเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายแจกจ่ายระยะสั้น
ประชานิยมที่ยั่งยืนต้องเป็นประชานิยมที่ “สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดได้” ไม่ใช่การแจกแบบเททิ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนการให้สารกระตุ้นหรือสเตียรอยด์ที่อาจช่วยระยะสั้น แต่ทำลายศักยภาพระยะยาว และทำให้กลุ่มเปราะบางติดอยู่ในวงจรเดิม แทนที่จะถูกดึงออกมาให้ยืนได้ด้วยตนเอง
อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ไม่สมดุล โดยปัจจุบันกว่า 65% ของ GDP ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ประกอบการเพียง 1% ของประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการอีก 99% กลับมีบทบาททางเศรษฐกิจจำกัด และคนจำนวนมากอยู่นอกระบบ
“ผยง”ตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า จะเปลี่ยนสมการนี้อย่างไร ให้คนส่วนใหญ่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพราะในความเป็นจริง รัฐยังต้องพึ่งพาการจัดเก็บภาษีจากฐานเดิมเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และชนชั้นกลาง
รายได้รัฐเปราะบาง เสี่ยงรับมือวิกฤตโลกไม่ได้
“ผยง”เตือนว่า หากรายได้ประเทศยังพึ่งพาฐานแคบ เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก เช่น ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หรือความขัดแย้งทางการค้า ประเทศอาจไม่มีทรัพยากรเหลือพอในการดูแลประชาชน
ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเติบโตและมีศักยภาพรับมือวิกฤตได้ดีกว่า ไทยกลับอยู่ในช่วง “ขาลง” จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ฐานภาษีแคบ และการขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
FDI มา แต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เช่น Data Center หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่กลับยังไม่เห็นการต่อยอดไปสู่การสร้าง AI Solution หรืออุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สร้างงาน สร้าง GDP และดึงคนคุณภาพกลับเข้าประเทศได้จริง
ในหลายกรณี ประเทศกลับเป็นเพียงผู้ให้ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น พลังงานหรือที่ดิน โดยไม่ได้รับผลตอบแทนเชิงโครงสร้างในระยะยาว
นโยบายระยะสั้นต้องเดินคู่นโยบายระยะยาว
ประธานสมาคมธนาคารไทยย้ำว่า นโยบายเพิ่มรายได้เป็นเรื่องยากและไม่เห็นผลทันที แตกต่างจากนโยบายแจกจ่ายที่ทำได้ง่ายในระยะสั้น ดังนั้น รัฐต้องมี “สมการคู่ขนาน” ระหว่างการดูแลระยะสั้นกับการสร้างรายได้ระยะยาว รวมถึงการบริหารหนี้และวินัยการคลังควบคู่กันไป
ท้ายที่สุด ผยงเห็นว่า สิ่งสำคัญคือการยกระดับการถกเถียงนโยบายในเวทีสาธารณะให้ลึกขึ้น บนฐานข้อมูลและงานวิจัยที่แข็งแรง เพื่อให้สังคมสามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบ และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์อนาคตได้จริง
“ถ้าเราไม่เริ่มทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็น Active Discussion ในสังคม นโยบายสาธารณะก็จะยังตอบโจทย์เฉพาะระยะสั้น และประเทศจะยังติดอยู่ในกับดักเดิม” ผยงกล่าว

อะไรคือเส้นแบ่งสวัสดิการ–ประชานิยม
อย่างไรก็ตามประชานิยมกับสวัสดิการ ก็มีความแตกต่างกัน “สมชัย จิตสุชน”ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “สวัสดิการที่จำเป็น” กับ “ประชานิยม” ว่า ไม่ใช่เรื่องขาว–ดำ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีออกแบบนโยบาย เป้าหมายของการช่วยเหลือ และการคำนึงถึงแหล่งเงินในระยะยาว
แจกเงินไม่ผิด หาก “ออกแบบให้สร้างศักยภาพ”
การแจกไม่จำเป็นต้องแย่เสมอไป หากเป็นการแจกที่มุ่งเสริมศักยภาพ เช่น การสนับสนุนเงินหรือคูปองเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน แม้เงินจะถูกใช้ไปกับการฝึกอบรม แต่หากออกแบบให้เข้าถึงง่าย มีคุณภาพ และตรวจสอบได้ ก็ถือเป็น “การแจก” ที่นำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวก คือเพิ่มโอกาสในการทำงานและรายได้ในระยะยาว
“ถ้าแจกแล้วจบ ไม่สร้างทักษะ ไม่สร้างรายได้ อันนั้นคือปัญหา แต่ถ้าแจกเพื่อให้คนมีศักยภาพมากขึ้น มันก็เป็นประชานิยมแบบหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้”
นโยายสวัสดิการต้องโฟกัสคนที่ขาดโอกาส
ในมิติของสวัสดิการ สมชัยเน้นว่า หัวใจสำคัญคือการโฟกัสไปที่กลุ่มที่ “ขาดโอกาสจริง” และออกแบบให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แจกแบบเหมารวมโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม
ที่ผ่านมา หลายนโยบายถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูเหมือนช่วยคนจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติ เงินกลับไหลไปสู่กลุ่มที่มีฐานะหรือเข้าถึงระบบได้ดีกว่า ขณะที่กลุ่มเปราะบางกลับได้ประโยชน์น้อยกว่า นโยบายลักษณะนี้ไม่เพียงไม่ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังอาจซ้ำเติมปัญหาเดิม
เส้นแบ่ง “สวัสดิการ” กับ “ประชานิยม”
เมื่อถูกถามถึงเส้นแบ่งระหว่างสวัสดิการที่จำเป็นกับประชานิยม นายสมชัยมองว่า จุดต่างสำคัญคือการคำนึงถึง “รายรับของรัฐ” ควบคู่กับรายจ่าย
สวัสดิการที่ดีต้องถูกออกแบบทั้งแพ็กเกจ ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมาย วิธีการช่วยเหลือ ไปจนถึงแหล่งเงินสนับสนุน ขณะที่ประชานิยมมักเน้นเฉพาะการจ่าย แต่ไม่พูดถึงว่าจะเอาเงินจากไหน หรือส่งผลต่อฐานะการคลังอย่างไรในระยะยาว
“ถ้าไม่คิดเรื่องรายรับ สุดท้ายก็จะใช้เงินเหมือนกันทั้งคู่ แต่ความต่างคือ สังคมจะยอมรับหรือไม่ และระบบจะยั่งยืนหรือเปล่า” สมชัยกล่าว
โครงสร้างภาษี ทำให้ไทยไปไม่ถึงรัฐสวัสดิการ
สมชัยยอมรับว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมก้าวไปสู่รัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ เนื่องจากโครงสร้างภาษีและทัศนคติของสังคมยังไม่เอื้อต่อการจัดเก็บรายได้เพื่อกระจายความเสมอภาค
สังคมไทยยังไม่เห็นพ้องกันมากพอว่าจะยอมจ่ายภาษีเพิ่มเพื่อแลกกับการลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อฐานรายรับไม่แข็งแรง การออกแบบสวัสดิการขนาดใหญ่โดยไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว
ในทางกลับกัน หากเป็นประชานิยมที่เน้นใช้เงินอย่างเดียว โดยไม่สนใจรายรับ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน คือกระทบเสถียรภาพทางการคลัง และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ
สมชัยสรุปว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าจะ “แจกหรือไม่แจก” แต่คือการออกแบบนโยบายให้รอบด้าน โปร่งใส และทำให้สังคมเห็นภาพร่วมกันว่า การใช้เงินนั้นพาประเทศไปสู่จุดไหน และใครเป็นผู้รับภาระในระยะยาว

เตือนนโยบายแจกต้องตอบ ที่มาของเงิน
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบรรยากาศนโยบายพรรคการเมืองก่อนการยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายในวันที่ 19 มกราคม ว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็น “หน้าต่างสำคัญ” ที่ประชาชนควรใช้พิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า นโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี ล้างหนี้ หรือโครงการลักษณะคนละครึ่ง มีแหล่งที่มาของเงินจากไหน และฐานะการคลังของรัฐรองรับได้มากน้อยเพียงใด
“รายได้ภาษีสวนทางการพัฒนา เผยตัวเลขลดจาก 17% เหลือ 14% ต่อ GDP”
หากมอง “กระเป๋าเงินของรัฐ” ในปัจจุบัน จะเห็นข้อจำกัดที่ชัดเจน แม้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปมากในรอบ 20 ปี ทั้งการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และการเข้าสู่เศรษฐกิจที่ใช้เงินสดน้อยลง แต่สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP กลับลดลงจากราว 17% เหลือเพียงประมาณ 14%
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพของกรมสรรพากร แต่เกิดจากนโยบายภาษีของรัฐเอง โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษีที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งจากมาตรการชั่วคราว กลายเป็นความคาดหวังว่าต้องมีทุกปี และวงเงินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้รายได้ภาษีของรัฐหายไปในระยะยาว
แปลกใจ !ขาดดุล 4–5% ต่อ GDP เป็นเรื่องปกติ
ขณะที่ปัจจุบันการขาดดุลงบประมาณในระดับ 4–5% ต่อ GDP กลายเป็นเรื่องปกติของไทย ขณะที่ตัวชี้วัดสำคัญที่สาธารณชนอาจยังไม่ตระหนักมากนัก คือ “สัดส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐ” ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11%
“ตัวเลขนี้น่ากังวล เพราะ benchmark สำคัญของการรักษาสถานะความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนอยู่ที่ 12% และจากการคาดการณ์ ปีหน้าตัวเลขนี้ก็จะแตะ 12% แล้ว” เขากล่าว
หากพรรคการเมืองเสนอนโยบายโดยไม่พูดถึงแหล่งที่มาของเงินหรือแนวทางบริหารความเสี่ยงทางการคลัง นโยบายเหล่านั้นจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในทางปฏิบัติ
แจกวันนี้ คือภาระวันหน้า ชนชั้นกลางหนีไม่พ้น
เมื่อแปลตัวเลขทางการคลังให้เข้าใจง่าย ศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า เงินที่รัฐแจกในวันนี้ ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นภาระของประชาชนในอนาคต โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษีและหลีกเลี่ยงได้ยาก
การตัดสินใจเรื่องภาษีเป็นเรื่องยากทางการเมือง ดังนั้น หากต้องมีการปรับเพิ่มภาษีจริง กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบมักเป็นคนรายได้ประจำหรือมนุษย์เงินเดือน ซึ่งรัฐสามารถติดตามและจัดเก็บได้ง่าย
“เราพูดกันมานานว่าจะดึงคนนอกระบบเข้ามา แต่จำนวนผู้เสียภาษีจริง ๆ ก็ยังอยู่ราว 4 ล้านคนมานานแล้ว” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว
ประเมิน 4 ปีข้างหน้า ภาษีมีแนวโน้มเพิ่ม เลี่ยงไม่ได้
ศ.ดร.อธิภัทร ประเมินว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า ภาษีมีแนวโน้มต้องเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม พร้อมเสนอให้ประชาชนตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอย่างตรงไปตรงมาว่า ภายใต้สถานการณ์การคลังเช่นนี้ จะคงนโยบายภาษีไว้ได้หรือไม่ และภาระสุดท้ายจะตกกับใคร
เขาย้ำว่า การแก้ปัญหาทำได้หลายทาง ทั้งการเพิ่มรายได้หรือการลดรายจ่าย แต่การลดรายจ่ายเป็นเรื่องยาก เพราะงบประมาณจำนวนมากเป็นภาระผูกพัน ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายของหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่สามารถปรับลดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
หนี้สาธารณะเข้าใกล้ 70% โจทย์ยากรมว.คลัง
ศ.ดร.อธิภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า เงื่อนไขทางการคลังของไทยในปัจจุบันยากกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้ 70% ของ GDP และเมื่อหนี้เพิ่ม ภาระดอกเบี้ยก็เพิ่มตามมาอย่างรวดเร็ว
“ในมุมของเจ้าหนี้ เขาจะดูว่า ภาระดอกเบี้ยเทียบกับรายได้ของรัฐอยู่ในระดับที่ผ่อนไหวหรือไม่ ถ้าแผนของรัฐบาลใหม่ไม่สอดคล้องกับแผนการคลังระยะกลางและระยะยาว คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือจะตอบได้ยากมาก” เขากล่าว พร้อมระบุว่า งานของรัฐบาลชุดใหม่ไม่่ว่ารัฐมนตรีคลังจะมาจากพรรคไหนในอีก 4 ปีข้างหน้า การบริหารการเงินการคลัง “ไม่ง่ายอย่างแน่นอน”

งบรัฐรั่วจากการใช้จ่ายไร้ประสิทธิภาพ
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) กล่าวเสริมจากประเด็นภาระงบประมาณและภาษีที่เพิ่มขึ้นว่า
นอกจากคำถามว่า “รัฐใช้เงินไปมากแค่ไหน” สิ่งที่ประชาชนควรตั้งคำถามควบคู่กันคือ “เงินที่ใช้ไปนั้น ถูกใช้ไปเพื่ออะไร และมีประสิทธิภาพเพียงใด”
ในฐานะที่เคยมีโอกาสร่วมทำงานในคณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ทำให้เห็นภาพการใช้จ่ายภาครัฐอย่างใกล้ชิด และพบว่า งบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับโครงการหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงสาธารณะอย่างแท้จริง
งบก่อสร้างใช้เงินสูงแต่ไม่ตอบโจทย์สังคม
ยกตัวอย่างงบประมาณด้านอาคารสถานที่ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ใช้งบในระดับสูงและมีลักษณะผูกพันระยะยาว ทั้งการก่อสร้างอาคารใหม่หรือโครงการที่เน้นความสวยงามมากกว่าความจำเป็น ซึ่งเมื่อผ่านการอนุมัติไปแล้ว จะกลายเป็นภาระงบประมาณต่อเนื่องในอนาคต
เมื่อพิจารณาเชิงลึก จะยิ่งเห็นความ “อึดอัด” เพราะในขณะที่รัฐอ้างข้อจำกัดทางการคลัง งบประมาณกลับถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ลดคอร์รัปชั่น คือเพิ่มงบโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ เสนอว่า ในสถานการณ์ที่รัฐไม่สามารถลดรายจ่ายหรือเพิ่มงบประมาณได้ทันที ทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ทำให้งบประมาณที่ถูกใช้ไปแล้ว “เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” ซึ่งงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ตรงกันว่า วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการลดคอร์รัปชัน
“ไม่ว่าจะเป็นงบช่วยเกษตรกร งบดูแลกลุ่มเปราะบาง หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาคือเงินจำนวนมากรั่วไหลไปในกระบวนการต่าง ๆ ทำให้ใช้เงินเท่าไรก็ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน” เขากล่าว
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่: สร้างความเชื่อมั่น ด้วยวินัยการเงินการคลัง
- TDRI: เสนอนโยบายเร่งด่วน 6 ด้าน ที่ประเทศต้องการ รัฐบาลใหม่ควรทำ
- เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ “ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” กนง.ผวาเงินฝืด




