เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมันครั้งรุนแรงที่สุดจากสงครามตะวันออกกลาง และกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตแระจำวันและเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งวิกฤตครั้งใหญ่มากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าวรอยเตอร์ อ้าง ฟาทิห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ “รุนแรงมากกว่าครั้งไหน มากกว่าวิกฤตเมื่อปี 1973, 1979 และ 2022 รวมกัน”
“โลกไม่เคยเผชิญกับการชะงักงันจากอุปทานขนาดนี้มาก่อน”
บิโรล ระบุว่าประเทศในยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นและออสเตรเลีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบ แต่ประเทศที่มีความเสี่ยงมากคือประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซและน้ำมันปรับเพิ่มเขึ้น รวมถึงราคาอาหารและเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้น
รัฐบาลอุดหนุนเชื้อเพลิงช่วยฉุดเงินเฟ้อ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบดังกล่าว โดย สำนักนโยบายและยุทธศษสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือนมี.ค. 69 เท่ากับ 100.27 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.08% เป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าสำคัญหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อาจจะไม่สอดคล้องกับความรู้ทั่วไป แต่หากพิจารณาในช่วงเวลา จะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อลดลง เพราะราคาขายปลีกน้้ามันเชื้อเพลิงในประเทศได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก และการลดค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็น “สต็อกเดิม” ทำให้ไม่มีการปรับขึ้นราคาในเดือนมี.ค.69
ขณะที่ ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับตัวสูงขึ้นจากเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป
แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเดือนก.พ. 69 เพิ่มขึ้น 0.60% โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลก ส่วนเนื้อสุกรและไก่สดราคาปรับเพิ่มตามต้นทุนด้านอาหารสัตว์และค่าขนส่ง รวมทั้งผักสดและไข่ไก่ราคาสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเฉลี่ย 3 เดือน (ม.ค.- มี.ค.) ของปี 2568 ลดลง 0.54%
ทั้งนี้ เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้น 0.57% ในขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า 0.12% และเมื่อเทียบกับเฉลี่ย 3 เดือน (ม.ค.–มี.ค.) ของปี 2568 สูงขึ้น 0.58%
คาดเงินเฟ้อไตรมาส 2 ตามสินค้าบริการแห่ขึ้นราคา
แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันระดับราคาให้ปรับสูงขึ้น ดังนี้
- ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดที่สอดคล้องกับราคาน้้ามันดิบในตลาดโลกที่เร่งตัวขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง
- ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
- ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้้ามันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจ้านวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ และ
- แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง คือ มาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า และ ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2569 จากช่วงเดิมที่อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) มาเป็น 1.5–2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

คาดจะเริ่มเห็นเงินเฟ้อเป็นบวกตั้งแต่เดือนเม.ย.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แม้สงครามในตะวันออกกลางกดดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้น โดยในเดือนมี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นราว 38% ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศยังปรับลดลงจากมาตรการอุดหนุนราคาของภาครัฐโดยเฉพาะการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึงวันที่ 17 มี.ค. ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในเดือนมี.ค. ปรับลดลง -2% ขณะที่ราคายังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 50.5 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 7 เม.ย. 2569)
สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น โดยสัดส่วนรายการสินค้าที่มีราคาปรับสูงขึ้น เพิ่มขึ้นจาก 47.6% เป็น 49.8% ของรายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อทั้งหมด 464 รายการ โดยดัชนีราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. 69 อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ หมวดก่อสร้าง และค่าโดยสารสาธารณะ
รายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อที่ราคาปรับสูงขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. 2569

ศูนย์วิจัยฯคาดว่าในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. เนื่องจาก:
• ราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอาจอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลตลอดช่วงไตรมาสที่ 2/2569 และจะปรับลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีแนวโน้มปรับลดลงช้ากว่า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยเรือขนส่งสินค้าที่ผ่านบริเวณดังกล่าวยังมีความเสี่ยงต้องเผชิญค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนเม.ย. มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 52.5 บาทต่อลิตร และทั้งปี 2569 ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูง และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในระยะข้างหน้า
• ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น (second-round effect) แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะไม่เร่งตัวไปสูงถึงระดับสูงสุด 7.9% ในช่วงเดือนส.ค. 2565 เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัว ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงคาดว่าแรงส่งจากผลกระทบทางอ้อมอาจไม่มากเท่า
ยังต้องติดตามมาตรการบรรเทาผลกระทบของรัฐบาล ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงมุ่งช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่นโยบายการเงินเข้าสู่โหมด wait-and-see โดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ไทยเศรษฐกิจแย่-เงินเฟ้อเร่งตัว
- 3 ฉากทัศน์เงินเฟ้อพุ่ง เหตุสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯดันน้ำมัน
- โจทย์ใหญ่ กนง. เมื่อพิษสงครามอิหร่านทุบเศรษฐกิจไทย




