รัฐบาลมีการใช้พื้นที่การคลังไปอย่างมากทั้งจากวิกฤติต่าง ๆ และจากนโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง เช่นโครงการแจกเงินขนาดใหญ่อย่างดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าเช่นงบล้างท่อ การก่อสร้างที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก
ส่วนด้านรายได้ก็ทำการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นพอ จนทำให้หลายตัวชี้วัดความยั่งยืนทางการคลังเข้าสู่ระดับน่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณรวม เป็นต้น
หากแนวโน้มยังเดินหน้าต่อเช่นนี้จะทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวโน้มทางการคลังไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเร่งด่วนและทันการณ์ ประกอบด้วยเรื่องที่ควรทำในระยะสั้น 1 ปี ได้แก่
- ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและจำเป็นเท่านั้น โดยสำนักงบประมาณควรปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดกรองคำของบประมาณให้ยึดโยงกับหลักความคุ้มค่า ลดแรงจูงใจในการใช้งบล้างท่อ เป็นต้น
- เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังทุกมิติให้สาธารณชนรับรู้ เช่นภาระทางการคลังทั้งที่เกิดแล้วและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นได้ (contingent liability) จัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (tax expenditure) ต่าง ๆตามมาตรฐานสากล (เช่นระบุความคุ้มค่าของรายจ่ายภาษี) ทุกปี โดยต้องรวมรายจ่ายภาษีจากการส่งเสริมการลงทุนด้วย
- จำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณและรายงานต่อสภาและสาธารณะ
และเรื่องที่ควรทำภายในระยะ 4 ปี ได้แก่
- ริเริ่มทดลองระบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบยืดหยุ่น (Agile Procurement) ที่ไม่เน้นการเสนอราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและบริการที่วัดจาก KPI ด้านผลลัพธิ์ (outcome indicators)
- เพิ่มรายได้ภาษีและรายรับอื่น ๆ ผ่านการขยายฐานภาษีและปรับอัตราภาษี โดยควรให้มีผลในการลดความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปด้วย ตัวอย่างคือ เพิ่มภาษีฐานทรัพย์สิน เช่นภาษีกำไรจากการลงทุน ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มีกำหนดเวลาชัดเจน โดยมีการคืนภาษี (VAT tax rebate) ในลักษณะที่บรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งให้คำสัญญาทางการเมืองว่าจะนำรายได้ส่วนเพิ่มมาใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง (political earmark) เป็นหลัก เพิ่มโครงสร้างแบบก้าวหน้า (progressivity) ให้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านการกำหนดค่าลดหย่อนให้เหมาะสม
- ยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา Thai PBO (parliamentary budget office) หรือจัดตั้งใหม่ ให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเพียงพอ มีโครงสร้างเงินเดือนที่จูงใจต่อบุคคลากรคุณภาพ มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลการคลังเทียบเท่าฝ่ายบริหาร
- ปรับปรุงกฏหมายและระเบียบให้รัดกุม ตัวอย่างเช่น (ก) ปรับแก้ พรบ. งบประมาณ โดยให้โอกาสและอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติให้มีส่วนร่วมในการกำหนดงบประมาณเพิ่มขึ้น เช่นให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวมก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณในรายละเอียดของฝ่ายบริหาร ให้มีกรรมาธิการสามัญที่ติดตามเรื่องงบประมาณตลอดเวลาแทนที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญแต่งตั้งใหม่ทุกปี ให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการต้องมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่คณะอนุกรรมาธิการจะพิจารณางบประมาณ (ข) ปรับแก้ พรบ. วินัยการเงินการคลัง เช่น ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน และให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ เช่นให้ Thai PBO ทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นต้น
ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ให้ความจำเป็นทางการเมืองระยะสั้นมาบดบังความเร่งด่วนของการวางรากฐานทางการคลังที่มั่นคงทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น การใช้จ่ายที่มุ้งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว
แนวนโยบายการคลังนี้ จะช่วยให้รัฐบาลได้รับความน่าเชื่อถือไม่เพียงในแวดวงภาคเอกชนและต่างประเทศ แต่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยเช่นกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




