ภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศร้อนจัด ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงระบบอาหารทั่วโลก ตั้งแต่ผลผลิตข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไปจนถึงทรัพยากรประมง
เมื่อสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบย่อมส่งต่อไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องแบกรับภาระจากราคาอาหารที่สูงขึ้น
ความกังวลเรื่อง “อาหาร” กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการประชุม COP31 ระหว่าง 9-20 พ.ย. 69 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี เรื่องการปรับตัวของภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางความท้าทายที่โลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับปากท้องของผู้คน
ข้อมูลจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมโลกร้อน รายงานถึงว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูกไปจนถึงราคาสินค้าที่ประชาชนต้องจ่าย โดยรายงานประเมินฉบับที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศร้อนจัด ส่งผลกระทบต่อผลผลิตพืชอาหารสำคัญอย่างข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นกระทบต่อสุขภาพและผลผลิตของปศุสัตว์ ส่วนอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทรัพยากรประมง
ความเสียหายเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาคการผลิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประชากรกลุ่มรายได้น้อยซึ่งมีข้อจำกัดในการรับมือกับต้นทุนการดำรงชีวิตที่เพิ่มขึ้น
แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระยะยาว โดยงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Communications Earth & Environment ประเมินว่า ภายในปี 2035 อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อด้านอาหารเฉลี่ย 0.92-3.23%ต่อปี ทั้งนี้ ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภัยแล้งถึงน้ำท่วม ผลผลิตเกษตรไทยเผชิญความผันผวน
ประเทศไทยเองไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้ ภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานการผลิตอาหารสำคัญของประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า เศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปี 2567 หดตัว 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยสาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักหดตัว 6.4% สาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญและแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง บางพื้นที่เกิดฝนทิ้งช่วง ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ทำให้พืชหลายชนิดเจริญเติบโตช้าและมีผลผลิตลดลง
ขณะที่ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงภัยแล้ง แต่ยังรวมถึงฝนตกหนักและน้ำท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและการขนส่งสินค้าเกษตร สถานการณ์ราคาผักสดในเดือนตุลาคม 2569 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบดังกล่าวได้ชัดเจน
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่เพาะปลูกทำให้ปริมาณผักที่เข้าสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้ราคาขายส่งใบกะเพราเคยปรับขึ้นสูงถึง 150 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 120 บาท ขณะที่ต้นหอมลดจาก 150 บาท เหลือ 130 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีทั้งความเสียหายของผลผลิตและข้อจำกัดด้านการขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคา
ความผันผวนของราคาผักจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสินค้าเกษตรบางชนิด แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าครองชีพของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุเมื่อ มี.ค. 68 ว่า สินค้าอาหารมีสัดส่วนประมาณ 40%ของตะกร้าเงินเฟ้อไทย ทำให้ราคาอาหารมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านผลผลิตและสภาพอากาศ
เมื่อวัตถุดิบเข้าสู่ตลาดลดลง ราคาขายส่งอาจปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ก่อนส่งผ่านไปยังราคาจำหน่ายที่ผู้บริโภคต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าอาหารยังขึ้นอยู่กับต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ประกอบด้วย
บริหารสินค้าเฉพาะหน้า วางแผนปรับตัวระยะยาว
ในระยะสั้น การบริหารจัดการปริมาณสินค้าและกระจายผลผลิตจากพื้นที่ที่ยังสามารถเพาะปลูกได้ เป็นแนวทางหนึ่งในการบรรเทาความผันผวนของราคา
กรมการค้าภายในรายงานเมื่อ 5 ต.ค. 69 ว่า ได้เร่งประสานการกระจายผักจากพื้นที่ที่ยังมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าและลดแรงกดดันด้านราคา โดยราคาขายส่งผักหลายชนิดเริ่มปรับลดลง เช่น พริกจินดาเขียวจาก 70 บาท เหลือ 42 บาทต่อกิโลกรัม และกะหล่ำปลีเขียวจาก 12 บาท เหลือ 8 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนบทบาทของการบริหารจัดการสินค้าในช่วงที่พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจไม่เพียงพอ หากความแปรปรวนของสภาพอากาศกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นซ้ำและมีความรุนแรงมากขึ้น การปรับตัวของภาคเกษตรจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนรับมือระยะยาว
กรมโลกร้อนระบุว่า ประเทศไทยมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ครอบคลุม 6 สาขา โดยการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารเป็นหนึ่งในสาขาสำคัญ มีเป้าหมายรักษาประสิทธิภาพการผลิตอาหารภายใต้ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
แนวทางดำเนินงานจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเปราะบางของพื้นที่ผลิต และการพัฒนาความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้ระบบการผลิตอาหารสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างต่อเนื่อง
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวรายสาขา ปี 2569-2573 เมื่อ 27 ส.ค. 69 เพื่อพัฒนามาตรการ ตัวชี้วัด และแนวทางจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานของไทยกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก การจัดทำแผนดังกล่าวจะช่วยให้การกำหนดมาตรการและการติดตามความก้าวหน้าด้านการปรับตัวมีความเป็นระบบมากขึ้น (7)
COP31 กับโจทย์ความมั่นคงทางอาหารของโลก
ในระดับนานาชาติ การประชุม COP31 ระหว่าง 9-20 พ.ย. 69 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี จะเป็นอีกเวทีสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเด็นการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการเจรจาต่อเนื่องจากการประชุมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของระบบเกษตรและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
หนึ่งในกรอบความร่วมมือสำคัญคือ การดำเนินงานร่วมด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารชาร์มเอลชีค (Sharm el-Sheikh Joint Work on Implementation of Climate Action on Agriculture and Food Security) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้การตัดสินใจของ COP27 เมื่อปี 2022 และกำหนดกรอบการดำเนินงานระยะ 4 ปี
กรอบความร่วมมือนี้มุ่งส่งเสริมแนวทางที่ครอบคลุมทั้งการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนการประสานความร่วมมือและการสนับสนุนการดำเนินงาน
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มขีดความสามารถของระบบเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่กรอบการเจรจาที่มุ่งควบคุมราคาอาหารโดยตรง
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ ตัวชี้วัดการปรับตัวเบเลง (Belém Adaptation Indicators) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุม COP30 เมื่อ พ.ย. 25 เป็นส่วนหนึ่งของกรอบติดตามความก้าวหน้าภายใต้เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก โดยมีตัวชี้วัดรวม 59 ตัว ครอบคลุมหลายสาขา รวมถึงอาหารและการเกษตร
ตัวชี้วัดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าด้านการปรับตัว โดยคำนึงถึงบริบทและความแตกต่างของแต่ละประเทศ สำหรับ COP31 การหารือเกี่ยวกับแนวทางติดตามและนำตัวชี้วัดไปใช้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลกกับการดำเนินงานในระดับประเทศ
สำหรับประเทศไทย ตัวชี้วัดเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการพัฒนาแผนและมาตรการด้านการปรับตัว เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านการผลิตและความมั่นคงทางอาหาร ตั้งแต่แปลงเกษตรไปจนถึงผู้บริโภคในระยะยาว (10)
ความท้าทายจากโลกร้อนไม่ได้อยู่เพียงการรักษาปริมาณผลผลิตในไร่นา แต่ยังอยู่ที่การทำให้ระบบอาหารทั้งห่วงโซ่สามารถรับมือกับความผันผวนได้ ตั้งแต่การเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำ การกระจายสินค้า ไปจนถึงราคาที่ประชาชนต้องจ่าย เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ต้นทุนความเสียหายไม่ได้ตกอยู่กับเกษตรกรเพียงกลุ่มเดียว แต่ส่งต่อถึงผู้ประกอบการและผู้บริโภคในท้ายที่สุด
บทความที่เกี่ยวข้อง:




