สถานการณ์ขยะอันตรายจากเหตุคราบน้ำมันสีรุ้งในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังตอกย้ำคำถามสำคัญต่อระบบจัดการขยะอันตรายของไทยว่า เมื่อมลพิษจากกากอุตสาหกรรมหลุดรอดสู่แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และชุมชน ใครมีอำนาจสั่งการ ใครต้องตรวจสอบต้นตอ และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่
คำถามดังกล่าวมาจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดย สุนทร คมคาย ตัวแทนเครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคราบน้ำมันสีรุ้ง ซึ่งกระจายตั้งแต่บริเวณโรงงานขยะในอำเภอศรีมหาโพธิ ไปจนถึงประตูน้ำวัดหนองแก บริเวณรอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา
เครือข่ายฯ ประเมินว่าผลกระทบอาจขยายวงกว้างนับหมื่นไร่ ครอบคลุมอำเภอกบินทร์บุรี อำเภอศรีมหาโพธิ และอาจลุกลามข้ามเขตจังหวัดแล้ว
สุนทรระบุว่า พื้นที่ที่พบคราบน้ำมันหนาแน่นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเป็นวงกว้างถึงหลักหมื่นไร่ อีกทั้งยังพบปลาลอยคอในบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร
ขณะที่ผลการตรวจคุณภาพน้ำพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC เครือข่ายฯ เห็นว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกและรวดเร็ว เพื่อยืนยันชนิดและระดับของสารปนเปื้อน โดยเฉพาะในน้ำ ดิน พืชอาหาร สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร เพราะหากสารปนเปื้อนเข้าสู่ผลผลิตก่อนฤดูเก็บเกี่ยว ความเสียหายอาจขยายไปถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
ปัญหาเกินกำลังจังหวัด เสนอตั้งคณะกรรมการระดับชาติ
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงหาผู้กระทำผิด แต่ต้องการกลไกกลางที่มีอำนาจสั่งการและติดตามงานให้เกิดผลจริง ตั้งแต่การปูพรมตรวจหาต้นตอของมลพิษ การตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและผลผลิตอาหาร การฟื้นฟูดินและน้ำ การเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการเยียวยาและฟื้นฟูอาชีพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
“อำนาจของหน่วยงานระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการรับมือกับปัญหาที่ขยายข้ามหลายอำเภอและหลายจังหวัด โดยเฉพาะเมื่อการตรวจสอบต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ และข้อมูลจากหลายหน่วยงาน”
ขณะเดียวกัน มาตรการสั่งพักหรือให้โรงงานปรับปรุงแก้ไขอาจยังไม่ตอบโจทย์ หากไม่สามารถติดตามย้อนกลับไปถึงแหล่งกำเนิดของเสียและผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ได้

อำนาจจัดการขยะกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน
หากพิจารณาโครงสร้างการจัดการขยะอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีอำนาจกำกับดูแลโรงงานและการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว หรือกากอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อำนาจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดการกากอุตสาหกรรม การอนุญาตให้นำของเสียออกนอกโรงงาน การกำกับโรงงานที่รับบำบัดหรือกำจัด ตลอดจนการตรวจสอบว่าผู้ประกอบการดำเนินการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
โดยเฉพาะโรงงานประเภท 105 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และประเภท 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โรงงานทั้งสองประเภทจึงเป็นกลไกสำคัญในห่วงโซ่การจัดการขยะอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม อำนาจของรัฐไม่ได้หมายความว่าภาระความรับผิดชอบจะตกอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลเพียงฝ่ายเดียว เพราะตามหลักการจัดการกากอุตสาหกรรม โรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย (waste generator) ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อของเสียที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบให้ผู้รับบำบัดหรือกำจัดที่ได้รับอนุญาต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การว่าจ้างบริษัทขนส่งหรือโรงงานรีไซเคิลไม่ได้ทำให้ผู้ก่อกำเนิดของเสียพ้นจากความรับผิดชอบ หากพบว่ามีการนำกากอุตสาหกรรมไปจัดการอย่างไม่ถูกต้อง การตรวจสอบจึงต้องติดตามย้อนกลับไปถึงต้นทาง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงโรงงานหรือสถานที่ที่พบการลักลอบทิ้งเท่านั้น
ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่จัดการขยะมูลฝอยจากชุมชน ดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ รวมถึงจัดระบบเก็บ ขน และกำจัดขยะอันตรายจากชุมชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แต่เมื่อขยะจากภาคอุตสาหกรรมหรือสารอันตรายจากโรงงานปนเปื้อนสู่พื้นที่ชุมชน อำนาจการจัดการจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานส่วนกลางหลายแห่ง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานท้องถิ่น
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับการจัดการขยะแต่ละประเภทอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะกรณีที่ขยะเคลื่อนย้ายข้ามพื้นที่ หรือมีลักษณะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน
หากไล่เรียงกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ จะพบว่าแต่ละหน่วยงานมีบทบาทแตกต่างกันดังนี้
| ขั้นตอน | หน่วยงานหรือกลไกหลัก | บทบาทสำคัญ |
| การนำเข้า–ส่งออก | กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | ตรวจสอบประเภทสินค้า เอกสาร และพิกัดศุลกากร |
| การกำกับโรงงาน | กรมโรงงานอุตสาหกรรม | อนุญาตและกำกับโรงงาน การจัดการกากอุตสาหกรรม |
| การติดตามมลพิษ | กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานสิ่งแวดล้อม | ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน อากาศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม |
| การดูแลในพื้นที่ | องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น | จัดการขยะชุมชน ดูแลความสะอาด และรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่
|
| การบังคับใช้กฎหมาย | ตำรวจ หน่วยงานสอบสวน และหน่วยงานยุติธรรม | สืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
|
กากอุตสาหกรรม: ช่องโหว่ตลอดห่วงโซ่
สำหรับกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง
กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บ การขนส่ง การนำของเสียออกนอกโรงงาน และการส่งต่อไปยังผู้รับบำบัดหรือกำจัดที่ได้รับอนุญาต
โรงงานประเภท 105 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และโรงงานประเภท 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำของเสียจากอุตสาหกรรมกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ จึงเป็นจุดสำคัญที่รัฐต้องกำกับอย่างเข้มงวด เพราะเป็นปลายทางที่กากอุตสาหกรรมจำนวนมากถูกส่งเข้าสู่กระบวนการจัดการ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังปี 2561 เมื่อจีนประกาศมาตรการห้ามนำเข้าขยะและวัสดุเหลือใช้หลายประเภท ส่งผลให้การค้าของเสียระหว่างประเทศเปลี่ยนทิศทาง และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายขยะข้ามพรมแดน
แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขบวนการลักลอบยังอาศัยช่องว่างของระบบตรวจสอบและการจำแนกประเภทสินค้า โดยมีปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ดังนี้
1. ช่องโหว่การสำแดงสินค้าในระบบศุลกากร
การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการสำแดงว่าเป็นขยะโดยตรงเสมอไป แต่มีการใช้วิธีสำแดงเป็นสินค้าอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ไอทีที่ยังสามารถใช้งานได้
อีกวิธีหนึ่งคือการนำแผงวงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับเศษโลหะที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหลอมโลหะ รวมถึงการใช้รหัสพิกัดศุลกากรไม่ตรงกับลักษณะสินค้าจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าเท่านั้น แต่รวมถึงประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง การตรวจสอบสินค้าจริง และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. เครือข่ายทุนต่างชาติ นอมินี และโรงงานรีไซเคิล
เมื่อขยะผ่านด่านศุลกากรเข้ามาในประเทศแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขนส่งไปยังโรงงานหรือสถานที่คัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งเป็นอีกจุดที่ต้องอาศัยการกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ข้อกังวลสำคัญคือการใช้บริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นหรือเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแทนกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 หรือใช้สถานประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นพื้นที่พักและคัดแยกขยะ
เมื่อขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล อาจมีการสกัดโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ทองแดง และเงิน จากแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากดำเนินการโดยไม่มีระบบควบคุมมลพิษที่ได้มาตรฐาน ก็อาจก่อให้เกิดสารปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรอบ
ประเด็นนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบใบอนุญาตโรงงาน แต่ต้องตรวจสอบไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และปลายทางของกากที่เหลือจากกระบวนการรีไซเคิลด้วย
3. ช่องทางการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและอนุสัญญาระหว่างประเทศ
การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามประเทศอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายและการกำจัดข้ามพรมแดน โดยหลักการสำคัญคือ ประเทศต้นทางต้องแจ้งข้อมูลและได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทางก่อนดำเนินการ หรือหลักการยินยอมโดยได้รับข้อมูลล่วงหน้า (Prior Informed Consent: PIC)
อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้เคลื่อนย้ายของเสียภายใต้กรอบอนุสัญญาไม่ได้หมายความว่าประเทศปลายทางจะสามารถนำเข้าขยะได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและเงื่อนไขของอนุสัญญาด้วย
สำหรับประเทศไทย การควบคุมการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจึงต้องพิจารณาทั้งกฎหมายศุลกากร กฎหมายโรงงาน กฎหมายวัตถุอันตราย และพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้การเคลื่อนย้ายของเสียที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายถูกอำพรางเป็นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล
4. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง แต่ต้นทุนความเสียหายตกกับสังคม
เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์คือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพราะแผงวงจรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีโลหะมีค่าที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่การกำจัดขยะอันตรายอย่างถูกต้องในประเทศต้นทางมีต้นทุนสูง ทั้งค่าขนส่ง ค่าบำบัด และค่ากำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
การส่งขยะไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานและการจัดการต่ำกว่าจึงอาจสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุน แต่ความเสียหายจากกระบวนการรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐานกลับตกอยู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศปลายทาง
เมื่อผลประโยชน์จากการค้าและการรีไซเคิลตกอยู่กับผู้ประกอบการ แต่ต้นทุนมลพิษตกอยู่กับประชาชน ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาการกระจายผลประโยชน์และความรับผิดชอบในระบบเศรษฐกิจด้วย
เสนอตั้งบอร์ดชาติแก้ขยะอันตราย
การแก้ปัญหาขยะอันตรายไม่อาจดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะอันตรายอย่างเป็นระบบ โดยควรมีภารกิจอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
- สร้างฐานข้อมูลกลาง เชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้า ใบอนุญาตโรงงาน ปริมาณกากอุตสาหกรรม การขนส่ง และการกำจัดขั้นสุดท้าย
- ตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ ไม่จำกัดการดำเนินคดีเฉพาะผู้ทิ้งกาก แต่ต้องขยายผลถึงผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง นายหน้า และผู้รับกำจัด
- เฝ้าระวังผลกระทบต่ออาหารและสุขภาพ ตรวจสอบน้ำ ดิน พืชผล สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณะ
- เยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพ และการชดเชยความเสียหายแก่ประชาชน
นอกจากนี้ การผลักดันกฎหมายว่าด้วยสิทธิของประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย หรือระบบการเปิดเผยและถ่ายโอนข้อมูลการปล่อยมลพิษ (PRTR) ยังมีความสำคัญ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี โรงงานเสี่ยง ผลตรวจมลพิษ และการบังคับใช้กฎหมาย ควรเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ ไม่ใช่รับรู้ได้หลังเกิดเหตุแล้ว
ท้ายที่สุด เหตุปนเปื้อนในปราจีนบุรีไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของจังหวัดหนึ่ง หากแต่เป็นบททดสอบของรัฐไทยว่า จะสามารถเปลี่ยนระบบที่อำนาจกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ให้กลายเป็นระบบเดียวที่ป้องกัน ตรวจจับ และกำหนดความรับผิดชอบต่อมลพิษได้จริงหรือไม่
เพราะความสำเร็จของการจัดการขยะอันตรายไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานที่ถูกตรวจ หรือปริมาณกากที่ยึดได้เท่านั้น แต่ต้องวัดจากคำตอบที่ชัดเจนว่า ขยะทุกชิ้นไปจบที่ใด ใครต้องรับผิดเมื่อเกิดการปนเปื้อน และประชาชนจะได้รับการคุ้มครองก่อนที่สารพิษจะไหลเข้าสู่ชุมชนและห่วงโซ่อาหารหรือไม่
บทความที่เกี่ยวข้อง:




