การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญของประชาคมโลก นอกจากมีประเด็นเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ยังมีประเด็นเรื่องของกลไกต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา
เครื่องมือทางการเงิน เป็นหนึ่งในกลไกที่เข้ามาช่วยให้รับสถานการณ์และฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ โดยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) สถาบันวิจัยเพื่อรับมือภาวะโลกรวน และแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) ได้สำรวจมาตรการทางการเงินของไทยพบว่ายังมีการใช้งบประมาณเพื่อการปรับตัวและรับมือโลกร้อนไม่มากนัก จึงได้จัดทำข้อเสนอด้านนโยบายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนถึงรัฐบาลชุดใหม่
สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT และหัวหน้าทีมวิจัย ของ FFT กล่าวว่าได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ข้อ มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่ เงินทุนในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนที่ไม่เพียงพอ การที่สถาบันการเงินยังคงให้เงินทุนสนับสนุนแก่โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลและพลังงานน้ำขนาดใหญ่ และความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน
ข้อเสนอมาตรการรับมือภาวะโลกรวน 10 ข้อ ถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย และเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน
“ประเทศไทย นโยบายสิ่งแวดล้อมมักไม่ค่อยได้รับความสำคัญจากภาครัฐเท่านโยบายด้านอื่นๆ โดยภาครัฐมักเน้นใช้มาตรการสมัครใจกับภาคเอกชน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องมีการวางมาตรฐานขั้นต่ำผ่านนโยบายภาคบังคับ เพื่อทำให้ต้นทุนภายนอก ถูกคำนวณเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจและสร้างสนามแข่งขันใหม่ทางธุรกิจที่เท่าเทียม”
โลกร้อนกระทบจีดีพีไทยลดลง 7-14%
แม้ภาวะโลกรวนกำลังก่อความเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน อาทิ ผลกระทบจากความร้อนสูงต่อสุขภาพของแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ความเสียหายจากอุทกภัย ภาวะน้ำแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
รายงาน ‘Thailand Country Climate and Development Report’ ของธนาคารโลก ประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของไทย มีแนวโน้มจะลดลง 7-14% ภายใน ปี 2593 (หรือค.ศ. 2050) หากไม่มีการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อโลกรวนอย่างทันท่วงทีและเพียงพอ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือโลกรวน ควรได้รับการบรรจุเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการทางการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน
ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ปรับตัวรับโลกรวน
ปัญหาของประเทศไทยต่อการรับมือโลกรวนพบว่า 3 ประการหลัก
ประการที่ 1 : การลงทุนด้านการปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวนในไทย ยังไม่เพียงพอและทันท่วงที และแผน NDC 3.0 ยังไม่ระบุหลักปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม
ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker ของ CFNT พบว่าประเทศไทยเผชิญกับช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ในการลงทุนเพื่อปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวน โดยระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567 (หรือ ค.ศ. 2020-2024) มีการลงทุนด้านการปรับตัวเพื่อรับมือภาวะโลกรวนเพียง 148,096 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 29,619 ล้านบาท/ ปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 15-18% ของเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนต่อปีตามการคาดการณ์โดย UNESCAP
นอกจากนี้แผน NDC 3.0 ของไทยที่ระบุถึง “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” เป็นครั้งแรก แต่กลับไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะทำได้อย่างไรในทางปฏิบัติ
ดังนั้น มีข้อเสนอด้านนโยบาย 3 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหา โดยกำหนดเกณฑ์กองทุนภูมิอากาศใน พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของกลุ่มเปราะบาง ตามหลักการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม
จัดอันดับความสำคัญของการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรัฐ ตามหลักความคุ้มค่าการลงทุน เช่น ต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า และกำหนดเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามคำแนะนำของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์
ประการที่ 2 : สถาบันการเงินจำนวนมากยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงไฟฟ้าฟอสซิลและโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่เนื่องจากสัญญาซื้อขายพลังงาน (Power Purchase Agreement: PPA)ของโรงไฟฟ้าเอกชน
และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดใหญ่กับ กฟผ. เป็นสัญญาระยะยาวแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่ายทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงเกินจริงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังสร้างแรงดึงดูดทางการเงินที่ยากจะปฏิเสธต่อสถาบันการเงิน
ดังนั้นข้อเสนอด้านนโยบาย 4 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว เร่งออก พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ ..และประกาศใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับกับภาคพลังงาน
ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ประกาศให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องปลดระวาง ภายใน พ.ศ. 2578 (หรือ ค.ศ. 2035) เพื่อให้สอดคล้อง กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในแผน NDC 3.0 นำเกณฑ์ Do No Significant Harm ใน EU Taxonomy มาใช้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน Thailand Taxonomy ให้ครบถ้วน
อาทิ จัดทำรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศตลอดสายน้ำธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกำหนดให้ธนาคารทุกแห่งจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสำหรับพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตลงทุนในภาคพลังงาน
ประการที่ 3 : โครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency: EE) โดยเฉพาะโครงการระดับชุมชนและครัวเรือน ยังต้องการกลไกสนับสนุนทางการเงิน งานวิจัย ‘ใช้พลังมวลชน : เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์ครัวเรือนด้วยโมเดลคราวด์ฟันดิงในไทย’ ของ CFNT ในปี 2024 พบว่าภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์
ดังนั้น ข้อเสนอด้านนโยบาย 3 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว ออกมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับชุมชนและครัวเรือนผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing: OBF) เพื่อลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับและเปลี่ยนมาทยอยจ่ายผ่านบิลค่าไฟแทนธนาคารแห่งประเทศไทยควรประกาศลดน้ำหนักความเสี่ยง
สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานจาก 100% สู่ 50% เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อแก่โครงการพลังงานหมุนเวียนภาครัฐต้องทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล และเปลี่ยนมาสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานแทน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




