คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โครงการ Solar ภาคประชาชน กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 50,000.00 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
โครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ใช้ไฟฟ้าเอง และไฟส่วนเกินที่เหลือสามารถขายคืนการไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์ นาน 20 ปี
ทั้งนี้ โครงการ Solar ภาคประชาชน รัฐสนับสนุนค่าติดตั้งรายละ 50,000 บาท เป้าหมาย 1,000,000 สิทธิทั่วประเทศ วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท และจะปิดรับเมื่อสิทธิหรือวงเงินครบแล้ว
เปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิ ตั้งแต่ 27 ต.ค. 69-31 ม.ค. 70 และสำรวจสถานที่ติดตั้งและประเมินขนาดติดตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย. 70
หลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ

เงื่อนไขการเงินสนับสนุน 50,000 บาท
- ผ่านการตรวจคุณสมบัติบุคคลและผู้ใช้ไฟฟ้า
- ยืนยันไม่ใช้สิทธิภาษีหรือสวัสดิการซ้ำซ้อนตามเงื่อนไข
- ติดตั้งกับ กฟน. กฟภ. หรือ ผู้ให้บริการติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กฟน. หรือ กฟภ. เท่านั้น
- ระบบโซลาร์ต้องมีขนาดไม่ต่ากว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุด และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด ต่อ 1 มิเตอร์ (ติดตั้งใหม่ หรือติดตั้งเพิ่มจากระบบ solar เดิม) โดยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์หลักอย่างน้อย ได้แก่ แผง Solar และอินเวอร์เตอร์
- มีใบกากับภาษีถูกต้องและต้องระบุวันที่นับตั้งแต่ 27 ต.ค. 69 เป็นต้นไป
- ใช้สัญญามาตรฐานที่การไฟฟ้ากำหนด
- ยื่นคำขอเชื่อมต่อภายใน 31 ส.ค. 70
- ระบบผ่านการตรวจและเชื่อมต่อสำเร็จภายใน 30 ก.ย. 70
เงื่อนไขราคา การรับประกัน และบริการหลังการขาย
ขณะที่เงื่อนไขราคา การรับประกัน และบริการหลังการขาย กำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันของผู้ให้บริการติดตั้งระบบจากการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ประกอบการติดตั้งระบบ (Vendors) ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แก่
- ราคาติดตั้ง : ระบบ Solar ขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) ราคาไม่เกิน 140,000บาท
- การรับประกัน : รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี และประกันอัคคีภัย 7 ปี
- บริการหลังการขาย : บริการล้างแผง 7 ปี ปีละ 1 ครั้ง ตามรอบการบำรุงรักษา
อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีคุณสมบัติและราคาที่สูงกว่าชุดมาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดได้
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการอาจถูกปฏิเสธ ระงับ หรือเรียกคืนเงินสนับสนุน 50,000 บาท หากยื่นข้อมูลหรือเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ชื่อผู้สมัครไม่ตรงกับเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ใช้บริษัทติดตั้งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กฟน. หรือ กฟภ. หรือใช้อุปกรณ์และขนาดระบบไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังรวมถึงกรณียื่นคำขอหรือเชื่อมต่อระบบไม่ทันกำหนด ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีหรือสวัสดิการซ้ำซ้อนตามข้อห้ามของโครงการ เปลี่ยนแปลงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนไม่ยินยอมแก้ไขข้อบกพร่องหรือไม่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารปล่อยกู้ ดอกเบี้ย 2.5% เก็บหนี้จากรายได้ขายไฟ
หากผู้เข้าร่วมโครงการไม่มีเงินจ่ายค่าติดตั้งส่วนที่เหลือหลังหลักเงินสนับสนุนจากรัฐ ทางโครงการมีทางเลือกด้านสินเชื่อจากธนาคา ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์
โดยคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2.5% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 7 ปี หรือตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร และไม่มีหลักประกัน ทั้งนี้เมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ จะต้องเงินนั้นชำระหนี้คืนธนาคาร และหากมีรายได้จากการขายไฟ ธนาคารจะหักรายได้ขายไฟเพื่อชำระเงินต้นเป็นลำดับแรก ส่วนที่เหลือคืนประชาชน
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจริงหลังรัฐช่วย 50,000 บาท
โครงการกำหนดราคาติดตั้งระบบโซลาร์เซลขนาด 5 kW ต้องไม่เกิน 140,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุนจากรัฐ ประชาชนจะต้องจ่ายเองที่เหลือ 90,000 บาท แต่จากการสำรวจราคาในตลาดของผู้ให้บริการติดตั้ง ส่วนใหญ่โซลาร์เซลล์ขนาด 5.3 – 5.9 kW จะมีค่าติดตั้งประมาณ 130,000 – 135,000 บาท เมื่อเมื่อหักสนับสนุนจากรัฐ 50,000 บาท จะเหลือส่วนต่างที่ต้องจ่ายเองอีกประมาณ 80,000 – 85,000 บาท
ทั้งนี้หากใช้บริการ PEA SOLAR ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะคิดค่าติดตั้ง ราคา 139,000 บาท โซลาร์เซลล์ขนาด 5 kW และเมื่อหักสนับสนุนจากรัฐ จะต้องจ่ายส่วนที่เหลืออีก 89,000 บาท
(ข้อมูลดังกล่าวเป็นการค้นหาในระบบอินเทอร์เน็ตและมีเฉพาะแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยราคาทั่วไปเท่านั้น)
บ้านค่าไฟ 3,000 บาทขึ้นไป ใช้กลางวันมาก เหมาะติดโซลาร์เซลล์
ข้อมูลจาก กฟภ. ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา เหมาะสมกับบ้านที่มีค่าไฟฟ้าตั้งแต่ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และมีพฤติกรรมใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันมาก เนื่องจากสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ภายในบ้าน ช่วยลดปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
สำหรับขนาดระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมกับปริมาณการใช้ไฟฟ้า กฟภ. แนะนำดังนี้
- ใช้ไฟ 12–18 หน่วยต่อวัน เหมาะกับระบบขนาด 3 kW
- ใช้ไฟ 15–30 หน่วยต่อวัน เหมาะกับระบบขนาด 5 kW
- ใช้ไฟ 40–60 หน่วยต่อวัน เหมาะกับระบบขนาด 10 kW
- ใช้ไฟ 60–75 หน่วยต่อวัน เหมาะกับระบบขนาด 15 kW
- ใช้ไฟ 80–100 หน่วยต่อวัน เหมาะกับระบบขนาด 20 kW

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวเป็นเพียงประมาณการเบื้องต้น โดยต้นทุนติดตั้งจริงอาจแตกต่างกันตามประเภทอุปกรณ์ พื้นที่ และเงื่อนไขการติดตั้ง ซึ่ง กฟภ. แนะนำให้ประชาชนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อสำรวจพื้นที่ ออกแบบระบบ และประเมินค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ
นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยช่วงฤดูร้อนสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุด ส่วนฤดูหนาวผลิตไฟฟ้าได้ค่อนข้างดี แต่ต่ำกว่าฤดูร้อนประมาณ 5–15% ขณะที่สภาพอากาศมีเมฆมาก การผลิตไฟฟ้าจะลดลง และช่วงฝนตกเป็นช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้น้อยที่สุด
โซลาร์เซลล์ 5 kW เหมาะกับบ้านแบบไหน
Krungsri The COACH ประเมินเบื้องต้นว่า ติดตั้งโซลาร์เซล ขนาด 5 kW มีระบบไฟฟ้า 1 เฟส เหมาะสมกับบ้านขนาดกลาง – ใหญ่ รองรับการใช้งานเครื่องไฟฟ้าในช่วงกลางวัน เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 25,000 – 30,000 BTU 3 เครื่อง, ตู้เย็น 2 – 3 เครื่อง, ทีวี 2 – 3 เครื่อง และหลอดไฟประมาณ 25 ดวง
แต่หากติดตั้งขนาด 10 kW จะเหมาะสมกับบ้าน บ้านขนาดใหญ่ มีระบบไฟฟ้า 3 เฟส รองรับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศขนาด 25,000 – 30,000 BTU 3 – 5 เครื่อง, ตู้เย็น 3 – 4 เครื่อง, ทีวี 3 – 4 เครื่อง และหลอดไฟ 50 ดวง
ส่วนบ้านขนาดเล็ก มีระบบไฟฟ้า 1 เฟส เหมาะกับโซลาร์เซล ขนาด 3 KW รองรับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศขนาด 15,000 BTU 1-2 เครื่อง, ตู้เย็น 1 เครื่อง, ทีวี 1 เครื่อง และหลอดไฟประมาณ 15 ดวง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




