สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “อาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่ และสถานภาพของกลุ่ม Gen Z ปี 2569” ซึ่งสำรวจความคิดเห็นเด็กรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z (เกิดปี 2540 – 2555) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 849 คนทั่วประเทศระหว่างวันที่ 19 – 24 มี.ค. 2569 แบ่งเป็นเพศหญิง 46.7% เพศชาย 40.6% และไม่ระบุเพศ 12.7%
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากสุด 35.1% กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 24.1% ภาคใต้ 17% ภาคเหนือ 16.7% และ ภาคกลาง 7.1%
ด้านระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ศึกษาในระดับปริญญาตรี 67.5% รองลงมาเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 18% มัธยมศึกษาตอนต้น 8.1% อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 4.9% สูงกว่าปริญญาตรี 1.2% และระดับประถมศึกษา 0.4%
เด็กชอบงานไม่เครียด
ในหัวข้อสำรวจ เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพของเด็กรุ่นใหม่มากที่สุด พบว่า
- อันดับ 1 บรรยากาศดี ไม่เครียด มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี วัฒนธรรมองค์กรชิลและยืดหยุ่น
- อันดับ 2 สวัสดิการครบ เครื่องแน่น สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และผลตอบแทนอื่น ๆ ที่ครอบคลุม
- อันดับ 3 การมีอิสระทางความคิด โดยจะต้องได้รับอิสระในการทำงาน ให้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ หรือโครงการที่สร้างสรรค์
- อันดับ 4 เป็นเรื่องเดือนดี โบนัสปัง ซึ่งต้องมีรายได้ที่มั่งคง เงินเดือนและมีโบบัสที่น่าดึงดูดใจ
- อันดับ 5 งานมั่นคง ไม่มีตกงาน เป็นที่ต้องการของตลาด และมีตำแหน่งงานรองรบแน่นอน
- อันดับ 6 เส้นทางโตไว พุ่งแรง มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เติบโตในหน้าที่การงานได้ชัดเจน
- อันดับ 7 ชีวิตบาลานซ์ไม่ต้องรันทั้งวัน มีชั่วโมงการทำงานที่แน่นอน
- อันดับ 8 ทีมดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าดีเข้าถึงง่าย เข้าใจกัน
- อันดับ 9 งานมีคุณค่า ได้สร้าง Impact ได้รับการยอมรับว่าผลงานของเรามีส่วนช่วยองค์กรอย่างแท้จริง
- อันดับ 10 แบรนด์องค์กรดัง ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
- อันดับ 11 Work From Anywhere มีความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น ทำงานทางไกล หรือยืดหยุ่นสถานที่ (Flexible Workplace)

Gen Z ไม่ชอบสังคม Toxic และเงินเดือนไม่คุ้มค่าเหนื่อย
ขณะที่ปัจจัยที่ส่งต่อการตัดสินใจลาออกจากงานของ Gen Z คือ
- อันดับ 1 สังคมในที่ทำงานมีความ Toxic หรือชอบนินทา
- อันดับ 2 เงินเดือนไม่คุ้มกับความเหนื่อยหรือปริมาณงานที่ทำ
- อันดับ 3 สวัสดิการ เงินเดือนและโบนัส ไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือตามที่คาดหวังไว้
- อันดับ 4 ไม่เห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ
- อันดับ 5 งานกระทบเวลาส่วนตัวจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต (Burnout)
- อันดับ 6 รู้สึกว่าทักษะตัวเองหยุดนิ่ง ไม่มีการเรียนรู้ใหม่ ๆ
- อันดับ 7 หัวหน้างานชอบจี้งาน (Micromanage) ไม่ให้อิสระ และไม่เปิดรับความคิดเห็น

ฝันอยากเป็น หมอ-พยาบาล
อาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่ในปีนี้ คือ หมอ แพทย์ พยาบาล ขยับขึ้นเป็นอันดับ 1 รองลงมาอันดับ 2 เป็น ทนายความและอัยการ อันดับ 3 เป็นวิศวกร เช่น โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ อันดับ 4 เป็นอินฟลูเอนเซอร์ สตรีมเมอร์ ยูทูบเบอร์ และอันดับ 5 เป็นทหาร
ทั้งนี้อันดับ 6 เป็นนักกีฬา อันดับ 7 เป็นครู อาจารย์และติวเตอร์ อันดับ 8 ทำธุรกิจส่วนตัวหรือเจ้าของกิจการ อันดับ 9 เป็นนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ สุดท้ายอันดับ 10 เป็นนักออกแบบกราฟิก
ไร้ประสบการณ์เป็นอุปสรรคหางาน
ขณะที่โอกาสที่จะได้ทำงานอาชีพในฝัน เด็กรุ่นใหม่ 61.3% เชื่อว่า มีโอกาสปานกลางและมาก เนื่องจาก
- มีความตั้งใจจริง มีเป้าหมายชัดเจน และพร้อมพยายามอย่างเต็มที่ ทำให้เชื่อว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จ
- เรียนมาสายตรง กำลังสะสมประสบการณ์ ทำให้รู้สึกว่ามีความพร้อมมากกว่าคืนอื่น
- ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว มีคนแนะนำ ช่วยสร้างความมั่นใจในเส้นทางอาชีพ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานในอาชีพในฝันได้ แต่เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ 61.5% มองว่าการหางานในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก เนื่องจากอุปสรรคใหญ่ คือ ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน
อุปสรรคการหางานที่เด็กรุ่นใหม่เชื่อว่าจะต้องเจอในปัจจุบัน

ทักษะด้านภาษาจำเป็นกับงาน
ด้านทักษะหรือองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับอาชีพหรือการทำงานในปัจจุบัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 23% เลือกทักษะทางด้านภาษา (Languages Skill) รองลงมา 17.4% เลือกทักษะในการคิดและวิเคราะห์ ถัดมา 14.5% ทักษะในการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และอีก 13.8% ทักษะการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรม
ทักษะหรือองค์ความรู้ที่เด็กรุ่นใหม่มองว่าจำเป็นมากสุดสำหรับการทำงานในปัจจุบัน

ขณะที่ 12% เลือก ทักษะการปรับตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ส่วนทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ได้รับการเลือก 7.6% ตามด้วย ทักษะความเป็นผู้นำและการสร้างแรงบันดาลใจ 6.6% และ ทักษะการเจรจาต่อรอง 5.2%
เด็กรุ่นใหม่นิยมใช้ AI ค้นหาข้อมูล
เด็กรุ่นใหม่ ยังมองว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบันกำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และ 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามก็ใช้ AI เป็นประจำทุกวันหรือเกือบจะทุกวัน
ขณะเดียวกัน AI ยังมีความจำเป็นกับการทำงาน โดย
- 92.8% ใช้ในลักษณะค้นหาข้อมูล ตอบคำถามที่สงสัย
- 55.6% ช่วยคิดไอเดียใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์
- 55% สรุปเนื้อหาหรือจัดเรียงไอเดียให้เข้าใจง่าย
- 52.6% สร้างสื่อมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง และวิดีโอ
- 44% ช่วยแปลภาษา
- 28.2% ตรวจสอบคำสะกด ไวยากรณ์ และปรับสำนวน
- 24.2% จดโน้ตและสรุปประชุม
- 18.5% ร่างบทความ อีเมล หรือคอนเทนต์โฆษณา
ค่าครองชีพพุ่ง กด Gen Z รายได้แทบไม่เหลือเก็บ
ผลสำรวจด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมของเด็กรุ่นใหม่ พบว่า มีรายได้เฉลี่ย 12,024 บาทต่อเดือน โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากผู้ปกครอง ขณะที่มีรายจ่ายเฉลี่ย 10,862 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่มีภาระการใช้จ่ายสูงจนเกือบเทียบเท่ารายรับ
พฤติกรรมการใช้จ่ายของเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพสูง ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายประจำ ส่งผลให้มีรายได้เพียงพอแค่ใช้จ่าย อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการศึกษา มีภาระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายด้านการเรียน ส่งผลให้รายได้แทบไม่เหลือเก็บ
เมื่อสำรวจพฤติกรรมการออมเงินและการลงทุนในปัจจุบัน พบว่า 73.5% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่มีทั้งการออมเงินและการลงทุน สะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและความสามารถในการสร้างความมั่นคงทางการเงินของเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
อยากให้รัฐลดภาระค่าเรียน
สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้านการศึกษา ได้แก่ การสนับสนุนการศึกษาอย่างทั่วถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียน เช่น การเรียนฟรี ทุนการศึกษา และอาหารกลางวัน รวมถึง ต้องการให้สร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้เด็กทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ยังต้องการให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ โดยจัดหาอุปกรณ์การเรียนและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน
ขณะเดียวกัน ควรปรับปรุงระบบการเรียนการสอนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต โดยเพิ่มรายวิชาที่เน้นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
อีกทั้งควรส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน สนับสนุนการมีงานทำระหว่างเรียน เพื่อสร้างรายได้ เสริมประสบการณ์ และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริง
ข้อเสนอ Gen Z ถึงรัฐ ปฏิรูปการศึกษาให้ทันโลก
สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาของเด็กไทยให้เทียบเท่าหรือแข่งขันกับต่างประเทศได้
1. พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกอนาคตเน้นทักษะสำคัญระยะยาว ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) และปรับหลักสูตรให้ทันสมัย
2. ยกระดับคุณภาพและความยืดหยุ่นของระบบการศึกษา เปิดโอกาสให้เรียนตามความถนัด พัฒนาศักยภาพและการแข่งขันของผู้เรียน
3. สนับสนุนทุนการศึกษาและความเสมอภาค โดยจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและเด็กในพื้นที่ห่างไกล
4. ส่งเสริมกิจกรรมเสริมทักษะและนวัตกรรม พัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและทักษะด้านภาษา
อ่านเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง
อนาคตคนทำงานยุค AI กระทบหมดทั้ง”ทักษะสูง-ต่ำ”
ห่วง Gen Alpha-Beta ติดหน้าจอ ฉุดพัฒนาการต่ำมาตรฐาน
ปี 69 หมดหวังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เปิดสถิติ 10 ปีขึ้นแค่ 100 บาท




