เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นัดสื่อมวลชนแถลงข่าวเป็นครั้งแรก ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมในรัฐบาลสมัยที่สอง ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
ท่ามกลางความชุลมุนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานพุ่ง เสี่ยงขาดแคลน และผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่ง เอกนิติ ได้ประกาศแนวทางรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก ด้วยการแจกเงินผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจคล้ายกับโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เคยทำไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ต.ค. 68
ต่อมา 2 เม.ย. 69 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นโครงการที่ต้องทำ และเป็นเรื่องที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เสนอขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ต้องใช้คำว่าหลาย “พลัส” โดยเฉพาะเมื่อเจอกับสถานการณ์น้ำมัน จึงต้องพลัสขึ้นไปอีก เพื่อให้ประชาชนได้มีอะไรมาทดแทน
คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ชื่อใหม่ “ไทยช่วยไทยพลัส”
แต่ครั้งนี้แตกต่างจากเดิมตรงที่จะใช้ชื่อใหม่ คือ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยนำโครงการคนละครึ่งพลัส มารวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้อยู่ในระบบเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถสแกนใช้จ่ายร้านอาหารได้ ซึ่งเดิมจะใช้จ่ายได้เพียงร้านค้าธงฟ้าเท่านั้น
กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกทันที ภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงต้นเดือน เม.ย. จากนั้นคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือน พ.ค. 69 โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการใหม่ทั้งหมด เนื่องจากจะมีหลักเกณฑ์ใหม่เพิ่มเติมในการคัดกรองผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ
โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในรูปแบบเดิม ให้สิทธิประชาชนรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ จะได้รับวงเงินคนละ 2,400 บาท
- ประชาชนทั่วไป จะได้รับวงเงินคนละ 2,000 บาท
ผู้มีสิทธิทั้งหมดต้องเป็นมีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เคยถูกระงับสิทธิจากโครงการคนละครึ่งมาก่อน ทั้งนี้เมื่อได้รับสิทธิแล้ว สามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยรัฐจะร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวัน (เมื่อรวมกับเงินที่ผู้ใช้จ่ายเอง จะใช้ได้สูงสุด 400 บาทต่อวัน)
ขณะที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนหลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสผ่านไปแล้วประมาณ 3 เดือน โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นรอบใหม่ หลังรอบเดิม (ตั้งแต่ปี 65) ได้หมดอายุลงแล้วเมื่อ 31 มี.ค. ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะมีการยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้าด้วยสมาร์ทโฟนแทนการใช้บัตรประชาชน และจะมีการตรวจสอบข้อมูลที่เข้มขึ้นมากขึ้น เพื่อป้องกันคนที่ไม่มีคุณสมบัติได้สิทธินี้ไป หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในรอบที่ผ่านมา
สำหรับรูปแบบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการของกระทรวงการคลัง ว่าจะให้เงินรายละเท่าไหร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เหลืออยู่ แต่เบื้องต้นคาดว่าจะได้ไม่ต่ำกว่ารอบเดิม และยังคงใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเหมือนเดิม เพียงแต่จะเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ด้วยเช่นเดียวกัน แม้คนละครั้งจะหมดระยะเวลาโครงการแล้วก็ตาม นอกจากนี้จะมีการนำเอไอ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายให้กับร้านค้า เพื่อช่วยให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินได้
“เป็นฉากทัศน์ที่สอง คิดว่าจะจบได้ภายใน 3 – 4 เดือน น่าจะมีโอกาสที่เป็นไปได้สูง แต่อย่างน้อยเรื่องนี้ โลกของความผันผวน มันไม่มีใครรู้จริง ๆ เราต้องปรับตัวเตรียมพร้อมเสมอ ก็คิดว่ามาตรการที่จะช่วยกลุ่มคน ก็จะมารองรับฉากทัศน์นี้” เอกนิติ กล่าว
สำหรับการสมัครบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อปี 2565 รัฐบาลได้ใช้เกณฑ์การคัดกรองดูทั้งรายบุคคล และรายครอบครัว ดังนี้
1. คุณสมบัติพื้นฐาน
- สัญชาติ: ไทย
- อายุ: 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- สถานะ: ไม่เป็นภิกษุ, สามเณร, นักบวช, ผู้ต้องขัง, ข้าราชการ, พนักงานรัฐ, หรือผู้รับบำนาญ
2. เกณฑ์รายได้
- รายบุคคล: รายได้ต่อปีต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- รายครอบครัว: เมื่อนำรายได้ของสมาชิกในครอบครัว (คู่สมรสและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอายุต่ำกว่า 18 ปี) มาหารเฉลี่ยจำนวนคนแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
3. ทรัพย์สินทางการเงิน
- เงินฝากธนาคาร, สลากออมสิน/ธ.ก.ส., พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้
- รายบุคคล: รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- รายครอบครัว: เมื่อเฉลี่ยจำนวนคนในครอบครัวแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
4. อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)
- กรณีอยู่อาศัยอย่างเดียว: บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ตึกแถว ไม่เกิน 25 ตารางวา และห้องชุด (คอนโด) ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- เกษตรกร: ที่ดินต้องไม่เกิน 10 ไร่
- ไม่ใช่เกษตรกร: ที่ดินต้องไม่เกิน 1 ไร่
5. หนี้สินและบัตรเครดิต
- บัตรเครดิต: ต้อง ไม่มี บัตรเครดิต ณ วันที่ลงทะเบียน
- วงเงินกู้: กู้ซื้อบ้าน ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
- กู้ซื้อรถ ไม่เกิน 1 ล้านบาท
กู้เงิน 1.5 แสนล้านอุ้มน้ำมันแพง
การพยุงราคาน้ำมัน กระทรวงการคลัง ยืนยันว่ายังคงทำต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อนานเท่าไหร่ โดยปัจจุบันสามารถทำได้ 2 ทาง คือ 1. ภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน สามารถลดได้มากสุดราว 6-7 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่ามีประสิทธิภาพน้อยและได้ทำไม่กี่ครั้งหากราคาน้ำมันโลกยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และ 2. ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมมากสุด เพราะสามารถชดเชยราคาน้ำมันได้มากกว่าการลดภาษี
ณ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบอยู่ที่ 42,148 ล้านบาท สูงสุดตามเพดานกฎหมายของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ดังนั้น รัฐบาลจึงเตรียมออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถกู้เงินเพิ่มได้ในภาวะวิกฤตสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งหากผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ชุดใหม่แล้ว สำนักงานบริหารหนี้สาธาณะ (สบน.) จะเป็นผู้หาแหล่งเงินทุนให้กับกองทุนน้ำมันฯ
หากสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลก็จะออกกฎหมายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกันให้กองทุนน้ำมันฯ โดยเงินกู้ส่วนนี้จะถูกคำนวณอยู่ในสัดส่วนหนี้สาธาณะของรัฐบาลคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
อย่างไรก็ตามหากสงครามยืดเยื้อจนกองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินหมด 150,000 ล้านบาท รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยปัจจุบันรัฐบาลเหลือวงเงินกู้ได้อีก 300,000 ล้านบาท ก่อนที่สัดส่วนหนี้สาธารณะจะเต็มเพดาน 70% ต่อจีดีพี
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทุนน้ำมันฯ ต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศ โดยย้อนกลับไปในช่วงปลายของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ ขณะนั้น ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเกิดสงครามรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้รัฐบาลต้องตรึงราคาขายปลีกในประเทศเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ทำให้ในที่สุดต้องกู้เงินระดับสูงถึง 130,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในช่วงวิกฤตดังกล่าว
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:





