ความคืบหน้าคดีการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ล่าสุด เมื่อ 8 ก.ย. 69 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ รวม 18 ราย โดยมีกรมประมงและอธิบดีกรมประมงเป็นผู้ถูกฟ้องคดีสำคัญ หลังสภาทนายความได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด และได้จัดตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลและดำเนินคดีต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี
สาระสำคัญของคำพิพากษาคือ ศาลเห็นว่า กรมประมงและอธิบดีกรมประมงเป็นหน่วยงานและผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและดำเนินการตามแผนที่จัดทำขึ้นเพื่อ ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษาว่าปัญหาดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว แต่ให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินมาตรการตามแผนต่อไป
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษายังไม่มีผลบังคับใช้ทันที โดยศาลกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ หากไม่มีการอุทธรณ์ คำพิพากษาจะมีผลเมื่อพ้นกำหนดตามกฎหมาย แต่หากมีการอุทธรณ์ก็ต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
อีกประเด็นสำคัญที่ศาลมีคำพิพากษาคือ กรณีการขอให้ประกาศพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็น “เขตภัยพิบัติ” เพื่อให้สามารถนำงบประมาณด้านการช่วยเหลือและเยียวยามาใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยศาลเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีคำสั่งให้ดำเนินการในส่วนของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาหรือประกอบอาชีพอยู่
ส่วนจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาครอบคลุม เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 รายไม่ได้มีภูมิลำเนาหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้คณะทำงานฝ่ายประชาชนเตรียมพิจารณาแนวทางทางกฎหมายเพิ่มเติม ทั้งการอุทธรณ์คำพิพากษาและความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีในพื้นที่อื่น หากจำเป็นต้องให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
สำหรับข้อเรียกร้องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหลายแห่ง เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่น ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในบางประเด็น ขณะที่คำขอเกี่ยวกับการให้รัฐเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจากผู้เกี่ยวข้อง ศาลเห็นว่าเป็นอำนาจและดุลพินิจของฝ่ายปกครองที่จะดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่
ชี้การแพร่ระบาดของสัตว์ต่างถิ่นกระทบต่อระบบนิเวศ
ปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครองของสภาทนายความระบุว่า เป้าหมายของคดีปกครองไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้องค่าเสียหายส่วนตัวให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ต้องการให้รัฐดำเนินการ ประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด เพื่อคุ้มครองทรัพยากรของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ คณะทำงานมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้ถือเป็นหลักสำคัญที่ศาลได้วางไว้ว่า เมื่อเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของสัตว์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและการประกอบอาชีพของประชาชน หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงยังคงมีภาระต้องดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการแก้ไข
ตัวแทนคณะทำงานย้ำว่า แม้จะเคารพคำพิพากษาของศาล แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอุทธรณ์ โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดอื่น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดสมุทรสงคราม และมีข้อมูลว่าพบปลาหมอคางดำในพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง
“คดีนี้ไม่ได้ฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายส่วนตัว แต่ต้องการให้มีการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบ หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบแต่ไม่อยู่ในขอบเขตคำพิพากษา ก็ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรให้การคุ้มครองครอบคลุมประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น”
เกษตรกรเรียกร้องตรวจสอบ “ต้นทาง”
ขณะเดียวกัน ปัญญา โตทอง ตัวแทนประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบระบุว่า พอใจกับคำพิพากษาในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการที่ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะจะเป็นช่องทางให้สามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังมองว่าคำพิพากษายังไม่ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น
ตัวแทนชาวบ้านประเมินความพึงพอใจต่อคำพิพากษาในระดับประมาณ 6 คะแนนเต็ม 10 เนื่องจากเป้าหมายของภาคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่ที่การช่วยเหลือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ต้องการให้รัฐฟื้นฟูระบบนิเวศและอาชีพประมงที่ได้รับผลกระทบในวงกว้าง
ชาวบ้านสะท้อนว่า ปัจจุบันในหลายพื้นที่เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมงได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางรายต้องเลิกเลี้ยงสัตว์น้ำ บางรายปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ขณะที่บางพื้นที่เริ่มมีการขายที่ดิน เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ตามปกติ
ตัวแทนชาวบ้านยังตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการสำรวจจำนวนปลาหมอคางดำของหน่วยงานรัฐ โดยเห็นว่าการจับปลาได้เพียงไม่กี่ตัวในจุดสำรวจอาจไม่สะท้อนจำนวนประชากรที่แท้จริง เนื่องจากปลาหมอคางดำสามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว และปลาตัวใหญ่ที่ตรวจพบอาจมีลูกปลาอยู่ในปากเป็นจำนวนมาก จึงเห็นว่ารัฐควรพัฒนาวิธีการสำรวจที่เป็นมาตรฐานและสะท้อนสถานการณ์จริงในพื้นที่
นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึง “ต้นทาง” ของการแพร่กระจาย โดยเฉพาะเส้นทางการเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง รวมถึงกรณีการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่และเขื่อนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าปลาเดินทางไปถึงพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างไร
ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ ข้อมูลของภาครัฐกับข้อเท็จจริงที่ประชาชนในพื้นที่พบอาจไม่สอดคล้องกัน หากรัฐรายงานว่าการแพร่ระบาดลดลงหรือพบปลาจำนวนน้อย แต่ประชาชนยังพบการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลของรัฐ
ชาวบ้าน 10 ราย ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย
สำหรับการดำเนินคดีแพ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางกฎหมาย คณะทำงานเปิดเผยว่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยมีประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นผู้แทนกลุ่ม 10 ราย ฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการบริษัทในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง รวมจำเลยทั้งหมด 9 ราย
คดีแพ่งดังกล่าวมีการเรียกร้องค่าเสียหายรวมประมาณ 2,400 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมงในจังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 ราย โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งในเบื้องต้นรับพิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่ม ก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะยื่นคัดค้าน และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์
ศาลนัดฟังคำสั่ง ในวันที่ 14 ก.ย. 69 ศาลมีกำหนดนัดฟังคำสั่งในประเด็นว่าจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีแบบกลุ่มและเป็นคดีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งผลการพิจารณาจะมีผลต่อแนวทางการดำเนินคดีต่อไป
ตัวแทนคณะทำงานยืนยันว่า คดีปกครองและคดีแพ่งมีเป้าหมายแตกต่างกัน โดยคดีปกครองมุ่งให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่คดีแพ่งมุ่งเรียกร้องค่าเสียหายให้แก่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับปัญหาปลาหมอคางดำในฐานะปัญหาระดับประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบต่อประชาชนที่พึ่งพิงทรัพยากรสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีวิต
ตัวแทนชาวบ้านระบุว่า หากปล่อยให้การแพร่ระบาดขยายวงต่อไป อาจไม่ได้กระทบเพียงอาชีพประมง แต่ยังอาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศในแหล่งน้ำทั่วประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณและดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
โดยภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่พบปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทย การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหายังไม่สอดคล้องกับขนาดของปัญหา พร้อมยกตัวอย่างงบประมาณที่เคยจัดสรรในช่วงต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา และเห็นว่าหากต้องการหยุดการแพร่ระบาด รัฐจำเป็นต้องลงทุนกับมาตรการกำจัด ควบคุม ป้องกัน และฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ
ทั้งนี้ คณะทำงานยืนยันว่า จะนำรายละเอียดคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ซึ่งมีความยาวกว่า 100 หน้า มาหารือร่วมกันอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์ในประเด็นใดบ้าง โดยเฉพาะการขยายการคุ้มครองไปยังจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมย้ำว่า ตราบใดที่ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำยังไม่ยุติ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบยังสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐดำเนินการแก้ไขและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติได้ต่อไป
เปิด 3 คดีปลาหมอคางดำ
สำหรับคดีความที่เกี่ยวข้องกับ “ปลาหมอคางดำ” และต่อสู้กันในชั้นศาลหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 3 คดีใหญ่ จำแนกตามประเภทศาลและกรณีการฟ้องร้อง โดยคู่ความผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง ดังนี้
1. คดีแพ่ง คดีแบบกลุ่ม (Class Action)
- ผู้ฟ้อง: เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำและกลุ่มประมงพื้นบ้าน (นำโดยเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง) โดยการช่วยเหลือของสภาทนายความ
- ผู้ถูกฟ้อง: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF
- รายละเอียด: ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การประกอบอาชีพ และการขาดรายได้ย้อนหลัง 7 ปี (พ.ศ. 2560–2567) รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,486 ล้านบาท ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว
2. คดีปกครอง
- ผู้ฟ้อง: กลุ่มประมงพื้นบ้าน เครือข่ายประชาชน และภาคประชาสังคม โดยความช่วยเหลือของสภาทนายความ
- ผู้ถูกฟ้อง: กรมประมง อธิบดีกรมประมง, คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ และหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง รวม 18 ราย
- รายละเอียด: ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ในความผิดฐานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ในการควบคุม ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้สั่งนำเข้าปลาหมอคางดำ รวมถึงปล่อยให้มีการแพร่ระบาดสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในหลายจังหวัด
3. คดีอาญา (หมิ่นประมาท / SLAPP)
- ผู้ฟ้อง (ผู้แจ้งความดำเนินคดี): บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF (ยื่นฟ้องผ่านพนักงานอัยการ)
- ผู้ถูกฟ้อง: นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี) และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)
- รายละเอียด: แจ้งความในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” จากกรณีการจัดเวทีเสวนาวิชาการและการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับสาเหตุการระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งฝั่งองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมมองว่าเป็นลักษณะคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP lawsuit)
แผนปฏิบัติการกรมประมงจัดการปลาหมอคางดำ
ขณะที่ แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (พ.ศ. 2567–2570) ของกรมประมงที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. มีการแบ่งโครงสร้างหลักออกเป็น 7 มาตรการ ดังนี้
- การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด ลุยจับปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติร่วมกับชุมชน (กิจกรรมลงแขก) และสนับสนุนการกำจัดในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกร (เช่น การใช้กากชา)
- การกำจัดปลาหมอคางดำโดยการปล่อยปลาผู้ล่า จัดหาและปล่อยพันธุ์ปลานักล่าประจำถิ่น เช่น ปลากะพงขาว และปลาอีกง (ปลาออดแอด) ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อคุมและไล่กินลูกปลาหมอคางดำ
- การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดได้ไปใช้ประโยชน์ รับซื้อและกระจายปลาไปใช้ประโยชน์เพื่อไม่ให้เกิดขยะ เช่น ทำน้ำหมักชีวภาพ ส่งโรงงานปลาป่น ปุ๋ยหมัก อาหารสัตว์ และแปรรูปเป็นอาหาร
- การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายในพื้นที่เขตกันชน (buffer Zone) วางระบบเฝ้าระวัง ค้นหา และเตรียมพร้อมรับมือในจังหวัด/แหล่งน้ำเสี่ยงรอบนอกที่ยังไม่พบการระบาดหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยายวงกว้าง
- การสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วม จัดทำคู่มือ สื่อประชาสัมพันธ์ และแจ้งช่องทางรับแจ้งเบาะแส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนเข้าใจวิธีรับมือและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา วิจัยทางพันธุศาสตร์เหนี่ยวนำโครโมโซมปลาหมอคางดำ (4n) ให้ลูกออกมาเป็นหมัน (3n) รวมถึงพัฒนาเหยื่อล่อ ฟีโรโมน แสงสี และเครื่องมือประมงเพื่อต้อนปลา
- การฟื้นฟูระบบนิเวศ เพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น/สัตว์น้ำเศรษฐกิจ คืนสู่สายน้ำธรรมชาติหลังจากประชากรปลาหมอคางดำลดลง เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาสมบูรณ์
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางสั่งให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงดำเนินมาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำตามกฎหมายต่อไป และให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติในสมุทรสงคราม
ภาคประชาชนยังเตรียมอุทธรณ์เพื่อขยายการคุ้มครองไปยังจังหวัดอื่น พร้อมติดตามคดีแพ่งแบบกลุ่มที่เรียกค่าเสียหายจากเอกชนกว่า 2,400 ล้านบาท แม้รัฐมีแผนรับมือ 7 มาตรการ แต่ประชาชนเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตรวจสอบต้นทางการแพร่ระบาด และฟื้นฟูระบบนิเวศระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




