อุบัติเหตุทางถนนของไทยได้สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 3% ของจีดีพี ซึ่งในปี 2568 อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังเกินเป้าหมาย อยู่ที่ 8.39 คนต่อแสนประชากร
โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญของไทย เช่น เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ที่ประชาชนนิยมเดินทางไกล ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ใช้ได้ผลในช่วงเวลาปกติ ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงในช่วงเทศกาลได้
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามด้าน “ถนนปลอดภัย” ต่อเนื่อง โดยยึดกรอบแนวคิดสากลอย่าง World Health Organization และแผนระดับโลกอย่าง Decade of Action for Road Safety มาเป็นฐานในการดำเนินการ
กระทั่งมี “แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน” หลายฉบับ ต่อเนื่องตั้งแต่ราวปี 2554 เป็นต้นมาตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิต เช่น ไม่เกิน 12 คนต่อแสนประชากร (แต่ความจริงยังสูงกว่านั้นมาก)
ขณะที่ มีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ที่พยายามรณรงค์ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วง “7 วันอันตราย” (ปีใหม่–สงกรานต์) อย่างเข้มข้น เช่น ด่านตรวจ เมาไม่ขับ
ส่วนการควบคุมเชิงพฤติกรรม มีการรณรงค์ “เมาไม่ขับ” มีมาตรการบังคับสวมหมวกกันน็อก / คาดเข็มขัดนิรภัย และใช้มาตรการตัดแต้มใบขับขี่ และพยายามปรับปรุงจุดเสี่ยง ถนน ทางแยก ติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็ว / ฝ่าไฟแดง และพยายามผลักดัน “ถนนปลอดภัย (Safe System)”
แต่ปัญหาคือ แม้มีนโยบาย แต่ไทยยังติดอันดับประเทศที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงในโลก โดยข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไทยมักติดอันดับ 9-10 ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงกว่า 30 รายต่อประชากรแสนคน โดยสาเหตุหลักกว่า 80% มาจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ และการขับขี่ที่ประมาท เช่น ขับเร็วเกินกำหนด และดื่มแล้วขับ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ภาคธุรกิจประกันภัย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงผลักดัน “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569
ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. บอกว่า “เดินหน้าโครงการความปลอดภัยต่อเนื่อง ขยายพื้นที่ ขยายความร่วมมือสู่ 4 จังหวัด” ว่า จากการดำเนินโครงการนำร่องในจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อมูลทางสถิติสามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตรายวันให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังพบว่าการทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนถึง 39 %และมีแนวโน้มการปรับพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นกว่า 20%
ดัน 4 จังหวัด ต้นแบบ“Road Safety”ถนนปลอดภัย
สำนักงาน คปภ. จึงต่อยอดขยายผลโครงการในปี 2569 สู่ 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี ซึ่งแต่ละจังหวัดมีบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม ย่านพาณิชยกรรม เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเมือง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งพื้นที่ที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ในจังหวัดต้นแบบดังกล่าวจะทำให้คณะผู้วิจัยจากทีดีอาร์ไอ สามารถสร้างโมเดลชุมชนต้นแบบที่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างตรงจุด และขยายผลเป็นโมเดลเชิงนโยบายในระดับประเทศต่อไป
โครงการ “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย” จะดำเนินงานภายใต้กรอบ Data – Knowledge – Measure ซึ่งเน้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการระบุจุดเสี่ยง
นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้กับหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ และทดลองดำเนินมาตรการจริงในชุมชน นับเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงนโยบายที่จังหวัดสามารถต่อยอด และขยายผลได้จริงในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญให้โครงการนี้เชื่อมโยงเข้ากับแผนพัฒนาจังหวัด แผนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งกลไกคณะกรรมการที่จังหวัดใช้อยู่เดิม ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานและเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเชิงระบบในระดับจังหวัดและชุมชน
นอกจากนี้มีแผนพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คปภ. จะเดินหน้าพัฒนามาตรฐานชุมชนต้นแบบอย่างต่อเนื่อง
พร้อมยกระดับความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประชาชน และเป็นเครื่องมือเชิงสังคมในการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนในมาตรการทางกฎหมาย สำนักงาน คปภ. มีแผนศึกษาการพัฒนากฎหมายและนโยบาย โดยเตรียมปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อเพิ่มบทบาทของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยในการสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ ควบคู่กับการเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจประกันภัยและประชาชนโดยรวม
ถนนปลอดภัยเป้าหมายลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์
สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเป้าลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นศูนย์ทั้งประเทศ
แนวทางในการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายผ่านการขับเคลื่อนในระดับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาใน 3 ปัจจัย คือ “คน รถ ถนน” ซึ่งเป็นวงจรของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
โดยปัจจัยด้านคน พบการขาดทักษะในการคาดการณ์ความเสี่ยงและมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ (จยย.) กว่า 89% ไม่มีใบอนุญาตขับขี่
ขณะที่ปัจจัยด้านรถ พบปัญหาการขาดต่อทะเบียน และการตรวจสภาพประจำปี ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากสภาพรถที่ไม่ปลอดภัย และไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ทะเบียนขาดกว่า 16 ล้านคัน และในจำนวนนี้กว่า 15 ล้านคันอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ส่วนปัจจัยด้านถนน พบปัญหาการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งาน โดยในประเทศไทยมีถนนเพียง 12% เท่านั้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครอบคลุม และไม่ต่อเนื่องเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่ได้
สถิติอุบัติเหตุชี้ “ผู้สูงอายุ” กลุ่มเสี่ยงสูง
สุเมธ กล่าวว่า จากความสำเร็จในจังหวัดปราจีนบุรีในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้มีการขยายไปยัง 5 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยที่สามารถเป็นตัวแทนของพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศได้ ประกอบด้วย
- จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองทางผ่าน โดยจากสถิติพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป) และในปีที่ผ่านมา มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเป้าหมายถึง 81%
- จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก และมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 20%
- จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด
- จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีลักษณะแตกต่างออกไป โดยพบว่ากลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25–39 ปี เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด และมักเกิดอุบัติเหตุหมู่หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่บ่อยครั้ง
สุเมธ ระบุว่า ทีมวิจัยเตรียมลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลจุดเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง รวม 5 ชุมชน โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับชุมชน เพื่อร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ของพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างแกนนำชุมชนในการสื่อสารและรณรงค์ด้านความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือทำให้ความปลอดภัยทางถนนเกิดขึ้นจริงในชุมชน และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ
ทั้งนี้ สามารถติดตามความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ได้ที่เพจRoadsafety
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- ต้องคุมเข้มใบขับขี่จักรยานยนต์ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
- พัฒนา “รถ-คน-ถนน-โครงสร้าง” ลดความสูญเสียบนถนนเขตเมือง
- ถนนลูกคลื่น กับปัญหากระจายอำนาจ




