ThaiPBS Logo

สำรวจความเกลียดชัง LGBTQIA+ หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียม

17 พ.ค. 256807:35 น.
สำรวจความเกลียดชัง LGBTQIA+ หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียม
  • คนข้ามเพศเสี่ยงสูงที่จะถูกกระทำความรุนแรงมากกกว่าประชากรกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า แต่ในไทยยังไม่มีการคุ้มครองจากรัฐเพียงพอ ขาดกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ ขาดกฎหมายเฉพาะที่คุ้มครองจากอาชญากรรมจากความเกลียดชัง
  • องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนข้ามเพศยังเผชิญกับปัญหาความยั่งยืนในการทำงาน และยิ่งประสบปัญหามากขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
  • ในโลกออนไลน์ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ยังพบทัศนคติเชิงลบต่อ LGBTIQNA+ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมรสเท่าเทียม เป็นภารกิจเร่งด่วนที่องค์กรประชาสังคมต้องหาทางสร้างความเข้าใจให้กับสังคม
แม้จะมีสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ความเกลียดชัง LGBTQIA+ ยังคงดำรงอยู่ มี LGBTQIA+ หลายคนต้องเผชิญกับความรุนแรงและฆาตรกรรม ขณะที่ทัศนคติเชิงลบยังคงเข้มข้นในโลกออนไลน์ และหลายองค์กรเผชิญปัญหาแหล่งทุนมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อความยั่งยืนในการทำงาน

เนื่องในวัน IDAHOBIT (The International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia) หรือที่เรียกว่า “วันสากลยุติความรังเกียจคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ” วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี

ในปี 2568 ได้กำหนดธีมประจำปีคือ “The Power of Communities” หรือ “พลังแห่งชุมชน” สะท้อนความหลากหลายภายในชุมชน LGBTQIA+ และเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นและความสามัคคีของชุมชน LGBTQIA+ ในการสนับสนุนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มประชาสังคม

ในงานแถลงข่าวชื่อ “เดินหน้าต่อไปข้างหน้า ด้วยพลังของชุมชน”เนื่องในวันยุติความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (IDAHOTBiT 2025) จัดขึ้นในวันพุธที่ 15 พ.ค. 2568 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมี “สมรสเท่าเทียม”แล้วใน พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นอีกความก้าวหน้าของการยอมรับความหลากหลายทางเพศ แต่ความเกลียดชังและความรุนแรงต่อ LGBTQIA+ ยังคงดำรงอยู่

เห็นได้จากเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนเม.ย. 2568 ที่เกิดกรณีหญิงข้ามเพศถูกฆาตกรรมอย่างทารุณที่พัทยา อีกทั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า มีผู้หญิง เด็ก และหญิงข้ามเพศถูกกระทำความรุนแรงมากกว่า 30,000 คนต่อปี โดยเฉพาะหญิงข้ามเพศมีความเสี่ยงถูกกระทำความรุนแรงสูงกว่าประชากรอื่นถึง 3 เท่า

หลังสมรสเท่าเทียม ยังมีอีกมากต้องขับเคลื่อน

แม้จะคนข้ามเพศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกระทำความรุนแรงมากกกว่าประชากรกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า แต่ในไทยยังไม่ได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่จากโครงสร้างของรัฐ ยังขาดกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และขาดกฎหมายคุ้มครองเฉพาะจากอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง อีกทั้งยังขาดการบันทึกจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงต่อคนข้ามเพศอย่างเป็นระบบ และหลายกรณีไม่ได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันคนข้ามเพศยังคงถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน ปัญหาในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และไม่สามารถใช้คำนำหน้าชื่อตามอัตลักษณ์ทางเพศในเอกสารราชการได้

ณชเล บุญญาภิสมภาร ผู้รับผิดชอบ โครงการข้ามเพศมีสุข กล่าวว่าการเคลื่อนไหวสิทธิของคนข้ามเพศมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานแล้วก้าวหน้าตามลำดับ

  • พ.ศ. 2549 หญิงข้ามเพศยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนแก้ไขถ้อยคำในเอกสารบันทึกผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน (สด.43) ที่ระบุคำว่า “โรคจิตถาวร” “โรคจิตวิปริต” “โรควิกลจริตรุนแรง” ให้เปลี่ยนเป็น “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” แทน ซึ่งการต่อสู้ในเรื่องนี้ใช้เวลายาวนานจนสำเร็จในพ.ศ. 2555
  • พ.ศ. 2566 ภาคประชาสังคมร่วมกันยื่น ร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ ต่อสภา เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกคำนำหน้านามและคำระบุเพศสภาพในเอกสารราชการต่างๆ เช่น บัตรประชาชน ได้ด้วยตนเอง
  • ก.พ. 2568 สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณ 145.63 ล้านบาท เพื่อให้บริการฮอร์โมนแก่คนข้ามเพศ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม

องค์กรเคลื่อนไหวเผชิญปัญหาแหล่งทุน

อย่างไรก็ตาม องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนข้ามเพศยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงและยั่งยื่นในการทำงาน

อาทิตยา อาษาประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ กล่าวถึงภาคประชาสังคมว่า องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านนี้ เสมือนด่านหน้าในการผลักดันในการขับเคลื่อนสิทธิของคนในชุมชนคนข้ามเพศ ซึ่งมีอยู่ 23 องค์กรทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ถึง 14 องค์กร ทำประเด็นบริการสุขภาวะทางเพศและสิทธิสำหรับผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นหลัก

สำหรับความยั่งยืนขององค์กรนั้นยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง จากรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานเพื่อสุขภาวะของคนข้ามเพศในประเทศไทย โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศ (ระดับชาติ) พบว่าองค์กรทั้ง 23 องค์กรมีเพียง 10 องค์กรเท่านั้น ที่เป็นองค์กรที่จดทะเบียนแล้วอย่างเป็นทางการ และคนทำงานจำนวนมากเป็นอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ประจำโครงการเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ประจำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยั่งยื่นในการทำงาน

อาทิตยา กล่าวอีกว่า งบประมาณถือเป็นกระดูกสันหลังของการองค์กรในทำงาน ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีสัดส่วนประมาณ 29.5% ได้รับงบประมาณส่วนใหญ่จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์กรที่รับงบประมาณจากจากมูลนิธิระหว่างประเทศหรือกองทุนระหว่างประเทศ 26.1% และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  24.7%

แต่ มีถึง 15 องค์กรที่ไม่มีเงินสำรองในกรณีแหล่งทุนไม่ให้การสนับสนุน และจากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า มี 7 องค์กรที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนในพ.ศ. 2566 และมี 4 องค์กร ที่ไม่มีงบประมาณสมับสนุนใน พ.ศ. 2567

แนะต้องหารายได้ด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน วิทิต มันตาภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเในรื่องสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งที่องค์กรภาคประชาสังคมต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางการเงินเพราะนโยบายของสหรัฐฯ

“แต่อยากขอเตือนว่า การที่องค์กรประชาสังคมรับงบประมาณจากแหล่งเดียว และเป็นแหล่งทุนจากต่างชาติ ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่สามารถรับประกันความมั่นคงและยั่งยืนได้”

วิทิต แนะว่าองค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องแสวงหารายได้จากการประกอบธุรกิจด้วยตนเอง ขอยกตัวอย่างสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยและมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ที่เป็นตัวอย่างของประชาสังคมที่อยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่รับงบประมาณจากแหล่งทุนต่างชาติ เพราะทำธุรกิจเองแล้วนำเงินมาสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคม

สำรวจอคติต่อ LGBTQIA+ หลังสมรสเท่าเทียม

แม้สังคมจะยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ก็เป็นการยอมรับในเฉพาะบางเรื่อง ถือว่าเป็นความก้าวหน้าทางสังคมที่มีสะดุดบ้าง และถอยหลังบ้างในบางประเด็น

รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและหัวหน้าศูนย์วิชาการเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ กล่าวถึงอคติต่อ LGBTQIA+ ว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสรวงสวรรค์ของความหลากหลายทางเพศ แต่จากโครงการศึกษาและรวบรวมประเด็นทัศนคติเชิงลบของคนไทยเกี่ยวกับสิทธิของคนข้ามเพศ โดย สสส. พบว่า ทัศนคติเชิงลบยังคงเข้มข้นในโลกออนไลน์ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, TikTok, YouTube และ X ใน 5 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่

  • สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นประเด็นที่พบทัศนคติเชิงลบมากที่สุดในโลกออนไลน์ หลายคนมองว่า “ไม่เหมาะสม” และ “ผิดกาลเทศะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีตำรวจใส่เครื่องแบบไปจดทะเบียนสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน
  • การสร้างวัฒนธรรม DEI (Diversity-ความหลากหลาย, Equity-ความเท่าเทียม, Inclusion-ความรู้สึกมีส่วนร่วม) มาใช้ในองค์กรและการกำหนดสัดส่วนโควต้าความหลากหลายทางเพศ สังคมยังคงเข้าใจผิดว่าเป็นการให้สิทธิพิเศษมากเกินไป
  • การเปลี่ยนคำนำหน้าตามเพศสภาพและการรับบริการฮอร์โมนข้ามเพศฟรีจากภาครัฐ ซึ่งสังคมแสดงความกังวลว่าจะนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย การหลอกลวง อาชญากรรม และสิ้นเหลืองงบประมาณแผ่นดิน
  • การให้คนข้ามเพศแข่งขันกีฬาร่วมกับคนที่เพศสภาพตรงกับเพศกำเนิด สังคมยังมองว่าคนข้ามเพศได้เปรียบทางร่างกาย แม้ว่าแท้จริงแล้วการรับฮอร์โมนส่งผลต่อกล้ามเนื้อและร่างกายให้แข็งแรงน้อยกว่าก็ตาม
  • การขัดต่อหลักศาสนา จากการศึกษาพบว่า การอ้างศาสนาที่เป็นเรื่องจิตวิญญาณนั้น นำไปสู่การเชื่อมโยงกับอคติอื่นๆ เสมอ จากการสำรวจพบว่า ทุกอคติต่อความหลากหลายทางเพศ มักมีการนำศาสนามาสนับสนุน

การเคลื่อนไหวของ LGBTQIA+ ไทย ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์

นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อชุมชน LGBTQIA+ อย่างร้ายแรง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศเกือบทั้งหมด ซึ่งหลายองค์กรทางด้านสุขภาพที่รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ต้องขาดงบประมาณในการทำงานจากนโยบายนี้

นอกจากนี้ คำสั่งพิเศษที่มีชื่อว่า “ปกป้องสตรีจากสุดโต่งแห่งอุดมการณ์เรื่องเพศ และฟื้นฟูความจริงทางชีววิทยาในรัฐบาลกลาง” ระบุให้หน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดยอมรับบุคคลเพียง 2 เพศตามหลักชีววิทยา คือ ชายและหญิงเท่านั้น  และยกเลิกการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายในเอกสารรัฐการของสหรัฐฯ

รณภูมิ กล่าวถึงคำสั่งพิเศษนี้ว่า ส่งผลต่อวิธีคิดของคนทั่วโลกที่มีต่อ LGBTQIA+ และหนุนเสริมให้อคติแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่นักขับเคลื่อนเพื่อความหลากหลายทางเพศต้องมียุทธศาสตร์และเทคนิคในการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีอคติรุนแรง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:

จับตาโดมิโน “อนุรักษ์นิยมทางเพศ”

กม.สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว แต่เด็กยังถูกเลือกปฏิบัติ

พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ปลดล็อกที่อยู่อาศัย LGBTQIAN+

 

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

สมรสเท่าเทียม

นโยบายแก้กฎหมาย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. … หรือ ร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมให้กับคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ ให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการคู่สมรสเหมือนคู่สมรสชาย-หญิง

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

ผู้เขียน: